แผ่นดินสีทอง (จบ)

    บทที่ 9

    เขาเดินทอดน่องตามสบายด้วยท่าทางผึ่งผายเข้ามาหา และบัดนี้ขณะที่อยู่ห่างกันไม่กี่คืบ แคทธี่มีความรู้สึกเหมือนว่าพลังแห่งความน่าสนใจทั้งหมดในตัวบุคคลผู้นี้พุ่งตรงมายังเธอ ทั้งลักษณะแห่งความเป็นชายชาตรีและเสน่ห์อย่างลึกซึ้งในตัวเขา ราวจะเอื้อมออกมารั้งร่างของเธอเข้าไว้ในอ้อมแขนด้วยความประทับใจ ดวงตาสีเขียวเข้มของแคทธี่เป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที เธอจะไม่มีวันตกเป็นเหยื่อแห่งความเย้ายวนใจที่เกิดขึ้น เพราะรูปโฉมโนมพรรณของคนคนนี้แน่ ให้เขาได้รู้เสียบ้างว่ายังมีผู้หญิงบางคนในโลกนี้ที่ไม่จำเป็นต้องหลงใหลในเสน่ห์หรือวาจาของเขา เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มอย่างมุ่งร้ายก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอบรรยากาศระหว่างเขาและเธอที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดูตึงเครียดขึ้นอย่างแปลกประหลาด เมื่อดวงตาสีน้ำตาลเข้มของร็อบ ดั๊กลาส ประสานสนิทอยู่กับแววท้าทายในดวงตาของเธอ แต่แทนที่เขาจะเบือนหน้าหนีหรือหลบสายตาลง ดูเหมือนร็อบ ดั๊กลาสจะยอมรับคำท้านั้น และดูจะรื่นรมย์ใจไปกับมันเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ทำให้อารมณ์ ของแคทธี่ดีขึ้นได้“นี่ไงครับ ครูผม มิสคาร์ลสัน” แทดเป็นผู้รับหน้าที่แนะนำบิดากับครูของเขาให้รู้จักกัน “มิสคาร์ลสัน ครับ นี่พ่อผม โรเบิร์ต ดั๊กลาส”“สวัสดีค่ะ มิสเตอร์ ดั๊กลาส” เมื่อสถานการณ์เป็นไปอย่างมีพิธีการเช่นนี้ มันก็เท่ากับเป็นความจำเป็นอยู่ที่จะต้องสัมผัสมือกัน แคทธี่ยื่นมือให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก“ผมยินดีครับที่ได้พบคุณมิสคาร์ลสัน” ริมฝีปากของร็อบ ดั๊กลาส จุดรอยยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นเธอชักมือกลับอย่างรวดเร็วทันทีที่แตะลงบนมือของเขา น้ำเสียงของร็อบแจ่มใสชัดเจนและทุ้มห้าว ซึ่งแคทธี่แน่ใจว่าเสียงนี้แหละที่แอนดี้บอกว่ามันเซ็กซี่เหลือใจในขณะที่เธอเพียงแต่คิดว่ามันฟังรื่นหูดี “ลูกชายผมเขาพูดถึงคุณครูหลายหนแล้ว คิดว่าคงเสียใจอยู่ไม่น้อยที่ปีหน้าจะไม่ได้สอนกันอีกแล้ว”“แทดเป็นนักเรียนที่เรียนดีมากค่ะ” มันออกจะเป็นความยุ่งยากที่ไร้ประโยชน์จริง ๆ กับการที่เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาขณะที่พูดด้วย ทั้งนี้เพราะร็อบออกจะสูงกว่าเธอมาก แคทธี่จึงพอใจที่จะมองไปเสียทางอื่น และครั้งนี้เธอจับสายตาอยู่ตรงใบหน้าหนุ่มน้อยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา “ฉันสบายใจค่ะ ที่มีนักเรียนอย่างนี้”“พ่อคิดว่าแกพูดถูกนะแทด, มิสคาร์ลสันของแกนี่เหมือนเพซึ่นส์จริง ๆ ”คำเปรียบเทียบที่ไม่นึกว่าจะได้ยินทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที แววแห่งความแปลกใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของเธอ“เพซึ่นซ์ เป็นชื่อลูกแมวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง มันมีขนสีน้ำตาลเข้ม แล้วก็มีดวงตาที่เขียวไงล่ะ” ร็อบ ดั๊กลาส อธิบาย สายตาของเขาที่กวาดไปจนทั่วใบหน้าและเรือนผมทำให้แคทธี่มีความรู้สึกเหมือนกำลังถูกเขาโลมไล้ไปทั่ว และทำให้เธอวุ่นวายใจอย่างบอกไม่ถูก“อ๋อ” แคทธี่สูดลมหายใจลึก