บทที่ 32 มุมมองที่ต่างไป
เซวียนเฟยหรง และจิวฮวาเข้ามานั่งรอชมการแสดงต่อในห้องรับแขกของวังองค์ชายรอง
จากนั้นเซวียนเฟยหรงก็กระซิบบอกสีจิวฮวาให้ช่วยไล่นางกำนัลออกไปจากห้อง เพราะมีเรื่องที่ต้องการคุยกันสองคน เมื่อนางกำนัลจากไปแล้ว เซวียนเฟยหรงจึงหันมาพูดคุยกับจิวฮวาด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรื่องนี้เจ้าจะจัดการต่อไปเช่นไร” เซวียนเฟยหรงเอ่ยถาม
“หม่อมฉันต้องการให้คนของเสด็จพี่ไปขู่องค์รักษ์ผู้นั้นที่หลับนอนก็เสิ่นหมิงฮวาว่าพวกเขาเป็นคนรักกันอยู่ก่อนแล้ว แล้วจากนั้นให้คนของเสด็จพี่ไปขโมยผ้าเช็ดหน้า หรือหยก หรืออะไรก็ได้ที่เป็นของส่วนตัวของเสิ่นหมิงฮวามาเพื่อเป็นหลักฐาน หม่อมฉันตั้งใจจะมอบสมรสให้ทั้งสอง เพราะหากไม่จัดการเช่นนี้ ใต้เท้าเสิ่น อาจทำเพียงส่งตัวเสิ่นหมิงฮวาไปอยู่ที่ต่างเมือง รอเรื่องเงียบแล้วก็รับตัวนางกลับมาก็ได้ เราต้องทำให้เสิ่นหมิงฮวาแต่งงานไปเสียเพคะ” จิวฮวาเล่าแผนการให้เซวียนเฟยหรงฟัง
เซวียนเฟยหรงมีสีหน้าลำบากใจ เขาหลุบสายตาลงมองไปยังมือทั้งสองข้างของตน เมื่อจิวฮวาเห็นดังนั้นก็เกิดรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที “อย่างไรกันเพคะ หรือเสด็จพี่อยากรับนางเข้ามาเป็นชายารอง”
เมื่อได้ยินเสียงแหวจากคนตรงหน้าเซวียนเฟยหรงก็หน้าถอดสีทันที เขารีบคว้ามือบางของคนตรงหน้าเข้ามากอบกุม “ไม่ใช่เช่นนั้น หากแต่ข้า… ข้าไม่มีกำลังคนที่ไว้ใจได้ไปทำเรื่องที่เจ้าว่า ตัวข้ามีเพียงองค์รักษ์เงาแค่ 10 คนเท่านั้น และพวกนั้นส่วนหนึ่งก็ออกไปสืบข่าวบางเรื่องอยู่ บางส่วนยังต้องอยู่ที่นี่เพื่อรักษาความปลอดภัย ดังนั้น….”
