“ไม่ได้ผลวะ จะทำให้คนเกลียดดันมีแต่คนชอบ เอาไงต่อละ?” ปลายสายบอกเล่าถึงผลลัพท์ข่าว ที่อุตส่าห์ปั่นกระแสแต่กลับปั่นไม่ขึ้น
“ฉันมีอีกข่าว รับรองเด็ด” ดวงตาสวยมองหน้าตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น แววตาดูคล้ายกับกำลังคิดเรื่องที่เหมือนจะไม่ใช่เรื่องดี จู่ๆสายตาคู่สวยก็เปลี่ยนไปจับจ้องหญิงสาว ผู้ที่เดินผ่านด้านหลังเก้าอี้เธอ และนั่งลงข้างๆ
“เฮ้อ พี่ธันไม่ยอมรับสายเลยค่ะแม่ ขิงกดจนมือจะหงิกอยู่แล้ว” นิรมนต์บ่นเสียงเบากับผู้เป็นแม่ แต่ดังมากพอที่คนที่นั่งอยู่ก่อนจะได้ยิน
“อ่าว พี่มิ้งค์ สวัสดีค่ะ” เพราะมัวแต่สนใจโทรหาธันวาจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง มารียารับไหว้นักแสดงรุ่นน้องพร้อมกับยกมือไหว้แม่ของนิรมนต์อีกที
“ว่าแต่พี่มิ้งค์ติดต่อพี่ธันได้ไหมคะ” มารียายิ้มจางๆแต่ยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ก็ต้องขอตัวไปเพราะถึงคิวชุดฟีนาเล่ขึ้นเวทีแล้ว
“นี่มันอะไร แม่ดูดิ” สาวน้อยยื่นมือถือของตัวเองให้แม่ดูข่าวจากเพจ เผือกร้อนออนไลน์
มีเผือกร้อนๆมาเสริฟอีกแล้วจ้า ข่าวเด็ดข่าวร้อน รับรองว่าต่อมเผือกของสาวกสาววายต้องสั่นระริกไปตามๆกัน เพราะล่าสุดเจ๊ได้รับรายงานาว่า หนุ่ม ธ.นั้นคบหาดูใจอยู่กับดาราสาวหน้าหวาน ชื่อย่อ นข. แต่ไหนมีภาพหลุดกับอีกหนุ่ม นี่แปลว่า หนุ่ม ธ.นั้นคบซ้อน เกิดรักสามเศร้า หรือหลอกใช้ดาราสาวกันแน่นะ มันช่างไม่แฟร์กับนางเอกสาวของเราจริงๆ แบบนี้ชักจะไม่น่ารักแล้วสิ ทั้งนี้ทั้งสามคนจะว่ายังไงนั้น รอติดตามตอนต่อไปกันเลยจ้า
A (นิสัยไม่ดีทำแบบนี้ได้ไง)
B (สงสารน้ำขิงจ้า)
C (เลิกติดตามล่ะ)
D (วิปริตผิดเพศไม่พอ ยังทำนิสัยเลวๆอีก สงสารพ่อแม่)
ก. (เมนต์แบบนี้ออกจะแรงไปหน่อยนะ เจ้าตัวเขายังไม่พูดอะไรเลย)
E (สู้ๆจ้ามู๋ธันของฉานนน)
F (ยังไงก็รัก ออกมาอธิบายเร็วๆนะ)
E (ไม่ได้เป็นแฟนคลับน้า แต่ใช่คนนี้หรือเปล่าพอดีค้นรูปเก่าแล้วเจอ) รูปชายหนุ่มที่เป็นข่าวโอบไหล่สาวสวย ที่บังเอิญอยู่ร่วมเฟลมกล้องกับเธอ
ผู้ที่ติดตามข่าวของทั้งสาม ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ที่เป็นแฟนคลับกับฝั่งที่แอนตี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ร้อนไปถึงน้ำขิงที่ต้องเข้ามาพัวพันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“พี่ธัน นี่มันเรื่องอะไรกันคะ” นิรมนต์รีบกดรับสายโทรเข้า
“พี่ขอโทษ ที่ไม่ได้บอกความจริงกับน้ำขิง” ประโยคคำตอบของปลายสายที่ดูเหมือนจะชัดเจน แต่หล่อนกลับยังไม่เคลียร์กับคำตอบนั้น