เบือนหน้าหนีจากดวงตาสีน้ำตาลที่จ้องอยู่ตรงหน้าเหมือนจะสะกดจิตไปยังดวงตาอีกคู่หนึ่งที่บริสุทธิ์กว่า “แล้วเจ้าเพซึ่นซ์นั้นมันเป็นแมวของเธอหรือแทด? ”“ครูไม่มีทางเข้าใกล้ตัวมันได้หรอกครับ นอกจากจะต้องใช้เวลาคอยสักหน่อย เราก็เลยเรียกมันว่าเพซึ่นซ์ไงครับ” แทดเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นบิดา “วันก่อนนี้มันให้ผมลูบตัวแต่มันยังขู่เลยครับ”“บางทีอาจจะเป็นเพราะมันโตขึ้นแล้วก็ได้มันเลยไม่ชอบ” ร็อบพูดกับลูกชาย รอยลักยิ้มบุ๋มลงทั้งสองข้างแก้มขณะที่มองแคทธี่ด้วยแววหัวเราะอย่างเปิดเผย “คุณครูชื่อแคทเธอรีนใช่ไหมครับ เห็นมิสเตอร์วิทท์แมนบอกผม แล้วเพื่อน ๆ เขาเรียกคุณครูว่า แคท (แมว) หรือเปล่าครับ? ”“เพื่อน ๆ เรียกฉันว่าแคทธี่ค่ะ มิสเตอร์ดั๊กลาส” เธอย้อนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พยายามสะกดกลั้นอารมณ์จากการยั่วของเขาไว้“นั่นไง คุณครูของแกกางเล็บออกมาแล้วละแทด” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความไม่พอใจแคทธี่อยากจะเป็นแมวอย่างที่เขาตั้งสมญาให้จริง ๆ จะได้ใช้เล็บตะกุยลงบนใบหน้าของเขาเสีย จะได้เพิ่มรอยแผลเป็นให้มากกว่ารอยที่อยู่ตรงหางตาขวา แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของแทดทำให้เธอยั้งปากไว้“คุณเข้าใจผิดเสียแล้วละค่ะ มิสเตอร์ดั๊กลาส” เธอพยายามฝืนยิ้มขึ้นบนใบหน้าที่บึ้งตึง “ฉันเพียงแต่บอกให้คุณรู้ว่าเพื่อน ๆ เขาเรียกฉันว่าแคทธี่ ไม่ใช่แคทคำเดียว ถ้าน้ำเสียงฉันมันจะเข้มไปหน่อยก็คงเพราะว่าฉันเป็นครูกระมัง”“นั่นเห็นจะเป็นเรื่องที่เราจะต้องโต้แย้งกันสักหน่อยนะครับ แต่เรายังไม่ควรจะทำตอนนี้” รอยยิ้มที่แสดงออกถึงความเหนือกว่าเต้นระยิบอยู่ในดวงตาของเขาการยั่วโทสะอย่างเจตนาของร็อบ ดั๊กลาส ประสบความสำเร็จ เพราะสามารถทำให้แคทธี่ลืมไปแล้วว่าเธออยู่ในสถานที่เช่นไร จนแม้เมื่อเคลย์ร้องทักหนุ่มน้อยและเธอขึ้น“เฮลโล แทด...แคทธี่” ก็ยังทำให้แคทธี่ต้องอึ้งไปเป็นครู่ กว่าจะนึกขึ้นมาได้ว่าบุรุษทั้งสองกำลังรอให้เธอแนะนำอยู่“นี่ไงคะ คุณพ่อของแทด, ร็อบ ดั๊กลาส” เธอสบตาเคลย์ที่กำลังจับตามองใบหน้าที่แดงก่ำของเธออยู่ เมื่อเคลย์หันไปทางร็อบ ดั๊กลาส เขาก็รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้แคทธี่ขุ่นเคืองใจขึ้นมา เคลย์ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นคู่หมั้นเชิดหน้าขึ้น ผู้ชายน้อยคนนักที่จะเบือนหน้าเมื่อได้ประจักษ์ในความงามอย่างมหัศจรรย์ของเธอ “แล้วนี่คู่หมั้นฉันค่ะ เคลย์ คาร์ลสัน” แคทธี่แนะนำห้วน ๆเธอเชิดหน้าอย่างบึ้งตึงเมื่อสบสายตาบุรุษผู้นั้น แต่ดูเหมือนสีหน้าของเขาจะบอกความแปลกใจน้อยมาก“คาร์ลสันเหมือนกันหรือครับ? ” น้ำเสียงทุ้ม ๆ ของร็อบ ดั๊กลาส ถามขึ้นเมื่อสัมผัสมือกับเคลย์“แคทธี่กับผมเป็นญาติห่าง ๆ กันครับ” เคลย์ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ สังคมแคบ ๆ คุณจะเห็นว่าคนที่เขาอยู่ที่นี่ก็อยู่กันมาเก่าแก่ แล้วก็มีความสัมพันธ์ฉันญาติกันแทบทั้งนั้น” แคทธี่ออกจะเคือง ๆ ตัวเองอยู่ที่อธิบายออกไปเสียยืดยาว เธอกับเคลย์ถือสกุลเดียวกันก็จริง แต่ทว่าก็มิได้ทำอะไรที่ผิดประเพณีลงไป“ผมก็เคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาบ้าง” ร็อบผงกศีรษะรับ รอยยิ้มอย่างพึงใจยังคงประทับอยู่บนใบหน้า เมื่อเห็นแคทธี่กระเถิบเข้าไปยืนชิดเคลย์ “ก็รู้สึกสะดวกดีครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากนางสาวมาเป็นนาง หรือว่าคุณก็อาจจะใช้แค่มาดามก็ยังได้” เขาไม่เปิดโอกาสให้แคทธี่ตอบโต้ได้ “แล้วคุณปู่ของใครล่ะครับ ที่เป็นเจ้าของฟาร์มที่ผมอยู่ในปัจจุบัน?”