อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 118 โฉมงามที่หน้าประตูเมือง

            แบรดพูดขึ้นเจมส์ที่ได้ยินก็พูดขึ้นด้วยความดูแคลนว่า

            “ก็แค่เมืองเล็กๆ ถ้าเผชิญหน้ากับกองทัพผู้ใช้เวทมนตร์ระดับสูงไม่ถึงร้อยคนก็ไม่สามารถต้านทานได้แล้ว มันน่าตกใจอะไรนักหนา”

            กลับเป็นคาทาริน่าที่ได้ยินคำพูดของเจมส์ก็ยิ้มแล้วพูดว่า

            “แต่เพราะอาณาจักรที่มีผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงเป็นกองทัพอย่างที่เธอว่าคงไม่มีใครมาสนใจเมืองเล็กๆ แบบนี้หรอก”

            ทั้งแบรดและเจมส์ต่างก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูดเจมส์ก็ถามขึ้นอีกว่า

            “ท่านคาทาริน่าคิดว่าคนๆ นั้นจะอยู่ที่เมืองนี้ไหมครับ”

            คาทาริน่านึกถึงอาวุธที่เขาใช้ซึ่งใกล้เคียงแต่เหนือกว่าปืนไฟของพวกคนแคระในทุกๆ ด้าน และข้อสันนิษฐานจากการที่เขาสั่งผลิตอาวุธนี้หลายชิ้นว่าเขาน่าจะกำลังแอบสร้างกองทัพของตัวเองอยู่จึงตอบเจมส์ไปว่า

            “ก็เป็นไปได้อยู่นะถ้าเขาคิดจะสร้างกองทัพของตัวเองเมืองเล็กเมืองนี้ก็ไม่เลว”

            พูดจบเธอก็เดินข้ามสะพานไปแบรดกับเจมส์เดินตามด้านหลังเธอ เมื่อทั้งสามคนเดินมาถึงหน้าประตูเมืองที่เปิดอยู่ พวกทหารที่ทำงานที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อได้เห็นทั้งสามคนกำลังเดินข้ามสะพานมาก็คิดว่าเป็นนายพรานล่าสัตว์เพราะดูไม่คล้ายพ่อค้าที่มาทำการค้าขายในเมือง แต่เมื่อทั้งสามคนเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เขากลับต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าทั้งสามคนนี้ดูไม่คล้ายพวกนายพรานให้เขาเคยเห็นเท่าไหร่นะ จนเมื่อใบหน้าของผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มปรากฏแก่สายตา พวกเขาพลันต้องตะลึงในทันทีจนเกือบจะหลุดปากออกมาว่านางฟ้า ก่อนจะรีบตั้งสติ จนเมื่อทั้งสามคนเดินมาถึงหน้าประตูเมืองแล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

            “ข้าต้องการเข้าไปในเมือง”

            ทหารที่เธอคุยด้วยรีบพูดว่า

            “ค่าเข้าเมืองถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ใช่ชาวเมืองจะอยู่ที่หนึ่งเหรียญเงินครับ แต่ถ้าเป็นพ่อค้าจะอยู่ที่สิบเหรียญเงิน”

            คาทาริน่าพยักหน้าก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมาแล้วหยิบเหรียญเงินออกมาสามเหรียญส่งให้ทหารคนนั้น เขารับเหรียญเงินทั้งสามเหรียญมาก่อนจะพยักหน้าให้ทั้งสามคนเข้าไปในเมือง คาทาริน่ายิ้มให้พวกเขาซึ่งมันทำให้พวกทหารที่ได้เห็นต่างพากันตะลึง คาทาริน่าเดินผ่านพวกทหารเพื่อเข้าไปในเมืองแต่ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในเมืองเธอกลับต้องชะงักทันที แบรดและเจมส์ที่เดินตามหลังเธอต่างพากันสงสัย