“หมายความว่ายังไงกันคะ ที่บอกว่าความจริงนะ มันอะไร”
“พี่ไม่ได้รักน้ำขิง แค่ลองคบเพื่ออยากลืมคนๆหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าจริงๆแล้วไม่เคยเลิกรักใครคนนั้นได้เลย พี่ผิดต่อน้ำขิง ไม่มีอะไรจะแก้ตัว ไม่ได้ขอให้ยกโทษให้แค่อยากจะขอโทษ” ไม่มีอะไรที่จะชัดเจนได้เท่านี้อีกแล้ว นิรมนต์อึ้งกับคำตอบที่ได้ เธอชาไปทั้งหน้าทั้งตัว มือเล็กแทบไม่มีแรงยกหูโทรศัพท์ นัยน์ตาหวานสั่นระริกสุดจะกลั้น ความจุกแน่นทั่งอกทำให้สมองตื้อไปหมด หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จก็ขอตัวกลับทันที ระหว่างทางไปลานจอดรถสติที่หลุดลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถูกเรียกกลับโดยพี่ๆนักข่าว เดิมทีมาทำข่าวงานเดินแบบแฟชั่น แต่ตอนนี้ทั้งหมดกลับมารุมล้อมเธอ เพื่อข่าวรักสามเศร้าที่เพิ่งถูกปล่อยออกมา
“น้ำขิงเห็นข่าวแล้วใช่ไหมคะ” นักข่าวรายหนึ่งเอ่ยถามก่อน
“ข่าว...” ทั้งที่ถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว แต่สาวน้อยก็สามารถตั้งรับได้ทัน ปรับสีหน้าให้ดูปกติแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามที
“น้ำขิงกับพี่ธันคบกันจริงๆไหมคะ”
“เรารู้สึกยังไงที่โดนหลอกครับ”
“แล้วรู้ไหมคะ ข่าวที่ว่าพี่ธันกับน้องกันต์เขา...” นักข่าวยิงคำถามใส่สาวน้อยแบบไม่ยั้ง อย่างกับกลัวใครแย่งพูด ทั้งไมค์ราวๆสิบกว่าตัวถูกยื่นมาจ่อที่ปากแบบคาดคั้นรอคำตอบ กล้องอีกมากมายหลายตัวลั่นชัตเตอร์ถี่ๆ นิรมนต์ยกสองมือขึ้นมาเพื่อยับยั้งคำถามต่างๆ
“ใจเย็นก่อนนะคะ คำถามแรกก่อนเนาะ น้ำขิงกับพี่ธันเป็นพี่น้องกันค่ะ ข่าวที่ว่าคบกันนะไม่เป็นความจริง ส่วนข่าวพี่ธันกับพี่กันต์นั้น น้ำขิงไม่ทราบจริงๆค่ะ หลังถ่ายละครเสร็จเราก็ไม่ค่อยได้เจอกัน คงต้องไปถามเจ้าตัวเองแล้วละค่ะ ชัดเจนนะ น้ำขิงขอตัวไปทำธุระต่อ ลาล่ะค่ะ” สาวน้อยโบกมือบอกลาเหล่าบรรดาสื่อ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ทั้งที่หัวใจของเธอบอบช้ำแทบแตกสลาย นิรมนต์ปลีกตัวออกจากวงสัมภาษณ์ ไปไม่ไกลพบมารียายืนกอดอกพิงราวกั้นลานจอดรถอยู่ ดวงตาที่แข็งกระด้างจับจ้องที่สาวน้อยนิรมนต์อย่างไม่วางตา เมื่อเห็นรุ่นพี่ยืนอยู่ครั้นจะไม่เข้าไปทัก ก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป
“เก่งดีนี่ ไม่น่าเชื่อว่าจะหน้าซื่อตาใสใจคด พูดได้ไม่อายปาก ไม่เจ็บบ้างหรอโดนสวมเขาเลยนะ ที่สำคัญเขาเลือกผู้ชายแทนที่จะเป็นผู้หญิงสวยๆอย่างเธอ” สายตาที่มองนิรมนต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า บอกให้รู้ว่าหล่อนนั้นแพ้กระทั่งผู้ชาย น้ำเสียงกระแทกกระทั้นนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าข่าวที่ถูกแชร์อยู่ตอนี้เป็นฝีมือใคร
