ณ คฤหาสน์ที่พังทลายตั้งอยู่ใจกลางเมือง แสงสนธยากระทบพื้นกระเบื้องใกล้บ่อน้ำในสวนบ้านทำให้ทิวทัศน์คล้าย์มายาไม่มีผิด แม้ตัวคฤหาสน์จะทรุดโทรม ทว่าภายใต้ซากปรักหักพังกลับยังคงหลงเหลือร่องรอยของความรุ่งเรืองในอดีต ไม้เลื้อยคลุมผนังหินอ่อน เสียงสายลมแ่เบาเคล้าเสียงน้ำหยดจากปลายใบไม้ลงบนผิวน้ำในบ่อน้ำโบราณ บรรยากาศทั้งงดงามและเปล่าเปลี่ยว
ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางสวน เด็กชายวัยสิบสองขวบนั่งอยู่เพียงลำพังบนพื้นหญ้าสีเขียวมรกต เรือนผมสีดำสนิทยาวประบ่าแซมเส้นผมหยักศกเล็กน้อยเปียกชื้นจากเหงื่อ ใบหน้าซูบเล็กและซีดเผือดคล้ายผู้ขาดสารอาหารมาหลายวัน เสื้อผ้าของเขาหลวมเกินตัวและมีรอยเย็บปะด้วยฝีมือหยาบๆ ด้วยมือเล็กๆ ของตนเอง
ในมือนั้นมีหนังสือแพทย์เล่มหนาสภาพเก่าเปิดค้างอยู่ เขากำลังอ่านอย่างตั้งใจ สายตาสั่นไหวเพราะความอ่อนล้า แต่ยังคงพยายามไล่ตัวหนังสือทีละคำ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อยๆ ร่วงโรยลงไปกับวันเวลา
รอบตัวเขามีหนังสือกองอยู่เต็มไปหมด หนังสือศาสตร์ลมปราณ พลังชีวิต วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ไปจนถึงตำรากายวิภาคและจิติญญาจำนวนไม่น้อยซ้อนกันเป็กองเล็กๆ เหมือนหอคอยที่สร้างขึ้นจากความพยายามอันเงียบงัน
เขาพลิกหน้ากระดาษไปจนถึงหน้าสุดท้าย ก่อนจะค่อยๆ ปิดมันลงด้วยแววตาหม่นหมอง
“ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจที่อ่านเลย... ถึงจะจำได้บางส่วน แต่เดี๋ยวก็ลืมอีก...”
เด็กหนุ่มพึมพำเบาๆ พลางมองมือตนเองที่สั่นเล็กน้อย
แม้จะนั่งอ่านรอบที่ห้าแล้ว แต่เนื้อหาก็ยังคงเข้าใจได้ไม่หมด เสียงถอนหายใจเล็กๆ ดังขึ้น เขาเอนตัวพิงต้นไม้ ดวงตาเหม่อมองขอบฟ้าแสงสีส้มซึ่งกำลังลับขอบ
“ข้าไม่มีเวลาแล้ว...”