            “มีอะไรเหรอครับท่านคาทาริน่า” เป็นแบรดที่ถามขึ้น

            คาทาริน่าดูแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

            “มีระดับมหาจอมเวทย์อยู่ที่เมืองนี้”

            แบรดกับเจมส์ต่างแสดงสีหน้าตะลึงระดับมหาจอมเวทย์ไม่ใช่ตำแหน่งหรืออะไรทั้งนั้นแต่เป็นคำเรียกผู้ที่มีพลังเวทย์ระดับสูง อย่างคาทาริน่าเองก็สามารถเรียกว่าเป็นมหาจอมเวทย์ได้เช่นกัน

            “จะเป็นไปได้เหรอครับท่านคาทาริน่าที่เมืองเล็กๆ แบบนี้จะมีมหาจอมเวทย์ด้วย” เจมส์ถามขึ้นอย่างไม่เชื่อส่วนแบรดแม้ไม่พูดออกมาแต่ในใจของเขาก็เห็นด้วยกับเจมส์

            สายตาของคาทาริน่าจ้องมองไปทางตำแหน่งปราสาทที่อยู่ไกลออกไป แต่สายตาของเธอคล้ายกับมองทะลุไปถึงด้านหลังปราสาท ก่อนจะตอบว่า

            “ไม่หรอกเป็นระดับมหาจอมเวทย์แน่ๆ แถมแข็งแกร่งมากด้วย”

            ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างวูปผ่านตัวเธอแล้วก็หายวับไป เธอรับรู้ได้ทันทีเลยว่ามีใครบางคนกำลังรอบตรวจสอบเธอ เธอเพียงแค่ขมวดคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ก่อนจะพูดกับทั้งสองคนว่า

            “ไม่ต้องมาสนใจหรอกพวกเราแค่มาพักผ่อนเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับเขา” เธอหันมายิ้มให้กับทั้งสองคนก่อนจะพูดว่า “ไปหาที่พักกันเถอะ”

            แบรดกับเจมส์พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเดินตามหลังเธอไป

            พวกทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูเมืองต่างมองไล่หลังผู้หญิงผมสีทองคนนั้นอย่างเหม่อลอย

            “ใครกันวะน่ะโคตรสวยเลย” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นอีกคนหนึ่งก็เสริมว่า

            “ระดับนั้นไม่เรียกว่าสวยแล้วเรียกว่านางฟ้าเลยจะดีกว่า”

            “ความงามของเธอนับว่าไม่ด้อยไปกว่าราชินีเอลิเซียเลย”

            พวกทหารต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยจนกระทั่งได้ยินเสียงออกัสพูดว่า

            “อะไรไม่ด้อยไปกว่าราชินีเอลิเซียนะ”

            พวกทหารต่างพากันสะดุ้งหันไปมองเห็นเป็นอัศวินที่ควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพออกัสยืนอยู่ พวกเขารีบพูดว่า

            “ไม่ใช่นะครับท่านออกัสครับแค่เมื่อกี้พวกเราเจอผู้หญิงที่สวยมากคนนึงแล้วพบว่าความงามของเธอไม่ด้อยไปกว่าองค์ราชินีเลย พวกเราไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นองค์ราชินีนะครับ”

            “ใช่ครับใช่พวกเราไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นเลยครับ แค่พบว่าผู้หญิงคนนั้นสวยมากจริงๆ จนอดชมไม่ได้แค่นั้น”

            หลังจากนั้นก็ได้ยินพวกทหารพากันแก้ต่าง ออกัสที่ได้ยินดังนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ขึ้นมา พวกทหารได้ชาวเมืองต่างพากันชื่นชมมาโดยตลอดว่าความงามของราชินีเอลิเซียนั้นยากที่จะหาใครทัดเทียมได้ ชนิดที่ว่าไม่ว่าชายทุกคนในเมืองนี้ต่างปรารถนาจะยลโฉมองค์ราชินีด้วยกันทั้งสิ้น แต่การที่พวกทหารต่างพากันบอกว่ามีผู้หญิงที่งดงามไม่ด้อยไปกว่าราชินีเอลิเซีย ต่อให้เป็นออกัสที่ไม่สนใจในเรื่องนี้ก็ยังรู้สึกคันที่หัวใจอยากจะลองเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นดูสักครั้ง