“แหม๋ มีใครไม่เจ็บกับเรื่องแบบนี้บ้าง ว่าแต่พี่มิ้งค์เนี่ยฝีมือยังไม่ถึงขั้นนะคะ เอาข่าวนี้ไหมเผื่อจะเรียกเรตติ้งได้มากกว่านี้ ไอ้ข่าวที่...ดาราสาวอับดับต้นๆของไทยเคยคบหาดูใจกับดาราหน้าใหม่อดีตนักร้องกลางคืน แต่เพราะฐานะที่ไม่เหมาะสมทำให้สาวเจ้าตีจากไปควงไฮโซหมื่นล้าน” นิรมนต์หยุดไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะเดินจากไปเธอเอียงหน้ามองด้วยสายตาของผู้ชนะ ทิ้งไว้เพียงความเคียดแค้นสุดจะข่ม มารียากำมือแน่นเพราะหากเรื่องนี้หลุดไป เธอคงไม่พ้นที่จะถูกดึงไปเกี่ยวข้องด้วย
“เด็กน้อย ฉันจะปล่อยเธอไปสักครั้ง” มารียาเค้นเสียงรอดไรฟันโกธรจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะศักดิ์ศรีลูกผู้ดีมันค้ำคออยู่ ภาพลักษณ์ที่ดูแพง เย่อหยิ่ง แทบจะไม่เคยมีข่าวเสียหายเลย
“ขิงโอเคไหมลูก” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความเป็นห่วง เห็นอาการของลูกสาวไม่สู้ดีนัก
“เจ็บ ขิงเจ็บค่ะแม่” ใบหน้าสวยที่ดูแข็งแกร่งก่อนหน้า ถูกน้ำตาที่เคยสะกดกลั้นไว้ไหลอาบแก้ม ดวงตาที่เคยมั่นใจตอนอยู่หน้ากล้อง เปลี่ยนเป็นสายตาสุดแสนอ่อนไหว
“ทำไมพี่ธันไม่บอกขิง แค่บอกว่าไม่ได้รักคำเดียวก็พอ ปล่อยให้ขิงเป็นคนโง่คอยตามอยู่ฝ่ายเดียว”
“แฉเลยไหมเราไม่ได้เป็นฝ่ายผิด แม่โทรหานักข่าวให้” มือหนึ่งประคองพวงมาลัยรถ อีกมือคอยปลอบประโลมซับน้ำตาให้ลูกสาว
“เพื่ออะไรละค่ะ ขายหน้าตัวเองเปล่าๆ ไม่น่าอายกว่าหรอที่หญิงแท้สวยๆอย่างขิง ต้องไปแข่งแย่งแฟนกับผู้ชาย และขิงฉลาดมากพอที่จะไม่เอาตัวเองไปเป็นหมากบนกระดานของใคร มันไม่ใช่แค่รักสามเศร้ามันคือรักสี่เศร้าต่างหาก เป็นขิงเองที่คาดหวังฝ่ายเดียวมาตลอด” เธอเองก็พอจะดูออกแล้วก็พอจะรู้อะไรมาบ้าง จึงค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องของพวกเขาถูกปั่นกระแสจากคนๆหนึ่ง เธอยิ่งต้องถอยห่างเพราะหากไปพัวพันเข้าแล้ว รั้งแต่จะถูกหัวเราะเยาะจากผู้คน
เวลาบ่ายของวัน
“พริกเอ้ยไปดูสิใครมาอีกละนะ” ย่าดวงแขกำลังแกะกระเทียมอยู่หน้าจอทีวี
“จ้าย่า”
“อร๊าย! หล่อ เท่ห์ โอ๊ยยย!นี่มันวันอะไร ทำไมสวนคุณย่าถึงคึกคักขนาดนี้” เมื่อเสียงร้องของเด็กพริกดังลั่นบ้านจนไก่กาแตกกระเจิง จนย่าดวงแขต้องออกมาดู
“ใครล่ะนั่น” ดวงตาที่พร่ามัวมองไม่ค่อยชัดเหมือนก่อน พอชายร่างใหญ่เดินเข้ามาใกล้จึงเห็นหน้าชัดเจนขึ้น