จิวฮวาจ้องมองหน้าเซวียนเฟยหรงด้วยความตกตะลึงขึ้นมาทันที “อะไรกันเพคะ เสด็จพี่เป็นถึงองค์ชายรอง แถมที่ปัญญาอ่อนก็ไม่ได้เป็นจริงๆเสียด้วย เสด็จพี่ไม่มีกองกำลังลับๆไว้คอยใช้งานเลยหรือเพคะ”
เซวียนเฟยหรงนั้นอยากจะตะโกนกลับไปเสียเหลือเกินว่า ก็เมื่อก่อนเขาทำเพียงใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ทำตัวปัญญาอ่อน ก็ไปหมกตัวอยู่ในกระทรวงการวิจัยเวทมนต์ เขาถูกวางตัวให้ห่างจากเกมส์ชิงบัลลังก์อย่างชัดเจน แตกต่างกับเซวียนเฟยหลินผู้เป็นน้องชายที่ถึงแม้จะป่วย แต่ก็ยังคงช่วยงานเบื้องหลังองค์รัชทายาท ทำให้พอมีกองกำลังของตนเองบ้าง เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าควรจะมีกองกำลังบ้างเมื่อตอนที่ระลึกชาติได้ แต่เวลามันก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิน บวกกับภาพลักษณ์ที่ปัญญาอ่อน เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหากำลังคนมาจากที่ใด และใครบ้างที่พอจะไว้ใจเปิดเผยให้รู้ได้ว่าเขาเป็นคนปกติดี
“ตั้งแต่เด็กข้าถูกกันอยู่ภายนอกเกมส์การเมืองอย่างชัดเจน จึงไม่เคยได้รับกำลังทหารเป็นของตนเองเลย นอกจากเสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสด็จพี่ และเฟยหลินแล้ว ก็มีเพียงองค์รักษ์เงาทั้ง 10 เท่านั้นที่ทราบว่าข้าไม่ได้ปัญญาอ่อน เสด็จแม่ไม่ต้องการให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และเข้ามาในวังวนการต่อสู้นี้” เซวียนเฟยหรงกล่าวอธิบายเสียงอ่อน
จิวฮวาเหลือกตามองฟ้าก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเสียงยาว “เสด็จแม่ทรงรัก และปกป้องพระองค์มากจนเกินไปแล้วเพคะ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาจึงไม่สามารถจัดการได้เช่นนี้”
แล้วจิวฮวาก็พาลไปนึกถึงเรื่องราวในนิยายขึ้นมา หากเหยียนฮองเฮาจะทรงรักเซวียนเฟยหรงให้น้อยลงหน่อย ให้เขาเรียนรู้ที่จะต่อสู้ด้วยตนเองบ้าง ไม่กางปีกปกป้องเขาไว้ด้วยหน้ากากความปัญญาอ่อน เซวียนเฟยหรงก็อาจจะไม่ต้องถูกหลอกเป็นเครื่องมือ หรืออย่างน้อยก็อาจจะมีกุนซือที่ไว้ใจได้อยู่ข้างกายคอยเอ่ยเตือนเขาได้ “ข้าว่าเสด็จแม่ทรงประมาทเกินไปจริงๆกับเรื่องนี้”
เซวียนเฟยหรงมองคนข้างกายด้วยสายตาสับสน แม้เธอจะกำลังต่อว่าเหยียนฮองเฮาผู้เป็นเสด็จแม่ของเขาเช่นเดียวกันกับเสิ่นหมิงฮวา หากแต่คำพูดนั้นช่างฟังแตกต่าง เสิ่นหมิงฮวาคอยด่าทอเสด็จแม่ที่ไม่รักเขา ไม่ปกป้องให้อำนาจเขา หากแต่จิวฮวากลับมองในมุมมองที่แตกต่าง เธอกลับมองว่าเพราะเสด็จแม่รักเขามากไป จึงกันเขาออกมาเช่นนี้
“พระองค์ทรงสนิทสนมกับองค์รัชทายาท หรือองค์ชายสามไหมเพคะ” จู่ๆจิวฮวาก็เอ่ยถามขึ้นมา
เซวียนเฟยหรงทอดสายตามองออกไปทางด้านนอกหน้าต่างที่เปิดอยู่ “นั่นสินะ ครั้งหนึ่งคงเคยสนิทกันมาก หากแต่วันหนึ่งเมื่อเติบโตมากขึ้น เสด็จพี่ และเฟยหลินต่างก็มีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ หากแต่ข้ากลับถูกกันให้ใช้ชีวิตไปวันๆ นานเพียงใดแล้วนะที่เราไม่ได้คุยกันเช่นในวันวาน ข้าเองก็จำไม่ได้”