            ขณะที่ออกัสกำลังสงสัยอยู่นั้นเขาก็ถามไปว่า

            “แล้วรู้ประวัติความเป็นมาของผู้หญิงคนนั้นไหมว่าเป็นใครมาจากที่ไหนแล้วมาทำอะไรที่เมืองนี้”

            พวกทหารต่างพากันยืนนิ่งไม่พูดอะไรออกมา ออกัสหน้ากระตุกที่ได้เห็นการตอบสนองของพวกทหาร

            “อย่าบอกนะว่าพวกแกมัวแต่สนใจในความงามของเธอจนลืมถามเรื่องพวกนี้น่ะ”

            ตามกฎของเมืองทุกเมืองในยุคนี้เมื่อมีคนแปลกหน้าเดินทางเข้าเมืองจะต้องแจ้งทหารที่ทำหน้าที่เก็บค่าผ่านประตูเมืองว่าเป็นใครชื่ออะไรมาจากที่ไหนจะพักอยู่ที่ไหนและมาทำอะไร แต่การที่ทหารเหล่านี้ลืมถามเรื่องพวกนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และมีโทษทางทหาร

            ขณะที่เขากำลังจะกล่าวความผิดของพวกทหารก็พบว่าถ้าหากเหล่านั้นมองไปที่ด้านหลังของเขาด้วยสายตาที่ตื่นตะลึง ก่อนจะมีเสียงผู้หญิงดังมาจากด้านหลังของเขา

            “ขอโทษนะคะพอดีเมื่อกี้พวกฉันลืมแจ้งข้อมูลให้น่ะคะ”

            ออกัสหันไปมองอีกฝ่ายทันใดด้วยความสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้จะสักแค่ไหนก็เชียว จนเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นเขากลับต้องยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไปในทันที

            “ดิฉันชื่อว่าคาทาริน่าค่ะสหายทั้งสองคนฉันคนนี้ชื่อแบรดส่วนคนนี้ชื่อเจมส์ พวกเรากำลังออกเดินท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ แต่เผอิญได้มาเห็นเมืองนี้เข้าเลยเกิดความสนใจจึงได้ทำการแวะพักค่ะ สถานที่พักของพวกเราก็จะเป็นโรงแรม”

            ออกัสพยายามเค้นคำพูดออกมาว่า

            “คะครับทราบแล้วครับ”

            คาทาริน่ายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไปแบรดเดินตามเธอไปติดๆ ส่วนเจมส์นั้นใช้สายตามองออกัสด้วยความดูถูกก่อนจะเดินตามคาทาริน่าไป

            ออกัสได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นได้ยินเสียงทหารคนหนึ่งพูดจากทางด้านหลังเขา

            “เป็นไงครับคุณออกัสอย่างที่ผมบอกเลยใช่ไหมครับว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่สวยมาก”

            ทหารอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้น

            “ใช่ๆๆ ดูสิคุณออกัสตะลึงไปเลย คุณออกัสครับถ้าคุณมัวแต่นิ่งอยู่แบบนี้ระวังคนไลลาจะหึงเอาได้นะครับ” เหล่าพวกทหารต่างพากันหัวเราะออกมา แม้ว่าออกัสจะมีตำแหน่งเป็นอัศวินและควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ แต่เขามักวางท่าทีเป็นกันเองกับพวกทหาร ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออกัสกับไลลานั้นทั้งสองคนมักมีเรื่องให้โต้เถียงและทะเลาะกันอยู่เสมอจนมักถูกพวกทหารตั้งฉายาให้ทั้งสองคนว่าว่าเป็นคู่อัศวินผัวเมีย เพียงแต่ฉายานี้กล้าพูดแค่กับออกัสแต่ไม่กล้าพูดกับไลลา