“อ่าวพ่อหนุ่มเพื่อนตาธันนิ เป็นไงมาไงล่ะลูกเอ้ย มาๆเข้าบ้านก่อน” ชายหนุ่มเดินตามแรงจูงของคนแก่เข้าบ้านมานั่งพักที่โซฟา คอยชำเลืองตามองหาอะไรบางอย่าง ข้างในร้อนรนดั่งไฟเผา ถ้ายังไม่เห็นหน้าอีกคนก็คงไม่สามารถสงบลงได้ ส่วนธันวาเองก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงแปดหลอดที่ดังมาจากหน้าบ้าน จนเจ้าตัวต้องลงมาดูเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะได้ช่วยทัน
“นายมาได้ไง” น้ำเสียงไม่ค่อยเป็นมิตรดังมาจากด้านบน โดยเจ้าของเสียงยังเดินลงมาไม่ถึงครึ่งบันไดเสียด้วยซ้ำ
“ธันตื่นแล้วหรอลูก” ย่าดวงแขที่กำลังถามไถ่ที่มาที่ไปของภู่กันต์อยู่ หันไปถามหลานชายที่พึ่งงัวเงียตื่น
“คุยกันไปก่อนนะเดี๋ยวย่ากับนักพริกจะไปตลาด ซื้อของมาทำกับข้าวเย็น พ่อหนุ่มอย่าพึ่งกลับ อยู่ทานข้าวกับย่าก่อนนะ” พูดจบย่าดวงแขก็หิ้วตะกร้าสาน มืออีกข้างก็ลากเด็กพริกที่นั่งหน้าสะหลอน ไม่ทำงานทำการมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
“โอ้ย! พริกกี้เจ็บ” ขนาดออกแรงบิดขนาดนี้แล้วยังเหนียวติดพื้นไม่อยากลุกอยู่
“เค้าจะกลับแล้วครับย่า” ธันวารีบบอกปัดแทนคนหน้าระรื่น
“ใครบอกว่าจะกลับ ผมจะรอกินกับข้าวฝีมือย่านะครับ” พูดจาลอยหน้าลอยตาแสดงทีท่ากวนประสาทกับธันวาเสร็จ ก็ทำเสียงเอียงคอพูดตามหลังย่าดวงแข
“กลับไปได้แล้วไป” เมื่อย่าและพริกเดินลับตาไปแล้ว ธันวาลากแขนอีกคนออกมาจากบ้าน ใช่ว่าเขาจะไม่สามารถทานทนแรงฉุดได้ แต่ก็ยอมเดินตามไม่ขัดขืน
“ทำไม กว่าจะหามู่ธันเจอผมต้องเสี่ยงกับอะไรบ้างรู้ไหม” ธันวาเองก็พึ่งสังเกตเห็นรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำตามหน้าตามตัว ใจก็ห่วงอยู่หรอกแต่ก็จำใจต้องไล่ไปให้พ้นหน้า เพราะไม่อยากเจอและอยากลืมมันไป
“ยังไงก็ไม่กลับ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่ยอมกลับเป็นแน่
“บอกผมสิ จะให้ทำไงก็บอกกันมา อย่าหายเงียบไปแบบนี้ ผมกลัว กลัวจะไม่ได้เจอกันอีก” ธันวาไม่หยุดฟังคำพูดใดๆ เอาแต่ผลักไสคนร่างใหญ่ไปให้พ้น จังหวะที่กำลังหันหลังกลับเข้าตัวบ้าน คนร่างใหญ่ฉวยโอกาสนั้นใช้สองแขนโอบเอว แล้วดึงเข้าหาลำตัวของตนโดยไม่สนว่าอีกคน จะพยายามดิ้นรนเพื่อต้องการหลุดจากพันธนาการนั้น เขาแนบแก้มกับใบหน้าเนียน พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหว่านล้อมดูเชิงของอีกฝ่าย
ภู่กันต์ : คิดถึง (สองคำสั้นๆที่เป็นที่สุดของความรู้สึก เขาไม่ได้เพียงแค่พูด แต่กำลังแสดงความรู้สึกนั้นจริงๆ)
ธันวา : อย่ามาเนียน ฉันไม่มีอะไรจะคุยด้วย
ภู่กันต์ : ไม่มีได้ไง ยังไม่ได้คุยกันสักคำ
ธันวา : เรื่องของเราหยุดมันไว้แค่นี้เถอะ
ภู่กันต์ : ที่พูดนี่มั่นใจแล้วหรอ ไม่รักผมแล้วหรอ
ธันวา : เอ่อ ถึงยังไม่เลิกรักตอนนี้ แต่เดี๋ยวก็ลืมได้เองแหละ
ภู่กันต์ : ง่ายอย่างงั้นเชียว ก็เพราะว่าไม่ได้จริงจังล่ะสิ
ธันวา : ไม่ใช่ไม่จริงจัง แต่ไม่รู้จะจริงจังยังไง
ภู่กันต์ : จะเลิกให้ได้ว่างั้น
ธันวา : เออ (เขาตอบกระแทรกเสียงกลับ)
ภู่กันต์ : ถามไปงั้นแหละ ไม่ยอมเลิกหรอก
“นายไม่เป็นฉัน นายไม่รู้หรอก” ธันวาหลุบตาลงต่ำศอกแหลมถูกกระทุ้งไปด้านหลัง จนคนร่างใหญ่ถึงกับขดตัวงอด้วยความเจ็บ เมื่อหลุดจากวงแขนแล้วก็รีบปิดประตู เดินหนีหายขึ้นห้องไป
ก๊อกๆๆๆ ปังๆๆๆ มือหนาทั้งเคาะทั้งทุบประตูไม้แทบพัง ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะถูกเปิดออก
“เอาไงดีว่ะ หรือจะรอย่ากลับมา ไม่ได้ดิ ร้อนใจหมดแล้วเนี่ย” ภู่กันต์เดินวนบริเวณหน้าประตูไปมา ใช้สมองทั้งหมดที่มีคิดหาวิธีง้ออีกคนให้ได้ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องเป็นฝ่ายง้อ
“นี่กูผิดหรอว่ะ...เออกูเป็นต้นเหตุเลยนี่หว่า” การง้อธันวาเป็นเรื่องที่ยาก ฉะนั้นแล้วต้องเอาให้อยู่ในทีเดียว
“แล้วจะทำไงดี” ภู่กันต์นั่งที่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน สงบจิตใจลงคิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง หลังจากที่ใช้ความคิดจนหัวคิ้วขมวดเป็นปม
“เอ้ออออ อย่างมู๋ธันต้องโดนแบบนี้ ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนิ ไปให้สุดเลยละกัน” พอใช้สมองอยู่นานก็คิดวิธีจัดการธันวาออก
ธันวายืนมองคนร่างใหญ่จากระเบียงบ้านด้านบน พอเห็นว่าอีกคนเริ่มดูสงบลงจึงกลับมานอนเล่นมือถือที่เตียง หลังจากไม่ได้จับโทรศัพท์มาทั้งวัน
สวัสดีครับทุกคน ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผม...รักมู๋ธันครับ ใช่ทุกคนฟังไม่ผิด แต่ตอนนี้อยากให้ทุกคนช่วย ง้อคนบนบ้านให้ที ผมไม่รู้จะง้อท่าไหนละ
ตุบ! ขณะที่ภู่กันต์ไลฟ์สดอยู่นั้นจู่ๆก็มีกระดาษที่ถูกขย้ำเป็นก้อนกลมๆ ถูกปาจากด้านบนมาโดนที่หัวของคนที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่หน้ากล้อง
“ไอ้กันต์ หยุดไลฟ์เดี๋ยวนี้นะ” ธันวาชี้หน้าตระคอกเสียงดัง แต่ถูกภู่กันต์แพลนกล้องมายังตนจึงรีบหลบเข้าห้อง
ผมขอหยุดไลฟ์ไว้แค่นี้นะครับ บาย ไลฟ์สดไม่กี่นาที พูดไม่กี่ประโยค แต่มีผู้เข้าชมเป็นหลักหมื่นปลายๆ อีกทั้งคอมเมนต์อีกหลายพัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอ่าน เพียงแต่ทำไปเพราะเป็นการบังคับธันวาให้มาเปิดประตูเพื่อหยุดยั้งเขา
