บทที่ 1 หวนคืนอาชีพเก่า
แคว้นเซียว เมืองเซิ่งจิง
“คุณชาย วันนี้หอจุ้ยฮวามิรับแขกเ้าค่ะ” แม่นางฮวามีกลิ่นผงหอมฉุนจนชวนเวียนหัวกล่าว
“แม้แต่ข้าก็เข้าไปไม่ได้หรือ?” ซูซีหัวกางพัดพลางส่งรอยยิ้ม แม่นางฮวาถูกอีกคนถามจึงชะงัก ในเมืองเซิ่งจิงมีผู้มากชื่อเสียงที่นางไม่รู้จักแค่สองสามคนเท่านั้น แล้วนายน้อยคนนี้มาจากไหนกัน
“คุณชายดูมิคุ้นหน้า ไม่เหมือนเป็แขกประจำหอจุ้ยฮวาของเรา”
“ปีที่แล้ว แม่ทัพเซียวฝานนำกองกำลังห้าร้อยนายลอบเข้าดินแดนศัตรูป็นระยะทางสามร้อยลี้ ตรงเข้าไปโจมตีดินแดนของชนเผ่าเจี๋ย ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานเงินทองมากมายนับไม่ถ้วน แต่เขากลับเลือกแหวนหยกเพียงวงเดียว…”
แม่นางฮวาตกตะลึง ก่อนปรับสีหน้ายิ้มแป้น “เป็ข้าที่ดวงตามืดบอด ถูกรูปโฉมงดงามของคุณชายลวงตาจนมองไม่เห็นว่าท่านเป็คนของแม่ทัพเซียว ขอคุณชายโปรดอภัย ห้องของซุนฮวาอยู่ชั้นสอง ข้าจะพาท่านไป แม่ทัพอยู่…”
“ไม่จำเป็ เ้าจงไปทำงานของเ้าเถิด ข้าจะไปเอง” ซูซีหัวไม่ได้เป็คนของแม่ทัพเซียวฝานแต่อย่างใด แต่ใครใช้ให้เขาเข้ามาพัวพันเกี่ยวโยงกับคดีความของอาเล็กนางกันล่ะ ตอนนี้จะใช้ชื่อของเขาอ้างกับแม่นางฮวาก็เพียงเพื่อให้กลัวเท่านั้น หากให้นางตามมาและเกิดมีการถามไถ่เื่ราวเชิงลึกขึ้น จะเป็การทำให้เื่แอบอ้างนี้ของตนเองแตกเอาได้
ในหอจุ้ยฮวาไม่มีกลิ่นของแป้งและน้ำหอม แต่กลับมีกลิ่นของกำยานฟุ้งไปทั่ว คงเป็เพราะคดีฆาตกรรมนี้ทำให้แม่นางฮวาหวาดกลัว จึงนำเทียนธูปมาจุดเพื่อสร้างความสงบใจส่วนนางโลมทั้งหลายที่ตามปกติมักจะคอยเริงระบำพริ้วไหวหยอกเย้าแขกในทุก ๆ วัน ก็พากันปิดประตูไม่ออกมารับแขกทั้งหมดทำให้หอจุ้ยฮวาแห่งนี้เงียบสงบมาก
ซูซีหัวขึ้นไปบนชั้นสอง เลี้ยวซ้ายไปจนสุดทาง เมื่อเห็นประตูที่มีป้ายชื่อซุนฮวาแขวนอยู่จึงเดินเข้าไป ในห้องมีร่างสูงสง่าร่างหนึ่งยืนอยู่กลางห้อง ดูเหมือนว่าเ้าของร่างนี้จะได้ยินเสียงฝีเท้าจากนอกห้องอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเป็ใครจึงคลายอารมณ์ดุดันลง
แต่มันเป็ซูซีหัวเองที่กลับไม่คิดว่าจะได้พบเขาที่นี่
“แต่งกายใช้ได้เลยนี่นา แต่ว่าชั้นสองกลายเป็เขตหวงห้ามไปแล้ว เ้าขึ้นมาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน?” เซียวฝานประสานมือยืนนิ่ง มองดูซูซีหัวในชุดบุรุษด้วยสายตาหยอกล้อ
ซูซีหัวเข้าใจแล้วว่าเหตุใดแม่นางฮวาถึงได้พูดจาอ่อนน้อมนัก เป็เพราะผู้ที่ถูกนางแอบอ้างถึงอยู่ที่นี่แล้วนี่เอง
“ท่านอาเล็กของข้าถูกกล่าวหาว่าก่อความผิดฐานฆาตกรรม ถูกจับขังอยู่ในคุกใหญ่ของกรมอาญา ส่วนท่านปู่ของข้าเจ็บป่วยจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ ตระกูลของข้าจึงวุ่นวายไปหมด เช่นนั้นแล้วจะให้ข้านั่งนิ่งอยู่ที่จวนได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้จำต้องแต่งกายด้วยชุดบุรุษปลอมตัวเป็คนส่งเหล้า แอบขึ้นมาในเวลาที่แม่นางฮวาไม่ได้สังเกต”
เซียวฝานแสดงออกว่าไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วอย่างไร นางถูกบีบคั้นให้มาถึงจุดนี้ก็เพราะน้ำมือของเขา จึงได้แต่หวังว่าเขาจะไม่กดดันนางรุนแรงไปกว่านี้
ครึ่งเดือนก่อน องค์รัชทายาทก่อการฏไม่สำเร็จและถูกลดฐานะกลายเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ท่านปู่ซูผู้เคยเป็อาจารย์ขององค์รัชทายาทจึงตกเป็เป้าหมายแรกที่ต้องถูกปราบปราม ตระกูลซูพังพินาศภายในชั่วข้ามคืน ถูกดูิ่เหยียดหยาม โดนปลดจากตำแหน่งและยึดทรัพย์สินยังพอทน
แต่ท่านอาเล็กของซูซีหัวยังมาถูกกล่าวหาว่าฆ่าซุนฮวา นางโลมหอจุ้ยฮวาจนต้องถูกจำคุกอีก แม้จะเป็เช่นนั้น นี่ก็ยังไม่ใช่เหตุจำเป็ที่ทำให้ซูซีหัวต้องเข้ามายุ่งกับเื่ราวซับซ้อนเหล่านี้ โดยเฉพาะการที่นางไม่ใช่คนของโลกนี้ แต่มาจากอีกยุคสมัยหนึ่ง ในชาติก่อน นางเป็แพทย์นิติเวชที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็ผู้นำการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานสืบสวนคดีอาชญากรรมประจำจังหวัด คลี่คลายคดีปริศนาอันยากเย็นไปนับไม่ถ้วน ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ไว้อีกมากมาย แต่การแก้แค้นของคนร้ายครั้งหนึ่งกลับทำให้นางต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็กลายเป็บุตรสาวคนเล็กของตระกูลซูไปเสียแล้ว ในคราแรกนางตั้งใจจะอยู่อย่างสงบสุขในโลกนี้ ไม่คิดสร้างเื่วุ่นวายใด ๆ แต่กลับต้องมาเจอคดีฆาตกรรมของคนใกล้ตัวอีก พอประกอบกับเป็พฤติกรรมติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน นางจึงไม่อาจนิ่งดูดายได้
“แม่ทัพเซียว ท่านคงรู้ดีว่าท่านอาเล็กของข้าเป็คนเช่นไร ท่านเชื่อหรือว่าคนอย่างเขาจะฆ่าใครได้?” ซูซีหัวปิดประตู ยืนเผชิญหน้ากับเซียวฝาน
“ข้าเชื่อเพียงหลักฐาน” เซียวฝานยิ้มเย้ย
“...” ซูซีหัวเงียบไปก่อนจะกล่าว “ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อแสดงหลักฐานให้ท่านแม่ทัพดู”
เซียวฝานยังมองไม่ออกว่านางหมายจะหลอกลวงอะไร จึงนิ่งรับฟังให้นางกล่าวไปก่อน
“ข้าขอถามแม่ทัพเซียวสักสองสามเื่ก่อน” ซูซีหัวกล่าวด้วยรอยยิ้มระรื่น
“ถามมาเถิด”
“เื่แรก สตรีนางนี้ถึงแก่กรรมเมื่อใด ที่ไหน ด้วยวิธีใด?” ได้ยินเช่นนั้นเซียวฝานก็หัวเราะเยาะ คิดว่านางจะถามอะไรที่ชวนตื่นตะลึงมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินนางสูงเกินไป
“สามวันก่อน ตายที่นี่ สิ้นชีพด้วยการขาดอากาศหายใจ มีรอยรอบลำคอ ดวงตาปริแตก เล็บมือหักหมด”
“เื่ที่สอง ซุนฮวาเป็ที่รักใคร่ของแขกจำนวนมาก ทำไมจึงต้องสงสัยไปถึงท่านอาเล็กของข้า?” ซูซีหัวเดินสำรวจรอบห้อง ค้นหาที่ร่องรอยที่หลงเหลือในห้องนี้
“มีการตรวจพบพัดจารึกชื่อท่านอาเล็กของเ้าอยู่ในที่เกิดเหตุ และมีคนยืนยันว่าเห็นเขาในบริเวณนี้เมื่อคืนวันนั้น”
“เช่นนั้นแล้ว ข้าจึงจำต้องถามเื่ที่สามด้วย” ซูซีหัวหยุดเท้า หันมามองเซียวฝานด้วยสายตาคมกล้า
“สามวันก่อนเป็คืนฝนตก แล้วเหตุผลใดท่านอาเล็กของข้าจึงต้องถือพัดออกมาฆ่าคนคืนฝนตก่ใกล้เข้าฤดูใบไม้ร่วงด้วยแถมหลังจากฆ่าคนไปแล้วยังอุตส่าห์ทิ้งสิ่งของอันมีชื่อตระกูลของตนไว้ในที่เกิดเหตุอีก แล้วไหนจะพัดที่แม้เปียกฝนยังคงสภาพสมบูรณ์ราวกับเพิ่งเขียนใหม่”
“ท่านอาเล็กของข้าป่วยกระเสาะกระแสมาั้แ่ยังเด็ก ป่วยจนถึงขั้นที่มือขวาไม่อาจถือพู่กันได้อย่างมั่นคง จึงต้องละทิ้งความฝันที่จะเป็ขุนนาง กลายเป็คนอ่อนแอเช่นทุกวันนี้ เขาขี้ขลาดกลัวภัย แม้แต่การฆ่าไก่ก็ยังไม่กล้า จะให้คนแบบนี้ฆ่าคนด้วยมือเปล่าได้เช่นนั้นหรือ”
“สรุปแล้ว แม่ทัพเซียวจับท่านอาเล็กของข้ามาเพราะเขาฆ่าคน หรือ… เพราะเขามีแซ่ซู”
“อวดดี” เซียวฝานรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ดี แต่ไม่คิดว่าคนที่ชี้ช่องโหว่ดังกล่าวจะเป็สตรีผู้นี้
“การฆ่าคนนั้นไม่น่าเชื่อถือ แต่หาก้าสอบสวนความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซูกับองค์รัชทายาทที่ถูกปลดจากตำแหน่ง พฤติกรรมและสถานะของเขาก็เหมาะสมที่สุดแล้ว แม่ทัพเซียว ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่เล่า” เมื่อนางกล่าวจบ ฝ่ามือใหญ่ที่ััได้ถึงความเย็นจากมือก็บีบเข้าที่คางของนางอย่างรุนแรง ซูซีหัวถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้นมองเซียวฝาน แม้ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจะดูมีเสน่ห์น่ามอง แต่ในขณะเดียวกันมันก็แอบแฝงไว้ซึ่งแรงกดดันอยู่ไม่น้อย
“เ้าฉลาดมาก” เซียวฝานกล่าวเบา ๆ “แต่น่าเสียดายที่ความฉลาดย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน ยิ่งฉลาด อายุก็ยิ่งสั้น” ซูซีหัวพยายามดึงมือใหญ่ที่บีบคางนางออกแต่ก็ไร้ผล จำต้องทนทรมานกับแรงบีบโต้ตอบกลับไป “นั่นหมายความว่าแม่ทัพเซียวเป็คนโง่หรือ”
“ปากกล้า” ซูซีหัวมีสายตาที่เฉียบคมจึงเห็นด้ายสีแดงเส้นหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากแขนเสื้อของแม่ทัพ นางกลอกตามองบนแล้วแกล้งทำเป็คว้าแขนเซียวฝาน เพื่อดึงด้ายสีแดงนั้นออกมาพร้อมกับสิ่งที่ผูกติดกับมันอยู่
เซียวฝานปล่อยนางไป ซูซีหัวถอยหลังชนตู้ นางแอบคลำสิ่งที่ตนเองชิงมาได้ มันทั้งเย็นทั้งแข็ง ขอบไม่เรียบ ดูคล้ายพวงกุญแจที่แตกหัก ทำไมเซียวฝานถึงมีสิ่งนี้อยู่บนตัว มันคงเป็หลักฐานที่พบจากที่เกิดเหตุ แต่ด้วยสถานะของเขา ทำไมถึงต้องเสียเวลาเก็บรวบรวมหลักฐานด้วยตนเองล่ะ เขาทำเช่นนี้เพื่อทำลายหลักฐานหรือเพื่อค้นหาความจริงกันแน่ คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของซูซีหัว
“เดิมทีข้าคิดว่าตระกูลซูเป็แค่พวกนักปราชญ์เน่าในรอวันตาย ไม่นึกเลยว่าจะมีคนพิเศษอย่างเ้ารวมอยู่ด้วย เ้าว่าท่านอาเล็กของเ้ามีอุปนิสัยเหมาะต่อการลากเอามาสอบสวน แต่ข้าว่าเ้าเหมาะกับบทแบบนั้นมากกว่าอีก ในเมื่อเป็เช่นนี้ มันคงไม่เป็ไรหากข้าจะจับเ้าไปอยู่คุกของกรมอาญาสักรอบ”
ดวงตาของซูซีหัวสว่างวาบ กรมอาญานั้นนางต้องไปให้ได้อย่างแน่นอนเพราะหากไม่ไปกรมอาญาจะมีโอกาสเห็นศพได้อย่างไร และหากไม่เห็นศพ นางจะแก้คดีได้อย่างไร
แต่ว่า...