            จากนั้นก็มีพวกทหารแซวเขาอีกเรื่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่าในหัวของออกัสตอนนี้มีคำนึงผุดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาคือคำว่า

            ‘ชิบหายแล้ว’ คำๆ นี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาซ้ำไปซ้ำมา เพราะเขาจำหน้าของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเป็นใบหน้าของผู้หญิงที่เขาเห็นจากภาพที่ลูกแก้วฉายออกมาในคืนนั้น ออกัสหันไปบอกทหารที่อยู่ใกล้ๆ ว่า

            “พวกแกทำงานกันไปก่อนพอดีใช้มีเรื่องต้องรายงานท่านแม่ทัพ” พูดจบเขาก็รีบพุ่งออกไปทันที ในขณะที่พวกทหารต่างพากันคิดว่าอัศวินออกัสผู้นี้คงกำลังตามไปจีบผู้หญิงคนนั้นแต่ก็ไม่พูดอะไร

             

            ภายในคุกที่มืดมิดและอับชื้นมีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงที่วางตามจุดต่างๆ คอยให้ความสว่าง เบลนที่เป็นพัศดีซึ่งปกติเขาจะนั่งจะนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตนไม่พูดไม่จากับใครเพียงนั่งนิ่งๆ หลับตาอยู่อย่างนั้นเท่านั้นภายในห้องของตนที่มีเพียงเขาอยู่คนเดียว เหล่าผู้คุมต่างคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของเขา พวกเขาต่างสงสัยว่าพัสดีผู้นี้เป็นใครและมีความเป็นมายังไงเพราะไม่มีผู้คุมคนไหนที่รับรู้เรื่องราวของเขา

            เบลนที่นั่งหลับตาอยู่ในนั้นพลันลืมตาขึ้นก่อนจะพึมพำว่า

            “ระดับมหาจอมเวทย์?”

             

            คาทาริน่าเดินนำแบรดกับเจมส์ในเมือง ต่างกันทั้งสองคนคาทาริน่าดูจะสนใจเมืองเหล่านี้ไม่น้อย สายตาของเธอสอดส่ายไปมาในเมืองด้วยความส่วนอกสนใจ เจมส์ที่ดูไม่ค่อยสนใจเมืองนี้นักจึงถามขึ้นว่า

            “ทำไมท่านคาทาริน่าถึงเลือกที่จะมาพักผ่อนที่เมืองนี้ครับ” ในสายตาของเจมส์เมืองๆ นี้ก็เป็นแค่เมืองบ้านนอกที่ไม่มีแม้แต่ที่ตั้งสาขาของโบสถ์ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าพวกเขาไปที่เมืองริเวอร์วิวน่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกของพวกเราได้ดีกว่านี้มากนัก

            คาทาริน่าตอบว่า

            “ก็แค่อยากพักผ่อนซะหน่อยน่ะ” คาทาริน่าตอบเพียงเท่านี้สายตาของเธอกับต้องสะดุดกับสิ่งหนึ่งเข้าจนทำให้เธอหยุดเดิน

            แบรดกับเจมส์มองตามสายตาเธอไปกลับต้องนิ่งงันเมื่อพวกเขาไม่นึกว่าจะได้เห็นสิ่งหนึ่งที่เมืองนี้ สิ่งที่พวกเขามองเห็นนั้นเป็นผู้หญิงสามคนยืนอยู่ด้วยกัน มีสองคนเป็นหญิงสาวและอีกหนึ่งคนเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่งทั้งสามคนแต่งกายด้วยชุดของผู้ชายที่ตามเนื้อตัวของพวกเธอนั้นดูมุมมอมแมมอย่างเห็นได้ชัด โดยที่เด็กผู้หญิงกับหนึ่งในสองคนที่เป็นหญิงสาวมีลักษณะเด่นที่ต่างจากคนอื่น หูสุนัขของพวกเธอโผล่ออกมาจากศรีษะกับหางสุนัขที่ด้านหลังของพวกเธอบ่งบอกว่าพวกเธอทั้งสองคนนั้นล้วนเป็นเผ่ามารหูสัตว์

            ส่วนการมีเผ่ามารหูสัตว์อยู่ในเมืองของพวกมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกนี้มักถูกจับนำมาเป็นทาส เพียงแต่ว่าพวกทาสที่เป็นเผ่ามารนั้นมีราคาที่สูงมาก ทำให้มักไม่ค่อยเห็นในเมืองหรืออาณาจักรเล็กๆ ดังนั้นการที่มาพบเผ่ามารหูสัตว์ที่เมืองเล็กๆ แบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ผิดคาด และที่สำคัญสายตาของพวกเขานั้นก็สังเกตเห็นด้วยว่าบริเวณลำคอของพวกเธอไร้ซึ่งปลอกคอที่บ่งบอกถึงการเป็นทาส

            ในฐานะที่เป็นคนของศาสนจักรเผ่ามารทั้งหมดล้วนถือเป็นศัตรู เจมส์มองไปที่เผ่ามารหูสัตว์พร้อมกับตั้งท่าเตรียมชักดาบ

            “ท่านคาทาริน่าครับ” เจมส์พูดขึ้นแต่คาทาริน่ากลับพูดว่า

            “เดี๋ยวก่อน”

            “ครับ?” ไม่เพียงแต่เจมส์เท่านั้นที่สงสัยแม้แต่เบรดเองก็ด้วย คาทาริน่าพูดกับทั้งสองคนว่า

            “ดูนั่น”

            ทั้งสองคนต่างหันไปมองแล้วก็พบภาพที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถือของเหมือนพึ่งกลับจากจ่ายตลาด ขณะที่ผู้ใหญ่คนนั้นเดินผ่านเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองคนนั้นก็แวะพูดอะไรบางอย่างก่อนจะยื่นขนมปังในห่อกระดาษให้เด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์คนนั้น ซึ่งเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์แสดงท่าทีปฏิเสธด้วยความเกรงอกเกรงใจก่อนที่สุดท้ายจะรับมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “นั่นมันอะไรกันครับดูแล้วไม่น่าจะใช่การรีดไถด้วย” แบรดถามขึ้นด้วยความสงสัย

            ด้านคาทาริน่าเองก็พูดไม่ออกจากเหตุการณ์ตรงหน้านี้เหมือนกัน เพราะนี่คือสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนว่ามนุษย์กับเผ่ามารจะมีไมตรีต่อกันได้แบบนี้ ขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายหัวเราะออกหัวเราะ

            “ฮ่าฮ่าฮ่า น่ารักจังเลยเจ้าเหมียวน้อยแถมขนก็นุ้มนุ่ม”

            ทั้งสามคนหันไปมองที่มาของเสียงเห็นเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิง แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีบ่งบอกว่ามีชาติตระกูลไม่ธรรมดา กำลังอุ้มแมวสีขาวตัวหนึ่งไว้ตรงอกแล้วเอาคางของตนถูหัวแมวไปมาพร้อมกับทำหน้าเคลิบเคลิ้ม

            “อา… ฟินสุดยอดไปเลย…” แล้วจึงยกแมวขึ้นมาเอาแก้มถูกับคอแมว “แถมขนก็นุ้มนุ่ม” เขาถูแก้มกับคอแมวอย่างนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะกอดมันแล้วกลิ้งไปมากับพื้น

            เจมส์ที่มือยังคงจับดาบรู้สึกมึนงงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแม้แต่คาทาริน่ากับแบรดเองก็ไม่ต่างกัน

            เด็กผู้ชายกลิ้งไปมาบนพื้นก่อนจะดีดตัวขึ้นพร้อมกับชูแมวขึ้นฟ้าแล้วก็โดนดึ๋งๆไปมา

            คาทาริน่าที่เห็นภาพเหล่านั้นพูดออกมาว่า

            “เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ดีเนาะ”

            เจมส์กลับแบรดที่ได้ยินดังนั้นต่างก็มีสีหน้าแปลกๆ

             

            เรเวน ลูซี่และเดซี่ที่กำลังยืนรอเออร์วินที่กำลังเล่นแมวอยู่ทั้งสามคนก็ต่างมีสีหน้าแปลกๆ ลูซี่กับเดซี่นั้นดูจะอายๆ ในขณะที่เรเวนกลับยิ้มมุมปากเล็กน้อย วันนี้ไม่ได้มีฝึกทุ่มแต่เออร์วินได้ให้ช่างตีเหล็กในค่ายทหารมาช่วยสอนงานพวกเจค ซึ่งก็เหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีแต่อาจจะมีติดขัดบ้าง เพราะช่างที่มาสอนงานนั้นไม่คุ้นชินกับพวกอุปกรณ์ที่ไม่ต้องพึ่งพามานา แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่ได้เรียนอะไรมากมายแต่ก็เป็นการปูพื้นฐาน จนเมื่อเสร็จทุกอย่างแล้วขณะเดินทางกลับไปที่ปราสาทเหมือนทุกวัน เออร์วินอยู่ๆ ก็สะดุ้งพวกเรเวนต่างตกใจนึกว่าเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อเห็นเขามองไปทางหนึ่งที่มีแมวอยู่แล้วก็พุ่งไปหาแมวตัวนั้น และนี่ก็คือภาพที่พวกเธอได้เห็น

            ลูซี่มองซ้ายขวาด้วยความรู้สึกอายเขาจะพูดกับเรเวนว่า

            “เรเวนไม่ไปเตือนเขาจะดีเหรอ”

            คำพูดที่ลูซี่ใช้พูดกับเลเรเวนเป็นกันเองมากขึ้น ความจริงเรเวนเคยพูดกับเธอหลายครั้งแล้วว่าไม่จำเป็นต้องสุภาพมาแล้วพูดกับเธอก็ได้ แต่ลูซี่มักเผลอใส่ความสุภาพอยู่เสมอเวลาที่พูดกัน เรเวนมองเด็กชายแล้วก็ยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกแบบนี้ดีแล้วล่ะ” เรเวนหันมามองดูสิก่อนจะพูดอีกว่า “เธอไม่คิดแล้วว่ามันน่าสนุก ถ้าว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมาย้อนนึกถึงสิ่งที่เขาได้ทำในวันนี้เธอว่าเขาจะเป็นยังไง”

            ลูซี่นิ่งไปทันทีเธอลองคิดว่าถ้าเธอมีวัยเด็กที่เคยทำเรื่องแบบนี้ ต่อหน้าผู้คนมากมาย เมื่อโตไปก็คงได้ชักดิ้นชักงอด้วยความอับอายเป็นแน่

            “เรเวนนี่คุณ…” ลูซี่พูดได้เพียงเท่านี้ก็พูดไม่ออกอีกไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเรเวน แล้วเธอก็หันไปมองเออร์วินที่ตอนนี้กลับมากอดเมียแล้วก็กลิ้งไปมาที่พื้น สายตาที่เธอมองเขาตอนนี้มีความรู้สึกเห็นใจ

            ด้านหลังของพวกคาทาริน่าไม่ไกลออกไปมีออกัสที่ยืนตัวแข็งทื่อ สิ่งที่พวกเขาได้เห็นก็คือพวกคาทาริน่าทั้งสามคนได้เห็นเจ้าชายเออร์วินแล้ว ในสมองของออกัสตอนนี้มีอยู่คำๆ หนึ่งที่วนเวียนไปมาคือคำว่า

            “บรรลัยแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน