เมื่อเห็นคนส่วนใหญ่ในค่ายหลับกันหมดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ถามบรรดาญาติผู้หญิงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“อยากอาบน้ำกันหรือไม่เจ้าคะ?”
ปกติผู้หญิงทุกคนล้วนรักความสะอาดเป็นอย่างยิ่งพวกนางกำลังทุกข์ใจที่ไม่มีอุปกรณ์ในการอาบน้ำ ตอนนี้ร่างกายแทบจะส่งกลิ่นเหม็นแล้วเมื่อได้ยินคำถามของหลินเสวี่ยจู๋ก็พยักหน้าทันที
หลินเสวี่ยจู๋เรียกหลินเฉิงจางหลินเฉิงเหยา เหยียนต้า และลู่โม่ แล้วสั่งให้พวกเขาทั้งสี่ช่วยเฝ้ายาม
ส่วนตนเองนำญาติผู้หญิงเดินถือตะกร้าที่ใส่อู๋ฮ่วนจื่อไปที่ข้างลำธาร
ฟองที่เกิดจากผลอู๋ฮ่วนจื่อสามารถใช้เป็นครีมอาบน้ำได้หลินเสวี่ยจู๋สาธิตให้ญาติผู้หญิงทุกคนดู จากนั้นนางก็ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อนำไปซักในลำธาร
น้ำในลำธารเย็นยิ่งนักทำให้ร่างกายสะดุ้งด้วยความหนาวเย็นหลินเสวี่ยจู๋จำต้องขัดถูอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น
ญาติผู้หญิงทุกคนทยอยทำตามหลินเสวี่ยจู๋พวกนางล้วนมายืนรวมกันอยู่ริมลำธาร
หลังจากอาบน้ำเสร็จด้วยความรวดเร็วพวกนางก็วิ่งกลับมายังค่ายพักแรม แล้วรวมตัวกันข้างกองไฟเพื่อผิงไฟ
หลังจากทุกคนอบอุ่นร่างกายแล้วเจี่ยงฉีซวงก็หลุดหัวเราะออกมาเป็นคนแรก คนที่เหลือก็หัวเราะตาม
สตรีที่มีอายุและสถานะแตกต่างกันนี้จนถึงตอนนี้ได้ทลายกำแพงจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วอย่างแท้จริง
“แหวะ...”
เสียงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศดังขึ้น ขัดจังหวะเสียงหัวเราะอันเบิกบาน
หลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วมุ่นแล้วมองไปยังทิศทางของเสียงนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหมอบอาเจียนและหอบหายใจอยู่บนพื้น
หลินเสวี่ยจู๋กับเจี่ยงฉีซวงมองหน้ากันก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่า
“พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ!”ฮูหยินผู้เฒ่าราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน พยายามถดตัวไปด้านหลัง
หลินเสวี่ยจู๋ถีบหลินเฉิงคุนกับกัวซื่อที่ยังคงหลับสนิทเพื่อปลุกพวกเขา
“ฮิๆๆ” เมื่อหลินเฉิงคุนลืมตาขึ้นก็มองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า พลางชูนิ้วจิ้มในอากาศ “หนึ่งคน สองคน สามคน...”
กัวซื่อก็ลุกขึ้นมาด้วยท่าทีสับสนศีรษะโคลงเคลงไปมา ท่าทางดูเมามาย ปากส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
การเคลื่อนไหวนี้ได้ปลุกหลินเสวี่ยหลานหลินเสวี่ยอี เว่ยหงเอ๋อร์ และหลินเซิ่งจิ่งขึ้นมา
หลินเสวี่ยอีกุมหน้าอกแล้วอาเจียนออกมา
หลินเสวี่ยหลานเห็นหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ยถามอย่างระแวง“เจ้าทำอันใดกับคนในครอบครัวข้า?”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจนาง แต่กลับถามเจี่ยงฉีซวงด้วยความสงสัย“อาสะใภ้ ข้าว่าพวกเขาดูเหมือนจะถูกพิษจากเห็ดพิษ แต่เหตุใดถึงแสดงอาการแปลกประหลาดเช่นนี้เล่าเจ้าคะ?”
สกุลหลินสายหลักสมกับเป็นยอดฝีมือด้านการสร้างปัญหาแม้แต่ตอนถูกพิษยังแสดงอาการอันเป็นเอกลักษณ์ออกมาได้
เจี่ยงฉีซวงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันนางหันไปถามเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่ง “พวกเจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”
เว่ยหงเอ๋อร์ส่ายหน้า“พวกเราไม่ได้กินเห็ด”
หลินเสวี่ยจู๋นึกขึ้นได้ว่าทุกครั้งที่สกุลหลินสายหลักหาอาหารได้จะไม่ยอมให้อนุหรือบุตรอนุกินเมื่อนึกได้เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันเพียงแต่เหตุใดหลินเสวี่ยหลานถึงไม่เป็นอะไร?
“เจ้าได้กินเห็ดหรือไม่?” หลินเสวี่ยจู๋ถาม
เวลานี้หลินเสวี่ยหลานเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นนางรีบตอบ “ท่านพ่อท่านแม่กินเข้าไปเร็วมาก ข้ากลัวว่าท่านย่ากับน้องหญิงจะกินไม่ทันจึงนำส่วนที่เหลือให้พวกนางกินทั้งหมด”
โอ้ ที่แท้เป็นเพราะนางเอกทำตัวเป็นแม่พระนี่เอง
หลินเสวี่ยจู๋ทอดถอนใจอย่างลึกซึ้งก่อนจะรีบกลับมายังค่ายพักแรมของตนเอง ก่อนจะหยิบหม้อใบใหญ่ไปตักน้ำที่ริมลำธารมาครึ่งหม้อแล้วยกไปให้หลินเสวี่ยอี
“พี่หญิง...”ปกติหลินเสวี่ยอีมักหวาดกลัวหลินเสวี่ยจู๋ เมื่อเห็นนางเดินตรงมาหาก็อยากจะหลบเลี่ยงโดยไม่รู้ตัว
“ฉวยโอกาสที่ตอนนี้เจ้าไม่ได้อาเจียนรีบดื่มน้ำเสีย”หลินเสวี่ยจู๋ยื่นหม้อไปที่ริมฝีปากหลินเสวี่ยอี บังคับให้นางดื่ม
หลินเสวี่ยอีตกใจแทบแย่แต่หม้อถูกจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว นางจึงทำได้เพียงฝืนดื่มลงไปเท่านั้น
ตอนนี้หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงกำลังตรวจอาการให้สามคนที่เหลือส่วนหลินเสวี่ยหลานจับจ้องอยู่ด้านข้างอย่างระแวดระวังเมื่อกวาดสายตามามองหลินเสวี่ยจู๋นางก็ตัวสั่นสะท้าน รีบวิ่งเข้ามา
“เจ้าจะทำอันใดน้องสาวข้า? ปล่อยนางเดี๋ยวนี้!”หลินเสวี่ยหลานตะโกนพลางแย่งหม้อในมือของหลินเสวี่ยจู๋ ทำให้หม้อเอียงจนน้ำด้านในหกใส่ศีรษะของหลินเสวี่ยอี
หลินเสวี่ยจู๋ถีบหลินเสวี่ยหลานไปหนึ่งทีอย่างอดรนทนไม่ไหวนางรำคาญนางเอกที่โง่เง่าและแสร้งทำตัวเป็นดอกบัวขาวแล้วจริงๆดีแต่ก่อเรื่องทั้งวัน รอให้ผู้อื่นเก็บกวาดสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่เข้าใจสถานการณ์แล้วยังจะยื่นมือเข้ามายุ่ง
“แหวะ...”
หลินเสวี่ยอีดื่มน้ำไปเยอะจนจุกทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน จึงเอียงตัวไปด้านข้างแล้วอาเจียนออกมา
หลินเสวี่ยหลานลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากก่อนจะโผเข้าไปกอดน้องสาวแล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “น้องหญิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”
เสียงเอะอะนี้ปลุกคนจำนวนมากให้ตื่นขึ้น
ทันใดนั้นหลิวขุยก็เดินตรงมาทางนี้
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” เขาขมวดคิ้วแน่นจนสามารถบีบแมลงวันให้ตายได้
“นางกินเห็ดพิษเข้าไปกำลังรักษาอยู่” หลินเฉิงเหยาตอบ
แม้ว่าเขาจะเกลียดชังคนสกุลหลินสายหลักยิ่งนักแต่ชีวิตคนก็สำคัญ ท้ายที่สุดแล้วจิตใจที่มีเมตตาของหมอก็เอาชนะความเกลียดชังได้เขายอมสละแม้กระทั่งสมุนไพรสำหรับถอนพิษที่หามาอย่างยากลำบากตลอดหลายวันมานี้
“รักษาได้หรือไม่?” หลิวขุยถามอีกครา
“ข้าจะพยายาม”หลินเฉิงเหยาเอ่ยอย่างรวบรัด
เขาเพียงทำในสิ่งที่หมอควรทำส่วนเรื่องที่ว่าจะรักษาได้หรือไม่ต้องดูที่ร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว
เมื่อหลิวขุยเห็นอาการของหลินเฉิงคุนกับกัวซื่อคนหนึ่งราวกับเป็นจิตเภท อีกคนราวกับถูกมารร้ายสิงร่าง ก็เอ่ยอย่างจนปัญญา“ผู้ใดเป็นคนเก็บเห็ด?”
