ซูเซียงยืนมองจ้าวลู่ชิงกับแม่ครัวหั่นเส้นบะหมี่ คุณหนูบอกว่าจะทำอาหารอร่อยจนเง็กเซียนฮ่องเต้อิจฉาให้ทานมิใช่หรือ เหตุใดถึงกลายเป็บะหมี่ไปได้
“เ้าเด็กขี้สงสัย รอชิมฝีมือข้าก่อนเถอะ บะหมี่ที่เ้าเคยทานมาพวกนั้นอร่อยสู้ที่คุณหนูของเ้าทำไม่ได้”
“คุณหนูใช้เนื้อหมูป่ามาทำอาหาร นายท่านกับฮูหยินจะทานหรือเ้าคะ”
แต่ก่อนเนื้อหมูมีเพียงแค่ชาวบ้านยากจนรับประทาน ชาวบ้านพอมีฐานะพวกพ่อค้าไปจนถึงขุนนางรับประทานเนื้อแกะ เนื้อกระต่ายเนื้อวัว
พอราชสำนักออกกฎหมายคุ้มครองวัว ห้ามราษฎรฆ่าวัวมาปรุงอาหารหากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษ เนื้อหมูเลยเข้ามามีบทบาทในชาวบ้านพอมีฐานะ
สำหรับชนชั้นสูงมิมีผู้ใดแตะต้องเนื้อหมูเลยเพราะเนื้อหมูถูกมองว่าสกปรกมีกลิ่นมิสู้ดี ไม่สามารถนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้ จวนฝู่กั๋วกงในอดีตก็มิเคยทำอาหารที่มาจากเนื้อหมู ทว่าวันนี้นายท่านผู้เฒ่าออกไปล่าสัตว์ได้เพียงแค่หมูป่าตัวเดียวกับน้ำผึ้งอีกสามถัง
จ้าวลู่ชิงในชาติที่แล้วนางเคยลิ้มลองบะหมี่มาหลายสัญชาติ บิดามารดาเป็ถึงเชฟระดับโลกเชียวนะ ลูกไม้จะหล่นไกลต้นได้อย่างไร การทำบะหมี่ให้อร่อยมิใช่เื่ยาก
ซูเซียงยืนเคี้ยวเนื้อกวางตากแห้งอย่างเอร็ดอร่อย พอกลิ่นหอมลอยเข้ามาปะทะจมูกเนื้อกวางแทบร่วงจากปาก บ่าวที่อยู่บริเวณห้องครัวสูดดมกลิ่นหอมจนน้ำลายไหล
“หอมมากเลยเ้าค่ะคุณหนู”
แม่ครัวเถียนอยู่คู่กับตระกูลจ้าวมานาน สามีของนางคือพ่อบ้านหลิว นางรับสืบทอดเคล็ดลับการปรุงอาหารจากบิดาผู้ล่วงลับที่เป็พ่อครัวรับใช้นายท่านผู้เฒ่ามา ยังมิเคยเจอน้ำซุปที่หอมอย่างนี้มาก่อน น้ำซุปจากกระดูกหมูเหตุใดถึงได้หอมยิ่งนัก
“พวกเ้ามิต้องกังวลวันนี้ข้าทำเผื่อทุกคน เนื้อหมูป่าอร่อยยิ่งกว่าเนื้อวัว เนื้อแกะ”
สมัยนี้เคล็ดลับการทำอาหารล้ำค่ายิ่งกว่าหยกเนื้อขาวราคาแพง ผู้ใดมีเคล็ดลับเพียงเล็กน้อยก็สามารถเดินกร่างทั่วฉางอันได้ อาหารที่นางเคยลิ้มลองั้แ่ทะลุมิติมาบอกได้เลยว่าหาความอร่อยแทบไม่เจอ อาหารที่ทำราวกับต้มอาหารให้หมู
บ่าวรับใช้ต่างรอคอย ถึงแม้จะมาอยู่ที่หมู่บ้านกลางหุบเขาพวกตนก็มิได้ลำบาก มีอาหารสามมื้อให้ทาน มีที่นอนอุ่น ๆ ให้นอน และคุณหนูยังบอกว่าจะให้เงินเดือนบ่าวทุกคนเหมือนเดิมขอเพียงตั้งใจทำงาน
จ้าวลู่ชิงลวกเนื้อหมู บ่าวในครัวก็มิอยู่เฉยลวกเกี๊ยวไส้หมูผสมผักตามที่คุณหนูสั่ง
พลเงาที่หลบอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ถูกความหอมดึงดูดจนแทบเผยตัวตน ทางด้านพลเงาที่เปิดเผยตัวตนออกมาใช้ชีวิตปกติร่วมกันกับคนในบ้านต่างดีใจเพียงแค่ไม่แสดงอาการเท่านั้น
จ้าวลู่ชิงหาใช่คนโง่ นางมีพร์ในการรับรู้กลิ่น พลเงาที่เปิดเผยตัวตนออกมาเป็แค่ส่วนเดียว เพียงแค่นางไม่รู้จำนวนที่แน่นอนของพลเงาที่ซ่อนอยู่ ถ้าให้คาดเดาจากการทำอาหารของแม่ครัวในทุกวัน นางคิดว่ามีทั้งหมดไม่น้อยกว่าห้าสิบนาย
นางต้องขยันคิดช่องทางหาเงิน อาศัยท่านปู่ขึ้นเขาล่าสัตว์นำไปแลกเงินคงมิพอใช้ ขึ้นเขาหาสมุนไพรมาผลิตยาแล้วนำไปขายให้กับท่านหมอเทวดาหยางเป็ความคิดที่ดี
จ้าวเฉิงพึงพอใจกับรสชาติบะหมี่ที่หลานสาวปรุงขึ้นเป็อย่างมาก เขาเคยทานเนื้อหมูป่าตอนเป็เด็กเพราะครอบครัวยากจน พอเดินสู่เส้นทางบัณฑิตจนได้เป็ขุนนางก็มิเคยได้ลิ้มลองอีกเลย
วันนี้ตั้งใจไปเก็บน้ำผึ้งให้หลานสาวเจอเข้ากับหมูป่าพอดี มันเห็นพวกตนแล้วไม่หนีแต่กลับวิ่งไล่แทนจึงถูกสังหารนำกลับมาเป็อาหารอย่างที่เห็น หากรู้ว่าเนื้อหมูปรุงได้อร่อยถึงเพียงนี้ ชนชั้นสูงในต้าถังต้องร่ำไห้ว่าเหตุใดพวกตนถึงเพิ่งรู้
“ชิงเอ๋อร์ช่างมีฝีมือ” เหล่าฮูหยินกล่าวชมหลานสาว มิรู้ว่านางไปเรียนทำอาหารมาจากผู้ใด
“แต่ละวันพ่อเห็นเ้าจมอยู่กับตำราแพทย์และการฝึกวรยุทธ์ ไปเรียนรู้การทำอาหารมาจากผู้ใด”
“ข้าคิดค้นเองเ้าค่ะ สมุนไพรสามารถนำมาเป็ส่วนผสมปรุงอาหารให้อร่อยได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปขอซื้อไก่กับคนในหมู่บ้านเพื่อมาตุ๋นบำรุงร่างกายให้ทุกคน” สมุนไพรเก้าชนิดสำหรับตุ๋นไก่บำรุงร่างกายนางเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว
“ไฉนน้องสาวถึงได้ฉลาดนัก ข้าสู้เ้ามิได้จริง ๆ” จ้าวลู่เสียน
กล่าวชมน้องสาว หดหู่กับชีวิตตัวเอง
“ข้าฉลาดสู้ท่านจวี่เหรินน้อยมิได้ดอกเ้าค่ะ วันนี้ต้องลำบากท่านพี่กับบ่าวในเรือนช่วยกันขุดแปลงปลูกผักไว้สำหรับทำอาหารให้พวกเรา พอผักในแปลงโต ข้าจะนำมาทำผักดองให้ทุกคนลิ้มลองความอร่อย”
“เ้าโอ้อวดให้มันน้อยหน่อยเถอะ” จ้าวฮูหยินเห็นบุตรสาวมีสีหน้าโอ้อวดจึงแกล้งกระเซ้าเล่น
“โธ่ ข้าพูดจริงนะเ้าคะ มิได้โป้ปดแต่อย่างใด”
จ้าวเฉิงมองความสุขตรงหน้า ครอบครัวไม่เคยได้ร่วมทานอาหารสนทนากันแบบนี้นานมากแล้ว การกลับสู่ฐานะชาวบ้านธรรมดาก็ดีไปอีกแบบ หากหลานชายคนโตและบุตรสาวทั้งสองอยู่ด้วยคงมีความสุขมากกว่านี้
โถงอาหารขนาดใหญ่ที่เรือนไผ่ทางทิศใต้ถูกจัดให้เป็ห้องอาหารสำหรับพลเงา ทุกวันจะมีพลเงาที่เปิดเผยหน้าตาออกมานำอาหารจากห้องครัวลำเลียงไปยังเรือนไผ่ บ่าวทุกคนมิได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เรือน
ห้องติดกับห้องครัวเวลานี้มีบ่าวทุกคนนั่งทานบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อย จะไม่อร่อยได้อย่างไรมีทั้งเนื้อหมู เกี๊ยวไส้หมูผสมผัก เส้นบะหมี่ทำจากแป้งขาว มีผักตัดรสชาติเนื้อ น้ำซุปหอมหวานกลมกล่อม
ไม่มีบ่าวทานน้อยกว่าสองชามเลยสักคน ซูเซียงกับซูเจินนั่งทานบะหมี่พูดคุยกับบ่าวทุกคนอย่างสนิทสนม ชื่นชมคุณหนูที่นับวันทำให้พวกนางแปลกใจอยู่ตลอดเวลา
--------------------------------