จิวฮวามองใบหน้าด้านข้างของเซวียนเฟยหรงที่ทอประกายความโศกเศร้า และเดียวดายออกมาแล้วกระชับมือเขาแน่นขึ้น “งั้นเริ่มคุยตอนนี้ก็ยังไม่สายนี่เพคะ ชีวิตเรานั้นยังอีกยาวไกล อย่างปล่อยให้ทิฐิที่ไม่มีอยู่จริงมาบดบังมิตรภาพของพี่น้องเลยเพคะ พระองค์โชคดีนักที่วันนี้ยังมีพวกเขาเหล่านั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นองค์ฮ่องเต้ ฮองเฮา องค์รัชทายาท หรือแม้แต่องค์ชายสาม ทุกคนต่างก็ปกป้องท่านด้วยความรัก หาใช่เพราะความเกลียดนี่เพคะ ครอบครัวที่รักและอบอุ่นเช่นนี้ จะให้ความเข้าใจผิดมาบดบังมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้านะเพคะ”
เซวียนเฟยหรงมองสบตากับจิวฮวา แล้วก็นิ่งเงียบไป ภายใต้ดวงตาสีทองนั้นดูสุกสกวาวราวกับมีดวงดาวกำลังเต้นรำอยู่ภายใน เซวียนเฟยหรงนั้นอดที่จะถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้ “หากตอนนั้นมีคนพูดเช่นนี้กับข้า ข้าอาจจะไม่ได้ก่อเรื่องน่าเศร้าเช่นนั้นก็ได้”
จิวฮวาจ้องมองคนตรงหน้าด้วยอาการคิ้วขมวด เธออดสะดุดใจกับประโยคที่เขาพูดไม่ได้ จนต้องเอ่ยถามออกมา “พระองค์กลับชาติมาเกิดหรือเพคะ”
เซวียนเฟยหรงมองคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เขามองเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับค้นหาคำตอบ “เจ้า ทำไมเจ้าถึงรู้”
จิวฮวาคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “หากพระองค์ฟังเรื่องของหม่อมฉันแล้ว เรื่องของพระองค์ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพคะ แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องจัดการปัญหาตรงหน้านี้ก่อน พวกเรายังมีเวลาให้พูดคุยกันอีกเยอะนะเพคะ”
“ได้ ข้าจะขอความช่วยเหลือไปทางเฟยหลิน อย่างน้อยข้าก็เคยสนิทกับเขามากกว่าเสด็จพี่ ก็เป็นฝาแฝดที่โตมาด้วยกันนี่นะ” เซวียนเฟยหรงกล่าวอย่างคนที่ตัดสินใจได้แล้ว
แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงประกาศก็ดังขึ้นจากข้างนอก “องค์ชายรอง พระชายาเพคะ องค์ชายสามขอเข้าเฝ้าเพคะ”
จิวฮวาหันไปมองสบตาเซวียนเฟยหรง ก่อนที่จะคลี่ยิ้มอย่างให้กำลังใจเขาเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวออกมา “เชิญให้องค์ชายสามเข้ามาเถอะ”
องค์ชายสามถูกเข็นมาในรถเข็นไม้ โดยองค์รักษ์ผู้หนึ่ง องค์ชายสามนั้นแสร้งไอจนตัวโยน จิวฮวาเห็นดังนั้นจึงกล่าวไล่นางกำนัลให้ออกไป
เมื่อนางกำนัลออกไปแล้ว ภายในห้องก็เหลือเพียงเซวียนเฟยหรง เซวียนเฟยหลิน องค์รักษ์ของเขา และจิวฮวาเพียงเท่านั้น เซวียนเฟยหลินหันมามองหน้าจิวฮวาอย่างสำรวจ
จิวฮวาเองก็มองสังเกตุกลับเช่นกัน เซวียนเฟยหลินนั้นมีหน้าตาราวกับเซวียนเฟยหรงราวกับเป็นคนเดียวกัน หากแต่ผมของเซวียนเฟยหลินกลับเป็นสีเงินยาวสลวย และบรรยากาศของเขาก็ดูซับซ้อนยิ่งกว่าเซวียนเฟยหรงหลายเท่านัก บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนผู้นี้ผ่านแผนการทางการเมือง และเรื่องราวต่างๆมามากน้อยเพียงใด
เมื่อเซวียนเฟยหลินเห็นสายตาสำรวจโดยไม่ปิดบังของจิวฮวาเขาก็แกล้งไอออกมาเสียงดัง จนในที่สุดก็กลายเป็นไอจริงๆไป
เซียนเฟยหรงจึงกล่าวตัดจบสถานการณ์ที่น่าอึดอัดออกมา “เลิกเสแสร้งได้แล้ว ชายาเปิ่นหวางนางรู้ความจริงแล้วว่าข้าไม่ได้ปัญญาอ่อน”
เซวียนเฟยหลินจิบน้ำชาอึกใหญ่ก่อนที่จะเบิกตามองพี่ชายของตน “นางรู้หรือ?”
“ใช่เปิ่นหวางบอกนางเอง” เซวียนเฟยหรงกล่าว เขาไม่ต้องการให้เซวียนเฟยหลินระแวงจิวฮวา หากบอกว่านางรู้ได้ด้วยตนเอง
เซวียนเฟยหลินคลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินคำกล่าวของพี่ชายตนเอง “หม่อมฉันดีใจที่เห็นเสด็จพี่มีความสุขกับชีวิตสมรส อย่างไรเสียตระกูลสีนั้นก็สามารถไว้ใจได้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเซวียนเฟยหลิน เขาก็นึกย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้นชาติที่แล้ว เมื่อครั้งนั้นก็มีเหตุการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้น หากแต่ปฏิกิริยาของเซวียนเฟยหลินนั้นกลับเป็นไปด้วยความโกรธเคือง เขาถูกต่อว่าว่าทำอะไรไม่ระวังตัว
แล้วก็เป็นเสิ่นหมิงฮวาที่เข้ามากล่าวปลอบ เสียงหวานยังดังอยู่ในหูได้อย่างชัดเจน “องค์ชายสามคงอิจฉาเสด็จพี่ที่มีความสุขในชีวิตแต่งงาน ถึงได้พยายามทำลายมัน”
จริงๆแล้วที่ผ่านมาเขาอาจจะถูกปกป้องมากกว่าที่คิด การปกป้องที่เปรียบเสมือนการปิดหูปิดตาเขาจากโลกความเป็นจริง สุดท้ายมันก็ทำให้เขานึกถึงน้องสาวของเขา เซวียนเฟยหย่า น้องสาวที่อายุห่างจากพวกเขาถึง 8 ปี องค์หญิงใหญ่ที่ถูกเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมเช่นเดียวกันกับเขา
เซวียนเฟยหลินเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของผู้เป็นพี่ชาย แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “หม่อมฉันได้ยินจากคนที่มาแจ้งข่าวว่าวังของเสด็จพี่เกิดเรื่อง”
จิวฮวาบีบมือของเซวียนเฟยหรงเบาๆเป็นการให้กำลังใจ เมื่อนั้นเซวียนเฟยหรงจึงได้เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ที่เขาถูกวางยา โดยตลอดเรื่องมีจิวฮวาคอยช่วยกล่าวเสริมในสิ่งที่ตกหล่น รวมถึงกล่าวถึงแผนการที่จะจัดการกับเสิ่นหมิงฮวา
ในชีวิตใหม่นี้ เซวียนเฟยหรงตัดสินใจที่จะเดินในทางที่แตกต่าง บนความเชื่อที่แตกต่าง ชาติที่แล้วของเขาถูกใช้ไปกับความระแวง ความอคติ และความไม่เข้าใจ แต่ชาตินี้เขาจะลองใช้มันไปกับความเชื่อที่ว่าเขามีครอบครัวที่รัก และเชื่อใจได้ดู
ความอุ่นร้อนจากมือของจิวฮวาช่วยปลอบประโลมหัวใจของเซวียนเฟยหรง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งสองภพ ที่เซวียนเฟยหรงรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวภายในโลกในนี้