ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 2
ควันฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งในอากาศอุ่นระอุยามสาย ชิงเยว่สาวเท้าอย่างมั่นคงไปตามตรอกแคบที่เต็มไปด้วยเสียงเจรจาขายของและกลิ่นหอมฉุนของอาหารริมทาง เสียงชีวิตแห่งตลาดชายแดนคึกคักเร่งเร้าอยู่ทุกทิศทาง ทว่าใต้ความวุ่นวายเ่าั้ แววตาผู้คนกลับแฝงความขมขื่นอย่างยากจะซ่อน
เสิ่นชิงเยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อย เรือนผ้าเรียบง่ายโทนสีหม่นพริ้วตามลม ทว่าท่วงท่าและกลิ่นอายสงบนิ่งของนางยังดึงดูดสายตาหลายคู่ให้เหลือบมองอย่างไม่รู้ตัว
วันนี้ นางนำยารักษาโรคขั้นพื้นฐานที่เพิ่งปรุงได้จากโรงหมอร้างหลังจวนใส่ห่อผ้าเล็ก ๆ พกติดตัวมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า
"เ้าหนู อย่าเดินตากแดดนัก เอานี่ไป กินแล้วไข้จะลด" ชิงเยว่ยื่นห่อยาสมุนไพรหอมกรุ่นให้เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง มือเล็ก ๆ ยื่นมารับด้วยแววตาเปล่งประกายขอบคุณ ก่อนวิ่งกลับไปหาแม่ที่รออยู่
ทว่าขณะที่เสิ่นชิงเยว่เริ่มเป็ที่รู้จักในหมู่ชาวบ้าน สายลมแห่งหายนะก็คืบคลานมาอย่างเงียบงัน
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังะเืลานตลาดอย่างไม่บอกกล่าว ม้าศึกเกราะดำหลายตัวบุกเข้ามาล้อมรอบแผงขายยาชั่วคราวที่ชิงเยว่ตั้งขึ้น ทหารชุดเกราะสีดำปักตราพยัคฆ์คำรามหยุดม้าในจังหวะเดียวกัน สายตาแข็งกร้าวกวาดมองผู้คนที่เริ่มแตกตื่นด้วยแววเหยียดหยาม
กลางหมู่ทหารนั้น ร่างสูงในชุดขุนนางเครื่องแบบประดับขลิบทองปรากฏขึ้น หลี่เฉิงหู่ ผู้ดูแลกองกำลังชายแดน ผู้ขึ้นชื่อว่าโเี้กว่าทหารศึกใด ๆ
เขาขยับม้าเข้ามาใกล้ ดวงตาเรียวแหลมวาววับด้วยแววคุกคาม ก่อนจะกระตุกมุมปากเป็รอยยิ้มเย้ยหยัน
"ขายยาในเขตนี้หรือ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆ หากแต่กดทับด้วยแรงกดดันมหาศาล "รู้หรือไม่ ว่าต้องจ่าย 'ส่วยคุ้มครอง' ให้ทางการก่อน?"
เสิ่นชิงเยว่ยืนนิ่ง ดวงตาสีนิลสะท้อนภาพชายผู้ยกข้ออ้างมาข่มเหงอย่างไร้ยางอาย ทว่าหากตอบโต้ไม่ระวัง นางเองต่างหากที่จะตกเป็เหยื่อในทันที
ทหารสองนายควบม้าเข้ามาใกล้ กระชากห่อผ้าสมุนไพรในมือเด็กที่เพิ่งได้รับไปเมื่อครู่ แล้วโยนลงพื้นอย่างไร้ปรานี
"ของผิดกฎหมาย! ยึดเสีย!" หนึ่งในนั้นะโเสียงดัง ขณะที่อีกนายก้าวลงจากหลังม้า ปรี่เข้ามาหมายจะยึดยาทั้งหมดในมือชิงเยว่
หญิงสาวก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างสงบ ทว่าพลันยื่นมือออกขวาง
"ใต้เท้าโปรดเมตตา สมุนไพรเหล่านี้ข้าแจกจ่ายเพื่อช่วยชีวิตผู้คน หาได้ตั้งใจค้ากำไรไม่" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ หวังใช้เหตุผลทัดทาน
ทว่าเงาที่กระชากบังสว่างเหนือศีรษะพลันกระชากความสงบออกไปในพริบตา
มือหยาบกร้านของทหารผลักเธออย่างแรงจนร่างบางเสียหลักล้มลง คุกเข่ากระแทกพื้นหินแข็งจนได้ยินเสียงกระดูกเสียดสี ใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นเงยขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีนิลลึกซึ้งจับจ้องคนเบื้องหน้าด้วยสายตาเยียบเย็นที่แฝงประกายกร้าวอย่างสงบ
เสียงกระซิบของชาวบ้านเริ่มดังระงมกลางตลาด
"ท่านหญิงนั่น...ไม่ใช่คนขายยาทั่วไปมิใช่หรือ?"
