บทที่10 ยอดอาชาไนยกลางฝูงสุนัข
เปรี้ยงงงงง เสียงดังสนั่นกึกก้องสะท้านไปทั่วบริเวณฝูงชนที่คับคั่งณ ลานชุมนุมของพรรคขอทานเหนือบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็ลานประลองอย่างเต็มตัวไปแล้ว ที่ใจกลางลานประลองปรากฎบุรุษสองผู้ที่กำลังห่ำหั่นสัประยุทธ์กันอย่างดุเดือดหนึ่งคือ หวงโจวเหยียน ศิษย์เอกของประมุขพรรคขอทานเหนือ และอีกหนึ่งเป็ศิษย์เอกของผู้าุโใหญ่แห่งป้อมปราการทวนทองนามไป๋หู่ พวกมันทั้งสองต่างโรมรันพันตู่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร หวงโจวเหยียนต่อยหมัดที่แฝงไว้ด้วยพลังญาณปาฏิหาริย์เข้าที่่อกของไป๋หู่ไป๋หู่เองก็ฟันฟ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยพลังญาณสีทองเข้มเฉียงลงมาต้านรับ หนึ่งรับแล้วรุกอีกหนึ่งเมื่อครู่รุกตอนนี้ต้องเปลี่ยนกลับเป็ฝ่ายรับ ไป๋หู่ฟันออกสองฝ่ามือ พร้อมทั้งหมุนกายตวัดเท้าเตะกลับหลังกระบวนท่ายิ่งใช้ออกยิ่งหนักหน่วง พลังญาณยิ่งมายิ่งเข้มแข็ง กดดันจนหวงโจวเหยียนต้องถอยร่นไปกว่าสิบก้าวสร้างความอับอายให้แก่มันนักเหล่าผู้คนจากพรรคขอทานเหนือเองก็ต่างหน้าชาไปครึ่งซีก เพราะว่าผู้ที่ถูกมองว่าอนาคตมีสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็ประมุขพรรคคนต่อไปตอนนี้กลับพลาดท่าให้เพียงรุ่นเยาว์หมายเลขสองของป้อมปราการทวนทอง แต่ทว่าก็มิใช่ทุกคนในพรรคขอทานเหนือที่รู้สึกเช่นนั้นยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มโดยเฉพาะเหล่าคนที่ถูกหวงโจวเหยียนหยามอัปยศ พวกมันกลับรู้สึกสาสมใจยิ่ง มันอยากเห็นชายหนุ่มจากป้อมปราการทวนทองฝากความอัปยศแก่หวงโจวเหยียนต่อหน้าทุกผู้ณ ลานชุมนุมนี้เป็ที่สุด ด้านหวงโจวเหยียนใบหน้าของมันเขียวคล้ำด้วยความโมโหและอับอายมันตัดสินใจดึงดาบหัวตัดอาวุธคู่กายออกมา เมื่ออาวุธปรากฎรัศมีรอบกายของมันก็เปลี่ยนแปลงไปพลังญาณปาฏิหาริย์ในกายถูกเค้นออกมาอย่างไม่ออมรั้ง นี่เป็พลังทั้งหมดของมัน มันมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าจะบดขยี้ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าได้
“ไป๋หู่ ข้าขอยอมรับในฝีมือเ้าว่าดีกว่าพวกเศษสวะอยู่บ้างแต่เ้าคงมาได้เพียงเท่านี้ กลับไปสำนึกเสียใจในคอกของเ้าเสีย ที่กล้าเสนอหน้ามาท้าทายพยัคฆ์เช่นข้า”
กล่าวจบหวงโจวเหยียนพลันพุ่งร่างเข้าหาไป๋หู่ด้วยความเร็วสูงสุดเสียงของร่างกายหวงโจวเหยียนที่แหวกฝ่าอากาศดังหวีดหวิวเสียดหู อากาศรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็หมุนวนเสียดแทง
“พี่โจวเหยียนในที่สุดก็ลงมือเต็มที่เสียทีเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
กล่าวจบในมือของไป๋หู่พลันเพิ่มมาด้วยทวนสีเงินยวงยาวหนึ่งวาเล่มหนึ่ง มันกำชับด้ามทวนไว้แน่น ปลายทวนชี้ออกทางด้านข้าง ท่วงท่ามั่นคงดุจขุนเขาพลังญาณที่ปลดปล่อยออกกลับรุนแรงบ้าคลั่งราวน้ำป่าไหลหลาก หวงโจวเหยียนที่เคลื่อนร่างเข้ามาใกล้ไป๋หู่รับรู้ถึงพลังสายนั้นคนต้องตื่นตระหนกขณะที่มันกำลังคิดจะหยุดสถานะการจู่โจมไว้พลันมีเงาทวนสีทองฟาดฟันลงมาที่เบื้องหน้าคนจึงตัดสินใจยกดาบหัวตัดฟาดฟันเข้าปะทะโดยตรง
เปรี้ยงงงงง! เสียงดังสนั่นราวอัสนีบาศฟาดลงยังผืนปฐี กระแสพลังของทั้งสองที่ปะทะกันต่างสะท้อนออกสู่รอบข้างเหล่าสมาชิกพรรคขอทานเหนือที่มุงดูอยู่ ต่างพากันเอามือปิดหู หลับตา และถอยหลังโดยพร้อมเพรียงอย่างมิได้นัดหมายเมื่อพวกมันเปิดเปลือกตาขึ้นเป็ต้องตกตะลึงระคนตื่นตระหนก เพราะที่กลางลานประลองมีหนึ่งคนที่ยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขาอีกผู้หนึ่งกลับนอนนิ่งจมกองเือยู่บนพื้น ผู้าุโป้อมปราการทวนทองเหยียดยิ้มที่มุมปากต่างจากเหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือที่นิ่งอึ้งกับเหตุการณ์เบื้องหน้า มีเพียงหัวหน้าสาขาหนึ่งของพรรคขอทานเหนือที่มันทั้งโกรธแค้นและอับอายแทนบุตรชายมันตวาดขึ้น
“เ้าเศษสวะบัดซบ”
กล่าวจบหัวหน้าสาขาหนึ่งบุคคลที่มีพลังญาณอยู่ในระดับกิจญาณ(ด่านวิถีแห่งพลัง) ขั้นที่หนึ่ง ผู้ที่คนในพรรคยกย่องและนับหน้าถือตามากที่สุดไม่แพ้ประมุขพรรคหรือผู้าุโ มันได้พุ่งเข้าจู่โจมใส่ไป๋หู่ด้วยพลังทั้งหมดที่มี ไป๋หู่ก็หาได้ตื่นใไม่มันยกทวนขึ้นหมุนควงเหนือศีรษะพร้อมทั้งรวมรั้งพลังญาณมาไว้ที่ทวนในมือ ทวนก็เปล่งแสงสีเหลืองเข้มและหมุนวนราวจักรผันดูสวยงามละลานตายิ่งแม้สีสันจะงดงามแต่อานุภาพกลับน่าหวาดหวั่น ทันทีที่มันตวัดปลายทวนลงรัศมีกดดันจากพลังสายนี้ทำให้หัวหน้าสาขาหนึ่งต้องร่างแข็งทื่อชั่วขณะก่อนที่คนจะฟาดกระบองคู่ที่แฝงด้วยพลังญาณเปี่ยมล้นออกต้านรับ
เปรี้ยงงงง!! หัวหน้าสาขาหนึ่งต้องกระเด็นถอยหลังถึงแปดก้าวคนจึงค่อยหยุดยั้งลงได้ แต่ไป๋หู่กลับยังยืนนิ่งที่จุดเดิมไม่เคลื่อนที่ออกไปแม้เพียงก้าวเดียวทั่วลานชุมนุมต้องนิ่งอึ้ง และรู้สึกอับอายอีกครั้ง ที่แม้ขนาดหัวหน้าสาขาอันเกรียงไกรยังมิอาจทำอันใดผู้เยาว์คนนี้ได้หัวหน้าสาขาหนึ่งก็กล่าวขึ้นด้วยความคับแค้นระคนอับอาย
“ประเสริฐ ผู้เยาว์แห่งป้อมปราการทวนทองถึงกลับมีพลังญาณ ระดับกิจญาณ ขั้นที่สอง ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตานัก ข้าคงต้องขอคำชี้แนะ”
“พอได้แล้ว” เสียงประมุขพรรคขอทานเหนือกล่าวตัดบทขึ้น จากนั้นท่านกล่าวต่อ
“เสิ่นคง เ้าไปดูมัน”
จางเสิ่นคง ผู้าุโใหญ่แห่งพรรคขอทานเหนือรับคำคราหนึ่งก่อนเดินไปตรวจดูอาการาเ็ของหวงโจวเหยียน เมื่อตรวจสอบและทำการรักษาอาการาเ็เบื้องต้นแล้วก็กล่าวขึ้น