เขาลุกพรวด รีบวิ่งเข้าไปในคฤหาสน์ ฝีเท้าเบาแต่ว่องไวแม้ร่างกายจะซูบผอม คฤหาสน์ภายในเต็มไปด้วยซากของอดีต ทั้งโคมไฟที่แตก พรมแดงที่เก่าซีด ของตกกระจัดกระจาย กำแพงหลายจุดพังทลายจนมองเห็นท้องฟ้ายามเย็นผ่านช่องโหว่
เสียงโหยหวนคำรามดังก้องเป็ระยะ ดั่งคำสาปที่เกาะกินเมืองไว้ไม่สิ้นสุด เขามองเห็นเงาดำไหววูบผ่านซอกซอยด้วยสายตาระแวดระวัง ก่อนจะรีบเข้าไปในห้องทำงานซึ่งเคยเป็ของเ้าของคฤหาสน์
เมื่อเข้ามา เขารีบดันตู้ขนาดใหญ่ปิดประตูไว้เหมือนที่เคยทำมาหลายครั้งอย่างระมัดระวัง สวิตช์ลับที่อยู่หลังหนังสือถูกกด ชั้นหนังสือค่อยๆ เลื่อนออกเผยทางลงใต้ดิน
ตอนแรกที่เขามาที่นี่ เขาแค่ตั้งใจจะหาหนังสืออ่านเท่านั้น
แต่กลับบังเอิญเจอห้องลับ และนับแต่นั้น เขาก็ใช้ที่นี่เป็ที่หลบภัย
ทางเดินแคบในห้องลับมืดมิด แต่เขาหยิบเทียนไข จุดด้วยกระดาษเงินพิเศษซึ่งสามารถสร้างประกายไฟได้แม้ไม่มีพรใดๆ ไฟลุกโชนขึ้นเล็กน้อย เขาถือมันส่องนำทางด้วยมือที่สั่นเพราะความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว
เมื่อมาถึงห้องลับด้านในสุด เขาใช้กุญแจที่เจอในลิ้นชักเปิดห้องเล็ก
ภายในคือห้องปริศนา เตียงเดี่ยว ผ้าห่มเก่า โต๊ะเล็กซึ่งมีเชือก แซ่ ที่ปิดปาก ทุกอย่างชวนให้สงสัยว่าเคยมีใครถูกทรมานในห้องนี้หรือไม่ แม้เขาจะไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็เลือกจะไม่คิดให้ลึก
เขาเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง ดึงกระดาษแผ่นเล็กจากกระเป๋ากางเกง รายชื่อหนังสือที่เขาเคยอ่านบันทึกไว้แน่นขนัด แทบทุกเล่มถูกขีดขีดฆ่า แสดงว่าเขาอ่านจบแล้ว
“ข้าจะบ่มเพาะไม่ได้จริงๆ หรือ?”
เขาถามกับความมืดในห้อง
เขาลองทุกอย่างแล้ว ฝึกลมปราณตามตำรา พยายามถ่ายพลังเข้าร่าง บริหารลมหายใจนับพันครั้งต่อวัน บางวันฝึกจนเืกำเดาไหลหมดสติคาที่ แต่พอหยุดเพียงวันเดียว พลังทั้งหมดก็สลายไป ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสำเร็จ
“มันต้องมีหวังสิ...”
“ข้าไม่อยากเป็คนธรรมดา...”
เสียงของเขาเริ่มสั่น ก่อนแปรเป็เสียงสะอื้นเบาๆ ใต้ผ้าห่มขาดๆ ที่กอดแน่น
“ข้าอ่านหนังสือทุกประเภทแล้ว ถ้าไม่มีทางจริงๆ งั้นข้า...”
“ข้าไม่อยากตาย...”
เสียงนอกห้องดังขึ้นอีกครา
“แม่ช่วยหนูด้วย...เจ็บเหลือเกิน...”
“ใครก็ได้ช่วยที! อ๊ากกกก!”
เสียงของิญญาผู้ทุกข์ทรมานไม่หยุดหย่อน เขาเบิกตากว้างราวกับจะร้อง แต่ไม่มีเสียงออกมา สองมือกอดผ้าห่มแน่นขึ้น ตัวสั่นเทา สะอื้นเงียบๆ คนเดียว
ดวงตาเล็กๆ เบิกกว้างแต่ไร้แววความหวังในยามนี้ แม้เปลือกตาจะหนักอึ้ง แต่เขาไม่กล้าหลับ เพราะยามหลับไหล เสียงเ่าั้จะยิ่งเข้ามาใกล้กว่าเดิม...
เสียงคำรามยังคงดังท่ามกลางราตรีอันมืดมิดราวกับปีศาจจากขุมนรกกำลังไล่ล่าทุกชีวิต
เด็กชายตัวน้อยซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของโลก พยายามดิ้นรนอย่างเงียบงัน
ไม่มีใครรู้จักเขา ไม่มีใครเห็นเขา แต่เขากำลังต่อสู้อย่างสุดใจ
เพียงเพื่อ "อยู่รอด"