"ทำไมต้องรังแกถึงเพียงนี้?"
เส้นบาง ๆ ของความกลัวและการยอมจำนนที่เคยปกคลุมจิตใจชาวบ้านเริ่มร้าวรานเมื่อเห็นหญิงสาวร่างเล็กที่ไม่หลบหนีแม้จะถูกกดขี่ต่อหน้า
เสิ่นชิงเยว่ยันกายขึ้นอย่างเชื่องช้า มือบางเช็ดฝุ่นจากเข่าโดยไม่รีบร้อนหรือโกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย ดวงตาเรียบนิ่งที่มีเพียงร่องรอยแห่งความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน
'ข้าจะไม่ก้มหัวให้อำนาจที่ไร้ซึ่งคุณธรรม' เธอคิดในใจ พลางเหยียดหลังตรงดุจต้นไม้เล็กที่ไม่ยอมก้มกราบต่อพายุร้าย
แม้ฝุ่นาจะกรุ่นคลุ้งในอากาศ แต่แสงบางเบาแห่งการตั้งคำถามและความหวัง ก็ได้จุดประกายขึ้นในดวงตาของผู้คนที่เคยหลับใหล
เสียงกระซิบของผู้คนในตลาดยังดังก้องในโสต แต่เสิ่นชิงเยว่กลับไม่เอ่ยถ้อยคำใดตอบโต้อำนาจที่กดทับ ทว่าภายในหัวใจกลับแน่วแน่ขึ้นทุกขณะ ร่างบางสาวเท้าออกจากลานตลาดอย่างไม่หันหลังกลับ ทิ้งสายตาผู้คนที่เริ่มสั่นไหวด้วยแสงแห่งการตั้งคำถาม
ไม่ไกลจากตลาด ชายแดนที่ถูกากดทับจนแผ่นดินแตกร้าวมีค่ายทหารร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดาย ผ้าใบขาดรุ่งริ่งโบกสะบัดอยู่บนเสาไม้ที่แทบจะผุพังลงมาได้ทุกเมื่อ กลิ่นสนิมเืเกาะแน่นในอากาศหนาแน่นจนแสบจมูก เสียงครางอ่อนแรงของทหารเจ็บปางตายแว่วมาจากหลังคาเตี้ย ๆ ที่แทบไม่ปกป้องผู้ใดจากลมหรือน้ำค้างได้
เสิ่นชิงเยว่ชะลอฝีเท้า ดวงตาสีนิลกวาดมองเหล่าทหารหนุ่มสาวที่นอนระเกะระกะ บางคนแขนขาขาดรุ่งริ่ง บ้างาแเน่าเฟะไร้การรักษาอย่างถูกวิธี ทว่าค่ายเล็ก ๆ นี้กลับไร้เงาหมอหรือผู้ดูแลแม้แต่คนเดียว
เมื่อเธอก้าวเข้าใกล้ยิ่งขึ้น เงาทหารยามสองนายก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาขวางทางนางด้วยสีหน้าตึงเครียด ดวงตากร้าวแข็งและเต็มไปด้วยอคติ
"หยุด! ห้ามเข้า" หนึ่งในนั้นประกาศเสียงเข้ม "ผู้ใดอนุญาตให้ภรรยามารเหยียบเข้าค่ายทหาร!"
คำกล่าวหาที่เย้ยหยันปนรังเกียจแทงเข้าไปในหัวใจดังฉมวกหอก แต่เสิ่นชิงเยว่กลับยืนนิ่ง สีหน้าสงบเยือกเย็นดั่งธารน้ำแข็งใต้หิมะ
"ข้ามาเพื่อรักษา" นางกล่าวเสียงเรียบ
"ไม่ต้อง!" ทหารอีกนายแค่นเสียง "ท่านอ๋องของเ้าเลวร้ายพอแล้ว อย่าคิดว่าจะใช้มารยาทำตัวเป็วีรสตรีต่อหน้าเรา!"
คำพูดนั้นเ็ปราวฝ่ามือหนัก ๆ ตบลงกลางอก ทว่าเสิ่นชิงเยว่กลับไม่กล่าวโต้ตอบแม้ครึ่งคำ ดวงตาที่สงบนิ่งมองผ่านความเกลียดชังเ่าั้อย่างเข้าใจ
[ระบบแจ้งเตือน : ภารกิจพิเศษ - สะสมศรัทธาชาวชายแดนผ่านการรักษา กำลังเริ่มต้น]
[เงื่อนไข : ห้ามล้มเลิก ไม่เช่นนั้น มิเตอร์พลังจะลดลง 30% ทันที]
เสียงก้องแ่จากระบบตอกย้ำความจำเป็จนชัดเจน นางกำหมัดแน่นเล็กน้อย หายใจเข้าลึก ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางลัดเลาะเลียบแนวรั้วไม้ที่พังครึ่งหนึ่ง ใช้จังหวะยามทั้งสองหันเหสายตา ปีนแอบลอดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
กลิ่นคาวเืแรงขึ้นจนแทบสำลักเมื่อย่างเท้าเข้าสู่ใจกลางค่าย ทหาราเ็หลายคนร้องครางเบา ๆ ดวงตาขุ่นมัวด้วยพิษไข้ และเ็ปจากแผลเน่าเฟะที่ปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน
เสิ่นชิงเยว่หยิบห่อยาสมุนไพรที่มีติดตัวออกมา นั่งคุกเข่าข้างร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่าแกลางลำตัวฉีกขาดจนเห็นกระดูกในบางจุด เืสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
'ถ้าไม่เย็บแผลนี้ทันที เขาจะตายแน่' เสียงเตือนในหัวชัดเจนดั่งระฆังตี
เธอกัดฟันแน่น ดึงผ้าแถบขาด ๆ จากแขนเสื้อฉีกทำสายรัดแผลอย่างลวก ๆ ใช้กริชพกตัดเศษเนื้อเน่าออกอย่างเด็ดขาด แม้จะรู้ดีว่าหากผิดจังหวะนิดเดียว ชีวิตตรงหน้าจะดับสิ้นก็ตาม
เสียงหอบกระชั้นของชายหนุ่มคนนั้นกระตุกขึ้นทุกครั้งที่ใบมีดััผิวเนื้อ แต่แววตาสีนิลของเสิ่นชิงเยว่กลับนิ่งสนิท มือเรียวสั่นเพียงน้อยนิดในขณะที่เย็บแผลด้วยเข็มด้ายหยาบๆ ที่พอหาได้
เือุ่นไหลผ่านนิ้วมือ นางไม่แม้แต่จะสะบัดทิ้ง
ทหาราเ็คนอื่น ๆ ที่ยังมีสติพลันเงยหน้ามองมายังหญิงสาวผู้นี้ด้วยแววตาแปรเปลี่ยน จากหวาดระแวงเป็งุนงง แล้วค่อย ๆ กลายเป็ความสงสารสั่นลึกอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อรอยเย็บสุดท้ายปักผ่านผิวเนื้อที่เปียกชื้นด้วยเืสด แสงสีทองสลัววาบขึ้นที่ข้อมือของเสิ่นชิงเยว่
[ภารกิจพิเศษ : รักษาทหารคนแรกสำเร็จ ศรัทธา +5%]
มือบางปาดเหงื่อที่ไหลลงข้างขมับอย่างเงียบงัน ริมฝีปากซีดเซียวคลี่ยิ้มแ่จนแทบมองไม่เห็นเมื่อทหารหนุ่มที่นางช่วยไว้กระซิบเสียงแหบพร่า
"ข...ขอบคุณท่านหญิง..."
คำขอบคุณที่ไม่แม้แต่จะเปล่งออกมาเต็มเสียงนั้น กลับดังก้องยิ่งกว่าเสียงกลองศึกในใจของเสิ่นชิงเยว่
ครั้งแรก...และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
หลังจากมือบางปิดาแสุดท้าย เสียงขอบคุณอันแ่เบาดังสะท้อนในใจเสิ่นชิงเยว่เป็จังหวะที่ยากจะลืมเลือน ราวเป็เสียงแรกที่ทำให้โลกใบนี้อบอุ่นขึ้นในรอบหลายร้อยปี
นางเช็ดเืจากปลายนิ้วอย่างเงียบงัน ลุกขึ้นยืนพลางปรายตามองรอบค่ายด้วยแววตาที่แน่วแน่ยิ่งกว่าครั้งใด เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ภายในอก...กลับมีประกายบางอย่างที่เริ่มก่อร่างขึ้นอย่างช้า ๆ
ฟ้ามืดแล้ว แสงโคมไฟตามตรอกแคบกระพริบวูบไหว ทว่าเสิ่นชิงเยว่กลับยังไม่กลับจวน ร่างบางฝ่าความมืดมิดไปยังชายป่าด้านนอก ที่ซึ่งมีศาลเ้าไม้เล็ก ๆ ทรุดโทรมตั้งตระหง่านอยู่ใต้เงาไม้สูงใหญ่
ศาลเ้านั้นดูรกร้างจนเกือบถูกธรรมชาติกลืนกิน ผนังไม้ผุพัง ประตูหลุดค้างไว้ครึ่งบาน เทียนไขเล่มเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่หน้าแท่นบูชาเก่า ๆ ถูกลมพัดจนเปลวไหวระริก ให้บรรยากาศลึกลับและเย็นเยียบจับจิต
เสิ่นชิงเยว่ก้าวเข้าไปเงียบ ๆ หยิบกล่องไม้บรรจุเทียนจากซอกหนึ่ง จุดเปลวเทียนเพิ่มขึ้นจนทั่วทั้งศาลเ้าถูกอาบด้วยแสงสลัวสั่นระริก กลิ่นเทียนไขเก่า ๆ ผสานกลิ่นไม้เปียกและมอสชื้นตลบอบอวล
[ระบบแจ้งเตือน : คะแนนคุณธรรม +10 อายุขัยฟื้นคืน +5 ปี]
เสียงของระบบดังขึ้นกะทันหัน ทว่าคราวนี้ไม่ได้เ็าเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หากแฝงด้วยัับางเบาที่คล้ายจะอบอุ่นอยู่ลึก ๆ
เสิ่นชิงเยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมหายใจค่อย ๆ กลับสู่จังหวะปกติ ข้อมูลจากระบบไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
[คำเตือนเพิ่มเติม : การเพิ่มแต้มพลังคุณธรรม จะทำให้สามารถยึดอยู่ในโลกนี้ได้นานขึ้น แต่...ภารกิจสำคัญลำดับถัดไปคือ “อยู่ใกล้เฮยหลง” เพื่อเปิดล็อกพลังขั้นสูง]
เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีนิลสะท้อนเปลวเทียนที่เต้นไหว เงาบนผนังไม้เก่าแตกร้าวบิดเบี้ยวราวกับสะท้อนความลังเลภายในใจ
'อยู่ใกล้เขา...เพื่อแลกกับพลัง?' คำถามดังสะท้อนในใจราวกลองศึก
เสิ่นชิงเยว่กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บแสบเล็ก ๆ ดึงเธอกลับสู่ความเป็จริง
หากจะรอดจากโลกใบนี้ หากจะปกป้องผู้บริสุทธิ์ หากจะฟื้นคืนพลังของตนเองอย่างสมบูรณ์ นางต้องเลือก
ใช่หรือไม่...ว่าต้องใช้ความรักเป็เครื่องมือ?
บรรยากาศในศาลเ้าเย็นเยียบจนกระดูกสั่น แต่เสิ่นชิงเยว่กลับไม่ขยับหนี นางมองเปลวเทียนที่สั่นระริก สายลมหอบเบา ๆ พัดปลายผมสีดำขลับให้โบกสะบัดเหมือนเส้นไหมต้องแสง
นางเงยหน้าขึ้นมองแท่นบูชาเก่า ๆ ที่แทบไม่หลงเหลือสัญลักษณ์ใด ในนั้นมีเพียงเงาร่างเลือนลางของอดีตที่ถูกหลงลืม เช่นเดียวกับตัวนางในโลกนี้
เธอก้าวขึ้นไปเบื้องหน้าแท่นนั้น ชันเข่าลงช้า ๆ ดวงตาสีนิลวาวระยับด้วยแสงไฟและความมุ่งมั่นที่มิอาจถูกสั่นคลอน
เสียงใจของนางก้องกังวานในศาลร้าง
'ข้า...เสิ่นชิงเยว่ ขอสาบานที่นี่'
'ข้าจะไม่หลอกใช้ผู้ใดเพื่อแลกกับพลัง'
'ข้าจะพิสูจน์ตัวเอง ด้วยมือ ด้วยใจ และด้วยความจริง'
'หากข้าผิดคำสาบานนี้ ขอให้ิญญาสลายไร้ที่กลับไปตลอดกาล'
เปลวเทียนสั่นไหวแรงขึ้นชั่วขณะ ราวกับรับรู้ถึงสัจวาจาที่หนักแน่นไร้เสแสร้ง
[ระบบรับสัญญาณสาบาน : ยืนยันพันธะใหม่]
[ผลลัพธ์ : ความสัมพันธ์ระบบ เสิ่นชิงเยว่ ได้รับการเสริมความแน่นแฟ้น]
[ระบบหมายเหตุ : ภารกิจหลักยังคงเดิม แต่แนวทางดำเนินการสามารถเลือกตามเจตจำนงส่วนตัวได้]
เสิ่นชิงเยว่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับแน่นขนัดด้วยแสงเจิดจ้าแห่งเจตจำนงแท้จริง
นับจากวินาทีนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับระบบ ไม่ใช่เพียงพันธะบังคับ หากแต่กลายเป็สายสัมพันธ์แฝงเร้น ที่จะประคองนางผ่านพายุอสูรแห่งโชคชะตาข้างหน้า