“บอกให้หยุดไลฟ์ไง เฮ้ย!” ธันวาเปิดประตูยังไม่ทันเต็มบาน ก็ต้องถอยร่นเพราะถูกคนตัวใหญ่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างโปร่งถูกรวบตัวพาดบ่าพาไปยังห้องนอน ปัง! เสียงประตูถูกกระแทรกปิดตามมาด้วยเสียงลงกลอนลูกบิด ธันวาถูกแขนใหญ่เหวี่ยงลงเตียงโดยไม่ทันตั้งตัว การจู่โจมแบบรวดเร็วนี้อยากต่อการขัดขืน เขาถูกคนร่างใหญ่คร่อมทับไว้ มือทั้งสองข้างถูกตรึงเหนือศีรษะ ธันวาเบือนหน้าหลบการจู่โจมของริมฝีปากหนา แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผลเพราะไม่ว่าเขาจะหันไปทางไหน ใบหน้าอีกคนก็ตามติดไม่ลดละ ภู่กันต์กระหน่ำจูบ หอม จุมพิต จนหายใจกันแทบไม่ แม้สมองจะต้านทานการจู่โจมนี้เท่าไหร่ แต่ร่างกายกลับไม่ปฏิบัติตาม หัวใจที่เต้นระรัวแทบทะลุอก มันหวิวๆตามการกระทำของอีกฝ่าย เสียงหายใจหอบกระเส่าของทั้งคู่ดังจนแทบทะลุประตูห้อง ธันวาหลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มกับรสจูบสุดดูดดื่ม ปล่อยตัวให้ไปตามความต้องการของใจ
“ย่าเสียงดัง ดึกๆๆดังมาจากห้องคุณธัน พริกกี้ไปดูให้นะ” บ้านที่ชั้นสองเป็นพื้นไม้ แม้แต่เสียงเดินยังดังจนคนข้างล่างได้ยิน ฉะนั้นแล้วเสียงอย่างอื่นคงไม่ต้องพูดถึง เสียงที่ได้ยินจึงดึงความสนใจเด็กสาวแรกรุ่นอย่างพริก จนต่อมความอยากรู้อยากเห็นสั่นระริก เด็กพริกวางมีดหั่นผักลง เตรียมจะลุกไปตามงานที่ตนเพิ่งเสนอ แต่โดนย่าดวงแขดึงแกละไว้
“ไม่ต้อง กะหล่ำที่ให้หั่นนะเสร็จหรือยัง” ตามมาด้วยเสียงสวดอีกยกหนึ่ง จึงทำได้เพียงเอียงคอฟังนั่งหน้างออยู่หน้าเขียง
“ลองชิมดูสิ น้ำพริกเผา ย่าทำสุดฝีมือเลยนะ” ย่าดวงแขตักน้ำพริกเผาใส่จานข้าวให้ภู่กันต์ได้ลิ้มลอง
“อื้อ อร่อยที่สุดที่เคยกินมาเลยครับ” ใช่ว่าชายหนุ่มจะพูดเพื่อเอาใจคนแก่ แต่รสมือเรื่องทำน้ำพริกของย่าดวงแขนี่ ลือกระฉ่อนกันไปทั่วย่านนี้
“ตอแหล” ธันวาเพียงทำรูปปากเป็นคำพูดโดยไม่ออกเสียง แต่เหมือนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามจะรู้ความหมายดี ถึงได้ทำหน้าทำตายอกย้อนกลับ เมื่ออีกคนทำเป็นไม่สนใจชายหนุ่มจึงเตะเท้าไปที่ฝั่งตรงข้าม จนคนที่ทำหน้าล้อเลียนเมื่อครู่มองกลับตาเขียว ปากเรียวกระจับฉีกยิ้มเล็กน้อยรู้สึกพอใจที่ทำให้ภู่กันต์เจ็บตัวได้
“เมื่อกี้พริกกี้ได้ยินเสียงดังมาจากด้านบนนะค่ะ” เด็กพริกวางแก้วน้ำข้างๆธันวา ถามออกมาด้วยความอยากรู้ตามประสาเด็ก
“เอ่อ” ธันวาอ้ำอึ้งมีท่าทีสีหน้าเลิกลั่กไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่มองไปทางภู่กันต์ที่ยิ้มเย้ยรออยู่ ชายหนุ่มจึงใช้เท้าเตะขาอีกฝ่ายอีกรอบ เป็นการโยนให้อีกฝ่ายช่วยตอบ และยังใช้สายตาข่มไว้เผื่อชายอีกคนอยากอธิบายอะไร ที่ยากเกินความเข้าใจของคนแก่และเด็ก
“หนู ที่ห้องมีหนูตัวเบอเร่อเลย พี่ก็เลยเหวี่ยงหมูตัวนั้นไปที่เตียง แล้วก็...อ๊ะ!” อันที่จริงก็แค่แกล้งยั๋วก็เท่านั้น แต่ดูเหมือนช่วงนี้ธันวาจะอารมณ์ขึ้นง่ายไปหน่อย ยังไม่ทันไรก็ถูกแตงกวายัดปากเสียแล้ว
“ห๋า! หมูหรอจ๊ะ” เด็กน้อยเบิกตากว้างมองหน้าธันวาสลับกับภู่กันต์ ออกจะน่าเหลือเชื่อไปหน่อยหมูมันควรอยู่ในคอกไม่ใช่หรอ
“หนู ฟังผิดแล้ว” ธันวาย้ำเสียงสูงแถมฟาดด้วยสายตาค้อนชุดใหญ่ใส่คนตรงหน้า
“แล้วที่คอคุณกันต์ไปโดนอะไรกัดหรอจ๊ะ ตอนที่มาพริกกี้ยังไม่เห็นเลย” รอยช้ำเขียวๆที่ลำคอดูเด่นชัดจนเด็กเกิดความสงสัย
“ยุงกัด” ถึงคราวที่ภู่กันต์จะอ้าปากแต่ธันวาตอบโพล่งขึ้นมาเสียงดัง หน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก ก้มหน้าก้มตากินข้าวในจาน ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาย่า
“โห! ย่าจ๋ายุงบ้านเรามันตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ แล้วฉันจะไม่โดนมันกัดเอาหรอ” เด็กน้อยดูมีทีท่าหวาดกลัวจริง ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด
“เอ็งนี่ ถามเยอะจริง หลานข้าจะได้กินกันไหมวันนี้” ย่าดวงแขแกล้งเอ็ดเด็กพริกไปแต่ก็อดขำไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นหลานชายเสียอาการแบบนี้มาก่อน ถึงทั้งสองจะดูเหมือนกัดกันไปมาแต่ก็น่ารักดีมีสีสันไปอีกแบบ
“คืนนี้ผมขอนอนที่นี่นะครับ” ภู่กันต์หันไปอ้อนหญิงชรา เพื่อจะขอนอนกับหลานชายของย่าดวงแข
“ไม่ได้” ย่ายังไม่ได้เอ่ยปากอะไรก็ถูกธันวาบอกปัดเสียแล้ว
“ทำไมละลูก มันดึกแล้วนอนที่นี่แหละ” เป็นธันวาที่หน้างอแม้ปากจะปฏิเสธในตอนแรก แต่เมื่อย่าอนุญาตเขาก็ไม่ได้ค้านต่อ
“ขอบคุณครับ” ใบหน้าคมยิ้มจนหน้าบานเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่
“ว่าแต่ชื่อพริกเนี่ยใครตั้งให้หรอ น่ารักไม่ซ้ำใคร” ภู่กันต์หันไปคุยเล่นกับเด็กพริกที่รอเก็บกวาดโต๊ะอาหาร
“ไม่เห็นจะน่ารักเลย หนูโดนคนอื่นล้อไปทั่ว เปลี่ยนเป็นพริกกี้ให้หน่อยก็ไม่ได้” เด็กพริกเมื่อพูดถึงชื่อที่ย่าดวงแขตั้งให้ ก็เกิดอาการหน้างอคอหักขึ้นมาทันที
“พริกกง พริกกี้อะไรของเอ็ง เรียกยากจะตาย นักพริกนี้แหละดีแล้วเหมาะกับเอ็ง”
“ที่มาของชื่อนั่นก็เพราะตอนเด็ก ย่าไปเจอมันนอนถูกมดกัดร้องแหกปากอยู่ในสวนพริก ก็เลยรับมันมาเลี้ยงแล้วก็ดูแลจนป่านนี้นี่แหละ” ย่าหันมาอธิบายความเป็นมาของเด็กพริก ที่อยู่ในความดูแลของตนให้ภู่กันต์ฟัง
