ความเงียบเข้าครอบงำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงนั้นจะตอบ “ข้า…คือผู้พิทักษ์ดินแดนพสุมายาและตำราหมื่นเข็มมายา ส่วนเ้าคือทายาทผู้ถูกเลือก”
“สิ่งที่เ้าพบเห็น ณ สถานที่แห่งนี้ เป็เพียงเสี้ยวหนึ่งของความจริง ดินแดนพสุมายาจะตอบรับเฉพาะทายาทสายเืแท้เท่านั้น หากเ้าปรารถนาจะไขความลับ จงก้าวผ่านบททดสอบเสียก่อน มิฉะนั้นเ้าจะไม่มีคุณสมบัติได้พสุมายาแห่งนี้”
เมื่อสิ้นคำ แสงสว่างรอบกายก็สาดส่องมาอีกครั้ง ทุ่งนา บ้านไม้ และูเาที่อุดมสมบูรณ์พลันสั่นไหวราวกับภาพมายา หลิวอวิ๋นเหยาสะดุ้งเฮือก สายตาของเธอฉายแววหวาดหวั่นและมุ่งมั่น โชคชะตาที่แท้จริงกำลังเริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้…
บรรยากาศในพสุมายาแปรเปลี่ยนไปทันที เสียงคลื่นบางเบาดังก้องขึ้นมาแทนความเงียบงัน เมื่อสติของหลิวอวิ๋นเหยากลับคืนมา เธอก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสีเงินที่ไหลต่างจากแม่น้ำทั่วไป แทนที่จะไหลไปข้างหน้า มันกลับไหลย้อนขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับสายน้ำทวน์
ผิวน้ำใสแจ๋วจนเห็นภาพสะท้อนเศษเสี้ยวของชีวิต
ด้านหนึ่งคือความทรงจำในวัยเด็ก ที่มีเสียงหัวเราะกับครอบครัว
อีกด้านหนึ่งคือปัจจุบันที่เธอพยายามที่เธอยึดมั่น
และที่ไกลออกไปในกระแสน้ำคือเงาแห่งอนาคต มันทั้งมืดมนและพร่าเลือน
เสียงของสายน้ำดังขึ้นในหัวใจ นี่ไม่ใช่เสียงใครอื่น แต่เป็เสียงของ ‘กาลเวลา’ นั่นเอง
“เ้าจะข้ามไปได้ก็ต่อเมื่อสละหนึ่งสิ่ง…
เ้าจะเลือกละทิ้ง อดีตที่รัก, ปัจจุบันที่ยึดถือ, หรืออนาคตที่ไม่อาจแน่ใจ”
หลิวอวิ๋นเหยาก้าวไปข้างหน้า น้ำเย็นจัดแผ่ซ่านขึ้นมาถึงเข่า แต่มันกลับไม่ใช่ความหนาวเย็น หากแต่เป็แรงกดทับจากความทรงจำที่ถาโถมเข้าสู่จิตใจ ราวกับกาลเวลากำลังบังคับให้เธอเลือก
หากละทิ้งอดีต เธอต้องเดินหน้าต่ออย่างไร้พันธนาการ
หากละทิ้งปัจจุบัน ความพยายามทั้งหมดจะกลายเป็เพียงความว่างเปล่า
หากละทิ้งอนาคต เธอจะไม่ได้รับคำทำนายใด ๆ ในอนาคต
เมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว แม่น้ำทั้งสายจะกลายเป็สะพานสีเงินพาเ้าข้ามไปอีกฝั่ง แต่รอยแผลจากสิ่งที่เสียสละไปจะฝังลึกอยู่ในิญญาไปตลอดกาลและไม่อาจหวนคืนมาได้อีก
เสียงกระซิบของกาลเวลาสะท้อนทั่วทั้งมิติอีกครั้ง
“เ้าต้องเลือกแล้ว… สละอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต”
ร่างของหลิวอวิ๋นเหยาแข็งค้างอยู่อย่างนั้น เท้าที่จมอยู่ในน้ำเย็นเยียบเริ่มกัดกร่อน แต่เธอกลับไม่กล้าที่จะก้าวต่อไป ภาพตรงหน้ายังคงวนเวียนไม่หยุด
ในสายน้ำ เธอเห็นภาพในวัยเด็ก เสียงหัวเราะของพี่ชายและน้องสาว มือที่อบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ที่วางบนบ่าของเธอ หากสละสิ่งนี้ไป เธอก็จะไม่เหลือรากฐานของตัวเองอีกแล้ว
ถัดไปเป็ภาพปัจจุบัน เพื่อนพ้องที่ยืนเคียงข้าง ครอบครัวที่ยังรอ และการต่อสู้ที่เธอทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ หากทิ้งสิ่งนี้ไป ทุกหยดเหงื่อและน้ำตาจะไร้ค่า
และเบื้องลึกสุดคือภาพอนาคตที่พร่าเลือนและไม่ชัดเจน บางครั้งคือรอยยิ้มแห่งชัยชนะ บางครั้งคือความสูญสลาย หากเลือกที่จะละทิ้งอนาคต เธอจะเดินต่อไปโดยไม่รู้เลยว่าจะมีสิ่งใดรออยู่ข้างหน้า
หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก กำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ
“ฉันจะเลือกได้อย่างไรดี…” น้ำเสียงสั่นพร่า “ทั้งอดีต…ปัจจุบัน… และอนาคตล้วนสำคัญ… อ๊ากกกกกกก”
หยดน้ำตาไหลลงมาผสมกับสายน้ำแห่งกาลเวลา ภาพทั้งสามพลันสั่นไหว ราวกับมันกำลังเย้ยหยันความอ่อนแอภายในใจของเธอ ทุกวินาทีที่ลังเลคือแรงกดทับและกัดกร่อนที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกาลเวลากำลังจะบดขยี้เธอให้แหลกสลายหากไม่ตัดสินใจ
เธอกัดฟันแน่น มองทั้งสามภาพสลับกัน ความรัก ความหวัง และความหมายของชีวิตกำลังฉีกเธอออกเป็ชิ้น ๆ
และนี่เป็ครั้งแรกที่หลิวอวิ๋นเหยาไม่มั่นใจเลยว่า หัวใจของตนเองอยากเลือกทางไหน
แต่ในที่สุด เธอก็จำต้องเลือก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นิ้วเรียวเอื้อมไปแตะภาพอนาคตที่พร่าเลือนและไม่ชัดเจน
เพียงไม่นาน ภาพอนาคตที่พร่าเลือนตรงหน้าซึ่งเต็มไปด้วยคำทำนาย โชคชะตาที่ถูกเขียนไว้ และเส้นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็ค่อย ๆ สลายเป็ละอองแสงในสายน้ำ
เสียงของกาลเวลาดังก้องขึ้น
“เ้าละทิ้งอนาคต…
เ้าจะไม่ได้รับคำทำนายใด ๆ ในอนาคตอีกต่อไป
แต่เ้าจะมีอิสรภาพ… และสิทธิ์ในการสร้างเส้นทางของตนเอง”
เธอจะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็เช่นไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นคงในใจ นั่นคือต่อให้ต้องแลกด้วยอนาคตที่พร่าเลือน เธอก็จะไม่มีวันละทิ้งรากเหง้าที่หล่อเลี้ยงตนเองมา
แม่น้ำสีเงินแตกตัวกลายเป็สะพานโปร่งใสที่ทอดไปยังท้องฟ้า ทุกย่างก้าวของหลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้ปรากฏเป็เส้นตรง แต่เป็ดวงแสงใหม่ที่ผุดขึ้นใต้ฝ่าเท้าทุกครั้งที่ก้าวเดิน ราวกับเธอกำลัง “เขียนอนาคตใหม่” ด้วยตัวเอง
“ฉันเลือกที่จะละทิ้งอนาคต… เพื่อสร้างวันพรุ่งนี้ด้วยมือตัวเอง”
แสงที่เคยส่องทางในสายน้ำจางหายไป ทว่ารอบ ๆ ตัวเธอกลับปรากฏฝูงนกสีเงินบินนำทาง ราวกับจักรวาลยอมรับการตัดสินใจของเธอและพร้อมเปิดโอกาสใหม่ที่ไม่เคยมีในชะตาเดิมแล้ว
เมื่อแสงจากบททดสอบแรกดับลง หลิวอวิ๋นเหยาก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงผ่านม่านหมอกเข้าสู่ห้องมืดที่กว้างใหญ่ กลางห้องนั้นมีแท่นศิลาเรียงรายอยู่สามแท่น แต่ละแท่นมี ‘ผู้าเ็’ นอนอยู่
แท่นที่ 1 เป็ชายหนุ่มที่มีเืท่วมอก สัญญาณชีพอ่อนแรงจนแทบจะหยุดได้ทุกขณะ
แท่นที่ 2 เป็หญิงสาวมีาแที่แขนข้างหนึ่ง แต่เธอกลับร้องโอดโอยราวกับได้รับความเ็ปอย่างแสนสาหัส
แท่นที่ 3 เป็เด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังจะหมดสติ ใบหน้าซีดเซียว และไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เสียงของผู้พิทักษ์ดังก้องไปรอบ ๆ ห้อง “เ้ามีเข็มทองเพียงเล่มเดียว เลือกเถอะว่าเ้าจะช่วยใคร”