หนิงมู่ฉือตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตูรัวๆนางขยี้ตาเพื่อไล่ความง่วงงุน ก่อนจะเดินไปเปิดประตู เมื่อเปิดออกลมหนาวพัดเข้ามาปะทะร่างเป็นอย่างแรกทำให้นางตื่นเกือบจะเต็มตา
เห็นหลิงชียืนอยู่หน้าประตู นางเอ่ยถามอย่างสงสัย “มีเรื่องอันใดหรือ”
หิมะในตำหนักอ๋องค่อยๆ ละลาย มีเพียงบางมุมภายในตำหนักเท่านั้นที่ยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ในสระน้ำมีชั้นน้ำแข็งบางๆ อากาศเริ่มอบอุ่น ชั้นน้ำแข็งจึงเริ่มละลาย จ้าวซีเหอยืนอยู่ข้างสระน้ำสวมชุดคลุมสีขาวทำจากขนสัตว์ตัวใหญ่ แผ่นหลังเหยียดตรง เหม่อมองออกไปไกลท่าทางงามสง่าจนน่าอิจฉา
จ้าวซีเหอเอ่ยเรียกฉีอัน ฉีอันรีบเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลายวันมานี้จ้าวซีเหอผ่ายผอมลงไปมาก เขามีใบหน้าเคร่งขรึมขณะเอ่ยน้ำเสียงหาได้อ่อนโยนเช่นก่อนหน้านี้ไม่ “เข้าไปสืบข่าวในจวนของท่านอัครมหาเสนาบดีให้ข้าที”
ฉีอันรู้สึกงุนงงยิ่งนัก แต่ไหนแต่ไรมาซื่อจื่อของตนไม่เคยสนใจเรื่องขุนนางในราชสำนักแต่วันนี้เป็นอันใดไป เขาลูบศีรษะด้านหลังอย่างสงสัย “เกิดเรื่องใดขึ้นหรือขอรับ”
จ้าวซีเหออยากสืบเรื่องสกุลหนิงของหนิงมู่ฉือ ซึ่งหลายวันมานี้เขาพบเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องและพบการกระทำแปลกๆ ของเฉินอวี้หลายอย่าง
หนิงมู่ฉือจากเมืองหลวงไปสองเดือนกว่าแล้ว ตอนที่จากไปในเมืองหลวงยังคงมีหิมะตกทว่าตอนนี้อากาศเริ่มอบอุ่น ต้นไม้ดอกไม้เริ่มแตกยอดออกช่อผิดกับในใจเขาที่ว่างเปล่ายิ่งนัก
ร่างกายของจ้าวซีเหอซูบผอมลงไปไม่น้อย ขอบตาดำคล้ำ ที่คางเริ่มมีไรเคราดูทรุดโทรมลงมาก
ในเมืองหลวงจึงมีข่าวลือเกิดขึ้นมากมาย ต่างลือกันว่าซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่เสเพล เจ้าสำราญดั่งแต่ก่อนบางคนเอ่ยว่าซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องไม่สบาย บางคนถึงขนาดเอ่ยว่าเป็นเพราะซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องคิดถึงเทพแม่ครัวมากเกินไปจึงเป็นโรคคิดถึงทำให้มีสภาพทรุดโทรมเช่นนี้
ทุกครั้งที่ฉีอันได้ยินคนทั้งหลายพูดคำพูดเหล่านี้ลับหลังจ้าวซีเหอเขาจะกลอกตาให้คนเหล่านั้นทุกครั้ง แต่เมื่อเห็นสภาพในตอนนี้ของจ้าวซีเหอคิดว่าซื่อจื่อของเขาน่าจะป่วยจริงๆ นั่นแหละ
“ซื่อจื่อ ช่วงนี้ท่านรู้สึกไม่ค่อยสบายใช่หรือไม่ขอรับให้ข้าไปตามหมอมาดูอาการท่านดีหรือไม่ขอรับ” ฉีอันเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
จ้าวซีเหอยิ้มอ่อนพร้อมกับส่ายหน้า ตั้งแต่หนิงมู่ฉือไม่อยู่ข้างกายเขา นิสัยเขาก็เปลี่ยนเป็นฉุนเฉียวง่าย บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายแม้แต่ข้าวก็ไม่อยากทาน
เดิมทีเขานึกว่าการมีนางอยู่ข้างๆ จะทำให้เขาโมโหจนตายที่ไหนได้เขากลับพบว่า การที่นางไม่อยู่ข้างกายเขาต่างหากถึงทำให้เขากลายเป็นเช่นนี้
ฉีอันเห็นจ้าวซีเหอนิ่งไปก็รู้สึกร้อนใจและเป็นห่วงอย่างยิ่งโบกมือไปตรงหน้าจ้าวซีเหอ “ซื่อจื่อ ท่านไม่เป็นอันใดแน่หรือขอรับ”
“ข้าไม่เป็นไร! หากเจ้าอยากจะทำสิ่งใดให้ข้าก็รีบไปจับตัวหนิงมู่ฉือกลับมา” จ้าวซีเหอถูกถามนั่นถามนี่มากมายจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งใบหน้าขึ้นสีแดง น้ำเสียงก็ดูไม่ดีนักจนเขานึกว่าตัวเองไม่สบายตามที่อีกฝ่ายว่ามาแล้วจริงๆ
“ที่แท้เป็นเพราะแม่นางหนิงเองหรอกหรือท่านถึงได้โทรมลงเช่นนี้” ฉีอันได้ยินเช่นนั้นก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ “ท่านทำแบบนี้ไม่ถูกต้องนะขอรับตอนแรกเป็นท่านที่ไล่แม่นางหนิงไปเอง แม่นางหนิงมีนิสัยหยิ่งยโสหากท่านอยากหาแม่นางหนิงก็ไปที่เยี่ยนฉือสิขอรับ แค่นี้ก็ได้พบนางแล้ว”