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่กันต์เรียกให้เอง น้องพริกกี้” ชายหนุ่มใช้เสียงสองเรียกชื่อจนเด็กน้อยเขินตัวบิด ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจกับความสุขเล็ก ในบ้านสวนหลังน้อยกับค่ำคืนที่สุดแสนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
ภู่กันต์โอบกอดร่างโปร่งจากด้านข้างที่นอนพิงพนักเตียงเขี่ยมือถืออยู่
“ทำอะไรของนาย ยิ่งทำยิ่งแย่” มือเรียวเลื่อนหน้าจอ อ่านความคิดเห็นชองชาวเน็ตไปบ่นไป
“แย่ตรงไหนไม่มีใครเมนต์ด่าหรือว่าอะไรนิ” จมูกโด่งถูกกดลงกับแก้มเนียนเบาๆ เห็นธันวาไม่ว่าอะไรก็เอาใหญ่
“ฉันไม่ได้หมายถึงแฟนคลับ ฉันหมายถึงคุณพิไลต่างหาก” เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยกับความรักของทั้งคู่ คือคนเป็นแม่นี่สิที่เป็นปัญหา
“เราสู้ไปด้วยกันได้ไหม อย่าทิ้งกันไปแบบนี้ ผมใจคอไม่ดี” ธันวาใจอ่อนกับความขี้อ้อนของคนตัวใหญ่ ที่ดูเหมือนจะใหญ่แต่ตัว มือเรียวลูบใบหน้าคมพร้อมกับมอบจุมพิตที่ปากหนึ่งจุ๊ฟ ยิ้มจางๆของร่างโปร่งบอกให้อีกคนรู้ถึงความกังวลใจ ภู่กันต์ยิ่งกระชับวงแขนมากขึ้น ให้คนในอ้อมกอดมั่นใจว่าเขาจะอยู่ตรงนี้ จะกอดไว้แบบนี้ไม่ยอมปล่อย
“แล้วผู้หญิงในรูปเป็นใคร?” ปากเรียวถามถึงความสัมพันธ์ของหญิงสาวที่ภู่กันต์โอบในรูป
“ทำไม หึงหรอ” คนร่างใหญ่ทำหน้ายียวนกวนประสาท แสร้งถามเผื่อจะได้คำตอบที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย
“หึงห่าอะไร” ไม่พูดเปล่ายังมองตาขวางอีก
“พริ้นไงมู๋ธันจำไม่ได้หรอ”
“ น้องสาวคนสวยของผมไง” เขาหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นว่าอีกคนทำหน้างง
“ที่ตอนเด็กตัดหน้าม้าเต่อๆนะหรอ” เหมือนธันวาจะเริ่มนึกออก
“ใช่” ภู่กันต์ช่วยยืนยันความทรงจำของคนรักอีกเสียง
“เฮ้ย! โตเป็นสาวแล้วสวยขนาดนี้เลยหรอ ต่างจากตอนนั้นลิบลับเลย แต่ยังชอบไว้ผมหน้าม้าเหมือนเดิมเลยนะ” ธันวามองสาวน้อยในรูปสลับกับใบหน้าคม
“ไม่เห็นจะเหมือนกันเลย” หญิงสาวในรูปที่หน้าตาดีเกินพี่ชาย ถ้าไม่ใช่ว่าเคยเจอตอนเด็กนี่ ไม่เชื่อเลยนะว่าเป็นพี่น้องกัน
“เอ้า ก็น้องพริ้นสวยหวานเหมือนแม่ ส่วนผมหล่อเข้มได้พ่อ อยากให้มู๋ธันได้เจอกับนางฟ้าตัวน้อยจัง แล้วจะหลงรักแบบหมดใจ” เป็นพี่น้องที่ต่างกันตั้งแต่สีผิว หน้าตาอาจจะดูคล้ายกันบางส่วน แต่ผิวผู้เป็นน้องสาวนี่ขาวโอโม่เลยก็ว่าได้ ยิ่งไว้ผมยาวปะบ่ายิ่งน่ารักไปใหญ่เลย สองหนุ่มพูดคุยหยอกเย้ากันจนดึกดื่น เหตุการณ์ครั้งนี้ช่วยทำลายกำแพงของธันวาไปได้หลายส่วน อย่างน้อยเขาก็ยอมรับและยอมรักแบบเปิดเผยได้มากขึ้น