สุริยายังมิโผล่พ้นขอบฟ้า มู่เจียตื่นขึ้นมาทั้งที่ยังงัวเงีย อาศัยแสงสลัวขยับผ้าห่มให้มารดา นางรีบลุกขึ้นเพื่อทำงานบ้านช่วยแบ่งเบาภาระพี่ชายทั้งสอง
“เจียเอ๋อร์ เ้านอนต่อเถิด”
“ท่านแม่นอนพักผ่อนเถิด”
“แม่ดีขึ้นแล้ว เ้ามิต้องกังวล”
“พี่สาวบอกว่าอย่าเพิ่งให้ท่านแม่ทำงานหนัก หากท่านแม่ป่วยขึ้นมาอีกต้องลำบากพี่สาวมารักษา” มู่เจียยกจ้าวลู่ชิงขึ้นมาขู่ให้มารดาเกิดความเกรงใจ “ท่านแม่นอนต่ออีกสักหน่อยเถิด รอให้สว่างค่อยตื่นก็ยังมิสาย” มือเล็กจับไหล่บังคับให้มารดานอนลง
“พ่อเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ข้ากำลังจะไปดูท่านพ่อเ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้เป็ห่วงท่านพ่อจนเสียสุขภาพ”
เท้าเล็กย่างออกจากห้อง ประตูห้องพี่ชายทั้งสองยังมิเปิดแสดงว่ายังไม่มีใครตื่น นางไม่อยากรบกวนเวลานอนของพี่ชายจึงเปิดประตูบ้านเพื่อออกไปยังห้องครัว
“เอ๊ะ! ผู้ใดเอาของมาวางไว้หน้าประตูบ้าน” อาศัยแสงมืดสลัวมองถุงผ้าสองถุงที่วางอยู่หน้าประตู นางก้มลงเปิดดูถุงขนาดใหญ่
“แป้ง” มือเล็กช้อนแป้งขึ้นมาดมจากนั้นก็รีบเปิดอีกถุงที่วางอยู่ข้างกัน ตาของมู่เจียลุกวาวเมื่อเห็นเนื้อแห้งจนเต็มถุง
“น้องสาวเ้าทำอันใด” มู่หานเดินงัวเงียมาเห็นน้องสาวนั่งอยู่หน้าประตู
“ท่านพี่ มีคนนำแป้งกับเนื้อแห้งมาวางอยู่หน้าประตูบ้านเรา” หันไปกวักมือเรียกพี่ชายให้มาดู
“ผู้ใดนำมาวาง” รีบเข้ามาดูในถุงผ้า เห็นเป็แป้งขาวอย่างดีกับเนื้อแห้งเป็แผ่น ๆ คำนวณจากสายตาแป้งในถุงน่าจะหนักสักยี่สิบจินส่วนเนื้อแห้งน่าจะหนักเกือบสิบจิน
เด็กทั้งสองสบสายตากันอย่างรู้ความ พวกเขาคาดเดาว่าคนที่นำของพวกนี้มาให้เป็คนเดียวกัน รอยยิ้มผุดขึ้นเต็มใบหน้าเมื่อรู้ว่าครอบครัวมีแป้งมีเนื้อบำรุงร่างกายให้บิดามารดา
บ้านอีกหลังที่รั้วติดกันก็มีเหตุการณ์เช่นเดียวกับครอบครัวแซ่มู่ หวังซื่อลุกขึ้นมาเพื่อหุงหาอาหารให้กับสามีและลูก เห็นถุงแป้งกับถุงเนื้อตากแห้งวางอยู่หน้าประตูบ้าน
นางแลซ้ายแลขวาไม่เห็นผู้ใดก็รีบยกถุงเข้าไปด้านในบ้าน ลูกทั้งสองออกมาเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของมารดาจึงถามถึงสาเหตุ
พอเห็นแป้งขาวอย่างดีกับเนื้อแห้งในถุงทุกคนต่างตาลุกวาวน้ำลายไหลกับกลิ่นหอม ๆ ของเครื่องเทศที่ใช้หมัก
“วันนี้แม่จะทำแป้งย่างกับเนื้อแห้งให้พวกเ้าทาน” หวังซื่อทำมื้อเช้าอย่างมีความสุข นางแบ่งแผ่นแป้งกับเนื้อไปให้ครอบครัวมู่จึงรู้ว่าทั้งสองครอบครัวมีถุงแป้งกับถุงเนื้อมาวางที่หน้าประตูเหมือนกัน
ครอบครัวมู่จึงบอกให้นางเอาแผ่นแป้งกับเนื้อแห้งกลับไปให้คนที่บ้านทาน หวังซื่อไม่ดึงดันจะให้ต่อเมื่อรู้ว่าทั้งสองครอบครัวได้เหมือนกัน นางฟังมู่เจียคาดเดาถึงจุดประสงค์ของผู้ที่นำมาให้จึงกลับมาบอกให้ทุกคนเงียบปากห้ามกล่าวเื่นี้กับผู้ใดเป็อันขาด