จ้าวซีเหอไม่พอใจอย่างยิ่ง ดีดหน้าผากฉีอันอย่างแรงหนึ่งทีพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ข้าให้เจ้าไปคอยจับตาดูจวนอัครมหาเสนาบดีกลับมาแล้วข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม อีกอย่างเรื่องนี้อย่าให้ท่านพ่อรู้เด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ” ฉีอันรับคำด้วยสีหน้าจริงจังเรื่องแอบฟังเป็นเรื่องที่เขาถนัดที่สุดเพราะจ้าวซีเหอได้ช่วยฝึกฝนและสั่งสอนให้เขามาหลายปี เขายังจำได้ตอนที่เขายังเป็นเด็กจ้าวซีเหอชอบพาเขาไปที่หอนางโลม ตอนนั้นเขาชอบไปแอบฟังซึ่งก็ไม่เคยถูกจับได้เลยสักครั้ง
ก็น่าจะรู้ว่าหอจุ้ยหงมีการป้องกันแน่นหนาเสียยิ่งกว่าจวนขุนนางเสียอีกด้วยกลัวว่านางโลมที่ถูกจับมาจะหนีไป
จ้าวซีเหอมองตามหลังฉีอันจนเดินจากไปไกลแล้วถึงค่อยหันมามองทอดสายตาเรือนที่เขาพักอยู่ตั้งอยู่ใกล้กับห้องครัวทำให้เขานึกถึงแต่ก่อนตอนที่หนิงมู่ฉือยังคงยุ่งวุ่นวายกับการทำอาหารอยู่ในห้องครัว
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พักอยู่เรือนนี้ เพียงเพื่อที่ตอนกลางคืนจะได้แอบหนีออกไปได้สะดวกถึงได้ย้ายมาเรือนนี้
ตอนที่เขาเห็นหนิงมู่ฉือวันแรก ความรู้สึกแรกของเขาคือสตรีผู้นี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน เดิมทีเขาคิดเพียงอยากจะดูแลนางเท่านั้นต่อมากลับพบว่านางทำอะไรไม่ค่อยเป็นและมักจะชอบสร้างเรื่อง นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นห่วงนางแล้ววันหนึ่งนางก็ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งในทะเลเพลิง
เขายังจำได้ว่าวันนั้นตอนที่เขาเห็นข้ารับใช้ในบ้านขวางนางเอาไว้ไม่ให้ออกจากห้องพร้อมทั้งพูดจาหยาบโลนหยอกเย้านาง ในใจตอนนั้นเขาคิดว่ามีเรื่องสนุกให้ชมแล้ว
ที่คาดไม่ถึงคือ เรื่องสนุกจะทำให้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดและทำให้นางเกือบต้องเสียชีวิตด้วยเช่นกันไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะช่วยนางออกมาจากกองเพลิงได้ และไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะไล่คนรับใช้ที่จะทำร้ายนางออกจากตำหนักไปได้
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาคอยตามปกป้องดูแลนางคอยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนาง ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว เรื่องที่เขาทำพลาดที่สุดคือทำให้นางต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและไล่นางออกจากตำหนัก
ตอนนั้นเขาเพียงโมโหที่นางไม่ยอมจำสักที โมโหจนพูดดูถูกนางและไล่นางไปที่คาดไม่ถึงคือนางจะคิดเป็นจริงเป็นจัง
เขาถอนหายใจออกมา มองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่บนน้ำชา สภาพเขาดูทรุดโทรมลงอย่างมากเห็นแล้วรู้สึกทั้งยุ่งยากใจและหนักใจ เขายกแก้วชาขึ้นดื่มจนหมดถึงกระนั้นลำคอก็ยังรู้สึกแห้งผากอยู่ดี
นับตั้งแต่วันสิ้นปีที่จ้าวซีเหอพาฉู่เมิ่งเอ๋อร์ไปทานข้าวกับท่านอ๋องฉู่เมิ่งเอ๋อร์ก็นึกว่าท่านอ๋องยอมรับตัวเองแล้ว จึงใจกล้าออกมาเดินไปมาในตำหนัก ทำตัวเป็นเจ้านายอีกคนของตำหนักอ๋อง
นางยกมือเคาะประตูวันนี้นางสวมชุดฤดูใบไม้ผลิสีส้มซึ่งช่วยขับผิวขาวของนางให้ดูขาวยิ่งขึ้นไปอีกนางยิ้มด้วยแววตายั่วยวนขณะค่อยๆ เดินตรงเข้าไปหาจ้าวซีเหอในมือถือถ้วยน้ำแกงมาด้วยหนึ่งถ้วย “คารวะซื่อจื่อเจ้าค่ะท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ เหตุใดถึงได้ดูโทรมแล้วก็ผ่ายผอมลงเช่นนี้”
จ้าวซีเหอมองฉู่เมิ่งเอ๋อร์อย่างยุ่งยากใจ ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าก็ยังผงกหัวไปให้“ข้าไม่เป็นไร แค่มีเรื่องเครียดนิดหน่อยเท่านั้น”
เขามองฉู่เมิ่งเอ๋อร์ซึ่งสวมชุดเปิดไหล่เผยให้เห็นไหล่มนพร้อมกับคิดในใจสวมชุดเปิดเผยเนื้อตัวเช่นนี้ไม่หนาวหรืออย่างไร คิดเช่นนั้นปากจึงเอ่ยถามออกไป “เจ้าสวมชุดบางเช่นนี้ไม่หนาวหรือ”