“มันมิได้รับอันตรายถึงชีวิต”
หวงโจวเหยียนมันฟื้นคืนสติอยู่ก่อนแล้วจึงกล่าวขึ้น
“ศิษย์ยังประลองต่อไหว”
ประมุขพรรคขอทานเหนือพลันตวาดขึ้น
“พวกเ้าสองพ่อลูกกลับมาได้แล้ว นี่ยังสร้างความอับอายไม่เพียงพออีกหรือ”
หัวหน้าสาขาหนึ่ง และหวงโจวเหยียนต่างต้องก้มหน้าเดินกลับไปด้วยความอับอายยิ่งไม่เพียงมันที่อับอาย ทั่วทุกผู้ในพรรคขอทานเหนือต่างต้องรับร่างแหนี้ไปด้วย และถึงแม้คนบางกลุ่มจะรู้สึกสาสมใจที่หวงโจวเหยียนโดนหยามอัปยศแต่พวกมันเช่นไรก็เป็ส่วนหนึ่งในพรรคขอทานเหนือ ดังนั้นจึงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่มากนัก
ผู้าุโใหญ่แห่งป้อมปราการทวนทองยกยิ้มที่มุมปากคล้ายคนที่กำลังพึงพอใจสุดประมาณทั้งแววตาที่ส่งออกมาแสดงถึงแววเหยียดหยามดูแคลนยิ่ง จากนั้นมันได้กล่าวขึ้น
“ท่านประมุขพรรคขอทานเหนือ ต้องขออภัยแทนศิษย์ไม่เอาไหนของข้า ที่มันล่วงเกินศิษย์และหัวหน้าสาขาของท่าน”
ไป๋หู่ก็กล่าวเสริมขึ้น
“ท่านผู้าุโ หากข้ารู้ว่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์พรรคท่านอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ข้าคงออมมือให้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง….. อ้อ งานประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธในครั้งนี้คงน่าเสียดายที่พรรคขอทานเหนือจะไม่มีผู้เข้าร่วมประลองแต่ว่าก็ถือเป็เื่ดีนะ เพราะถึงเข้าร่วมไปก็คงเป็ได้เพียงตัวตลกในงานประลองเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าและศิษย์ก็ขออำลาแล้ว”
เมื่อหนึ่งอาจารย์หนึ่งศิษย์แห่งป้อมปราการทวนทองกล่าวจบกลับจุดชนวนความคับแค้นให้แก่เหล่าสมาชิกพรรคขอทานเหนือยิ่ง พวกมันต่างพากันขบเคียวเขี้ยวฟันจนเืแทบซึมออกมาจากปากบางคนถึงขั้นกำชับอาวุธแน่นเตรียมพุ่งทะยานออกไปต่อสู้พิสูจน์ฝีมือให้รู้แล้วรู้รอดแต่พวกมันเมื่อมิได้รับคำสั่งใดจากประมุขพรรค ก็มิอาจเคลื่อนไหวโดยพละการได้ แต่ก็มีบุคคลผู้หนึ่งที่มิได้สนใจอันใดมันก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ มือก็ปัดฝุ่นบนหน้าอกไปมาอย่างแ่เบา ปากก็กล่าวขึ้นมาโดยไม่รู้สึกรู้สา
“เ้าบอกว่าพี่ชายของเ้านั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเ้าทั้งยังเป็ตัวแทนของป้อม….เอ่อ ป้อมอะไรซักอย่างที่จะร่วมประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธใช่หรือไม่”
ไป๋หู่พลันชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองยังต้นเสียงพบว่าผู้กล่าวกลับเป็บุรุษหนุ่มที่เมื่อครู่ยังอยู่ใต้ฝ่าเท้าของบุรุษรูปร่างเตี้ยล่ำนั่นมันแสยะยิ้มแล้วกล่าว
“เศษสวะ ที่แม้แต่เศษสวะอีกตัวยังจัดการได้โดยง่ายมีสิทธิ์เสนอหน้ากล่าวถามอยู่หรือ”
“ก็ไม่มีอะไรห้ามข้าเสนอหน้าเสียหน่อยหรือเ้าตาบอดหูหนวกไปแล้ว”
ฮ่าาาาาา เสียงหัวเราะครืนของเหล่าสมาชิกพรรคขอทานเหนือดังระงมขึ้นพวกมันต่างครุ่นคิดว่า แม้ฝีมือและสติของชายหนุ่มผู้นี้จะไม่ค่อยดี แต่ฝีปากของมันกลับเผ็ดร้อนยิ่งนักไป๋หู่เองเมื่อมันถูกผู้ที่เป็เศษสวะผู้หนึ่งต่อปากต่อคำโทสะที่น้อยครั้งจะมีพลันเริ่มลุกโหมขึ้นมันกล่าวออกมาข่มกลั้น
“หากเศษสวะเ้ายังมิอยากเจ็บตัวก็โขกศรีษะขออภัยบิดาซะ”
“บิดาข้าตายไปแล้ว หรือเ้าเป็ิญญาของท่านผู้เฒ่า”
“ฮ่าาาาาาา” เสียงหัวเราะดังสนั่นของเหล่าสมาชิกพรรคขอทานเหนือส่งผลให้โทสะของไป๋หู่ที่อดกลั้นไว้พลันะเิออกทันทีมันพุ่งร่างเข้าหาชายหนุ่มฝีปากกล้าเบื้องหน้า ซึ่งก็คือเฟยหลงนั่นเอง ไป๋หู่รวมรั้งพลังญาณมาที่ฝ่ามือถึงเจ็ดส่วนจากนั้นฟาดออกไปที่บริเวณหัวไหล่ของเฟยหลงทำให้ผู้คนของพรรคขอทานเหนือต่างอุทานออกมาโดยพร้อมเพรียง บางคนถึงกลับหลับตาลงเพราะไม่อาจทนดูเื่น่าสมเพชที่จะเกิดขึ้นที่เบื้องหน้าได้เมื่อเหตุการณ์ลุกลามถึงขั้นนี้ประมุขพรรคขอทานเหนือก็ไม่นิ่งเฉย ท่านเตรียมพุ่งเข้าหยุดยั้งสถานะการโจมตีของไป๋หู่แต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกลพอสมควรทำให้ท่านมิอาจไปถึงโดยทันท่วงทีได้ ฝ่ามือไป๋หู่ที่ฟาดลงปรากฎแสงสีเหลืองเข้มและมีพลังกดดันที่หนักหน่วงขณะที่ฝ่ามือจะจู่โจมมาถึงร่างของเฟยหลง เฟยหลงพลันตวัดนิ้วออกต้านรับอย่างรวดเร็ว
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
ปรากฎลำแสงสีทองพุ่งเข้าปะทะกับพลังฝ่ามือเปรี้ยงงงง!!! เสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พลังสองสายที่ปะทะต่างผลักดันกันออกไปยังบริเวณรอบข้างไป๋หู่ที่เมื่อครู่พุ่งเข้าหาเฟยหลงกลับต้องกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวค่อยหยุดนิ่งลงผ่านไปเนิ่นนานบริเวณโดยรอบที่เมื่อครู่ยั่งปั่นป่วนไปด้วยพลังสองสายก็นิ่งสงบลง เช่นเดียวกลับทุกผู้คนที่ต้องนิ่งอึ้งบางคนถึงกลับปากอ้าตาค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“นี่ข้าตาฝาดไปหรือไม่ ที่เมื่อครู่เ้าหนุ่มเสียสตินั่นปล่อยลำแสงออกมาต้านทานเ้าหนุ่มป้อมปราการทวนทองไว้ได้”
“หรือว่าข้ากำลังฝัน”
“โอ้ยยย เ้าตบหน้าข้าทำไม”
“ข้าเพียงทดสอบดูว่าไม่ได้อยู่ในความฝันจริงๆ”
“เหตุใดไม่ทดสอบตัวเ้าเองเล่า”
“ไม่เอา… เดี๋ยวเจ็บ”
“นี่มันเป็ผู้ฝึกญาณด้วยหรือ”
“ทั้งยังเก่งกาจถึงเพียงนี้”
“ที่แท้กลับปกปิดพลังฝีมือที่แท้จริงข้ารู้สึกอับอายยิ่งนักที่เคยดูถูกมัน”
“เ้าอย่าพูดเสียงดัง เพราะมันทำให้ข้ารู้สึกอับอายไปด้วย”
ประมุขพรรคขอทานเหนือหยุดยั้งฝีเท้าลงก่อนยืนนิ่งจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างลึกล้ำจากนั้นท่านก็หันหลังเดินกลับไปนั่งลงยังตำแหน่งเดิมจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ไป๋หู่ยืนนิ่งจ้องมองฝ่ามือที่มีรอยไหม้สีดำวงเล็กๆจากนั้นเบนสายตามายังเฟยหลง ปากพลันกล่าวขึ้น
“ที่แท้ในดงสุนัขกลับมีพยัคฆ์ซ่อนอยู่มิทราบว่าจะช่วยชี้แนะข้าให้ได้เปิดหูเปิดตาได้หรือไม่”
ผู้าุโแห่งป้อมปราการทวนทองที่นิ่งเงียบมาชั่วครู่พลันกล่าวตัดบทขึ้น
“หู่เอ๋อ ไปกันเถอะเ้าอย่าได้ก่อเื่วุ่นวายแล้ว”
ไป๋หู่แม้มีท่าทีไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของอาจารย์มันจึงกล่าวกับเฟยหลงว่า
“ทีแรก ข้าคิดที่จะไม่เข้าร่วมการประลองเพราะยังไงก็สู้พี่ชายตนเองไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว…… ข้าจะรอตัดสินความเลื่อมล้ำกับเ้าที่นั่น อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียล่ะ”
กล่าวจบพวกมันศิษย์อาจารย์ก็ได้เดินทางออกจากลานชุมนุมของพรรคขอทานเหนือไปเมื่อเดินออกมาได้ไกลโขไป๋หู่จึงกล่าวถามอาจารย์มันขึ้น
“อาจารย์ เมื่อครู่ท่านทำไมถึงไม่ปล่อยให้ศิษย์ประลองกับมัน”
“เ้ามั่นใจรึว่าจะเอาชนะมันได้”
“ศิษย์ไม่มั่นใจ”
“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้วที่ยังไม่สู้ในตอนนี้ยังมีเวลาอีกสามเดือนที่ข้าจะฝึกให้เ้าเหนือล้ำกว่ามัน”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
ณ ลานชุมนุมของพรรคขอทานเหนือสายตาของทุกผู้ต่างจับจ้องไปที่เฟยหลง แต่สายตาครั้งนี้กลับมิใช่สายตาที่เหยียดหยามเช่นดั่งเคยเป็ลี่ซาแป๊ะที่วิ่งเข้ามาหาเฟยหลงก่อนสอบถามด้วยความตื่นเต้น
“เฟยหลงเ้าเป็ไรหรือไม่… จะจเ้าถึงกลับเป็ผู้ฝึกญาณมิน่าเชื่อเลยจริงๆ”
“ข้าไม่เป็ไร”
ประมุขพรรคขอทานเหนือ ปั๊กลอเอี้ยงหลังจากที่จ้องมองเฟยหลงอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
“เอาล่ะ สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ต้องยกความดีความชอบให้เ้าที่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงให้แก่พรรคคืนได้ถึงแม้เ้าจะพึ่งเข้าสู่พรรคได้เพียงไม่นานข้าก็อยากมอบสิ่งตอบแทนแก่เ้า…..เ้ามีนามว่าอะไรนะ”
“ข้ามีนามว่า เฟยหลง”
“เฟยหลง ข้าขอแต่งตั้งเ้าให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาสิบสามนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป”
“ให้ข้าเป็หัวหน้าสาขาสิบสาม”
“มิผิด อีกทั้งการประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธในอีกสามเดือนข้างหน้าข้าขอมอบหมายให้เ้าเป็ตัวแทนพรรคเข้าร่วมประลอง”