“ข้าเองเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยหลานน้ำตาคลอก่อนจะลุกขึ้นยืน
หลิวขุยเห็นท่าทางบอบบางของนางก็เกิดโทสะจนต้องระบายออมา
คนครอบครัวนี้ดีแต่ก่อเรื่องไม่กับผู้อื่นก็กับตนเอง ทั้งยังมากเล่ห์ ทำให้ส่งผลต่อการพักผ่อนของผู้อื่น และทำให้ขบวนเดินทางล่าช้า
หลิวขุยด่าทออย่างโกรธเคือง“เจ้าแยกแยะเห็ดเป็นหรือถึงกล้าเก็บมาลวกๆ? รู้หรือไม่ว่าหากกินเห็ดพิษเข้าไปแล้วจะตาย?”
เสียงตะคอกของเขาทำให้ร่างกายของหลินเสวี่ยหลานสั่นสะท้านเมื่อเขาตะคอกจบ หลินเสวี่ยหลานก็ร้องห่มร้องไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องสายฝน
หลิวขุยกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอาจากนั้นก็สั่งให้ลูกน้องคอยจับตามอง ส่วนตนเองกลับไปนอนต่อ
ระหว่างเดินทางไปยังสถานที่ที่ถูกเนรเทศไหนเลยจะไม่มีคนตาย? หากคนในครอบครัวนี้ตายจริงๆ ก็นับว่าช่วยประหยัดเวลาให้เขาได้แล้ว
หลิวขุยเดินจากไป ส่วนนักโทษคนอื่นๆที่เดิมทียืนมุงดูก็กลับไปนอนต่อเช่นกัน
ผ่านไปหนึ่งเค่อ หลินเสวี่ยอีก็อาเจียนออกมาจนท้องโล่ง
เจี่ยงฉีซวงป้อนสมุนไพรถอนพิษให้นางทำให้นางรู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อย
เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าระแวดระวังและปฏิเสธไม่ยอมกินยาหลินเสวี่ยอีก็เอ่ยอย่างอ่อนแรง “ท่านย่า ตอนนี้อาสามอาสะใภ้สาม และพี่หญิงกำลังช่วยพวกเรา ท่านรีบกินยาเถิดเจ้าค่ะ กินแล้วจะได้หาย”
ได้ยินคำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็คว้าสมุนไพรจากมือเจี่ยงฉีซวงก่อนจะเอาเข้าปากแล้วกลืนลงไปอย่างมูมมาม เพียงแต่หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้บังคับให้นางล้างท้องเหมือนที่ทำกับหลินเสวี่ยอีดังนั้นหลังจากฮูหยินผู้เฒ่ากินยา อาการจึงทุเลาลงอย่างเชื่องช้า
หลินเฉิงเหยาประคองเจี่ยงฉีซวงแล้วเรียกหลินเสวี่ยจู๋“หลานสาว ไปกันเถิด” แล้วเดินจากไปเป็นคนแรก
หลินเสวี่ยจู๋ลูบศีรษะเล็กของหลินเสวี่ยอีแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “วันหน้าจะกินของที่ไม่รู้จักส่งเดชไม่ได้นะตอนกลางคืนหากมีตรงไหนรู้สึกไม่สบายก็มาหาพี่หญิงได้”
พูดจบนางก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป
หลินเสวี่ยอีมองแผ่นหลังของนางดวงตาเป็นประกาย
‘เมื่อครู่พี่หญิงช่างอ่อนโยนเหลือเกินแตกต่างจากท่าทางใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างเมื่อก่อนตอนอยู่ในจวนสกุลหลินยิ่งนัก’
‘ทำอย่างไรดี? นางเหมือนจะเริ่มชื่นชอบพี่หญิงเสียแล้วสิ’
.............................