แคทธี่ต้องกัดฟันแน่นอีกครั้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่บอกความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของไร่นั้นอย่างเต็มที่“ของแคทธี่ครับ” เคลย์ช่วยตอบแทน“มันเป็นของตระกูลคาร์ลสันมาตั้งแต่ครั้งที่คุณทวดของฉันซื้อไว้ ตอนที่ยังเป็นที่ดินรกร้างอยู่เลย ก็ร้อยกว่าปีมาแล้วละ” ความหยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นพลังผลักดันให้แคทธี่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบันแววครุ่นคิดปรากฏขึ้นในดวงตาของร็อบ ดั๊กลาส ขณะที่เขามองเธออย่างพิจารณา“ก็รู้สึกว่ามันเป็นความยากอย่างหนึ่งนะครับ ที่จะทำใจให้ได้กับสิ่งที่เคยคุ้นมาตลอด น่าเสียดายที่คุณปู่ของคุณไม่ได้ยกให้เป็นมรดกตกทอดกับลูกหลานคนไหน”“คุณปู่มีลูก 3 คนเท่านั้นแหละค่ะ คุณลุงแอนดรูว์ ซึ่งก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชนตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก” แคทธี่อธิบายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แม้จะรู้สึกถึงความอยุติธรรมบางอย่างจากคำพูดของร็อบ “คุณพ่อของฉันก็เป็นศาสตราจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัย ส่วนสามีของป้าก็เป็นหมอ คุณปู่ก็เลยคิดว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรมที่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องมาผูกพันอยู่กับบ้านและที่ดินที่ทำไร่ไว้ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้สั่งไว้ว่าให้ขาย แล้วให้เอาเงินที่ได้มาแบ่งกันในระหว่างพี่น้องไงคะ”“ก็แสดงว่าคุณปู่ของคุณเป็นผู้มีวิจารณญาณดีมาก” ร็อบ ดั๊กลาส เสริม“แต่เห็นจะพูดคำเดียวกันนั้นกับคุณหลานไม่ได้หรอกนะครับ” เคลย์ถอนหายใจ สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม ยกแขนขึ้นโอบไหล่แคทธี่ไว้ “เพราะเขาพยายามพูดจาชักจูงจะให้คุณพ่อซื้อไร่นั้นมาโดยตลอดเพื่อให้มันเป็นของครอบครัวตลอดไป”“นั่นสิครับ เมื่อคุณสองคนแต่งงานกันแล้วจะได้มาอยู่แล้วก็ช่วยดูแลรักษามันต่อไปได้” คำพูดของร็อบ ดั๊กลาส ตรงกับใจของแคทธี่ซึ่งเคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่กลับพบว่าตัวเองเป็นฝ่ายพูดจาแก้หน้าแทนเคลย์อย่างสนิทสนม“เคลย์เป็นทนายความค่ะ มันออกจะไม่ยุติธรรมนักกับการที่เขาเสียเวลาร่ำเรียนมาทางนี้ แต่ต้องมาทำไร่แทน หรือทำทั้งไร่ทั้งงานด้านกฎหมายในเวลาเดียวกัน”ร็อบ ดั๊กลาส จับสายตาที่เคลย์มองแคทธี่อย่างประหลาดใจได้ และแคทธี่ก็กลั้นใจรอฟังคำพูดในประโยคต่อไปของเขา แต่ร็อบกลับมิได้พูดต่อ“แทดกับผมรบกวนเวลาคุณทั้งสองสองคนจนเลยเวลาอาหารเย็นมามากแล้ว และตอนนี้มิสซิสคาร์วอร์สก็คงกำลังคอยเราอยู่” เขาวางมือลงบนบ่าของลูกชาย “ยินดีมากครับที่ได้พบคุณ มิสคาร์ลสัน แล้วก็...เคลย์”แคทธี่ไม่รู้เลยว่าเธอยืนตัวแข็งอยู่เช่นนั้นจนเมื่อเหลือแต่เคลย์กับเธอตามลำพังแล้ว จึงได้รู้สึกสงบลงจากความรู้สึกกึ่งตกใจที่ต้องเผชิญหน้ากับร็อบ ดั๊กลาส ในครั้งนี้