ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 คนหนึ่งราวกับเป็นจิตเภท อีกคนราวกับถูกมารร้ายสิงร่าง

            เมื่อเห็นคนส่วนใหญ่ในค่ายหลับกันหมดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ถามบรรดาญาติผู้หญิงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“อยากอาบน้ำกันหรือไม่เจ้าคะ?”

            ปกติผู้หญิงทุกคนล้วนรักความสะอาดเป็นอย่างยิ่งพวกนางกำลังทุกข์ใจที่ไม่มีอุปกรณ์ในการอาบน้ำ ตอนนี้ร่างกายแทบจะส่งกลิ่นเหม็นแล้วเมื่อได้ยินคำถามของหลินเสวี่ยจู๋ก็พยักหน้าทันที

            หลินเสวี่ยจู๋เรียกหลินเฉิงจางหลินเฉิงเหยา เหยียนต้า และลู่โม่ แล้วสั่งให้พวกเขาทั้งสี่ช่วยเฝ้ายาม

            ส่วนตนเองนำญาติผู้หญิงเดินถือตะกร้าที่ใส่อู๋ฮ่วนจื่อไปที่ข้างลำธาร

            ฟองที่เกิดจากผลอู๋ฮ่วนจื่อสามารถใช้เป็นครีมอาบน้ำได้หลินเสวี่ยจู๋สาธิตให้ญาติผู้หญิงทุกคนดู จากนั้นนางก็ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อนำไปซักในลำธาร

            น้ำในลำธารเย็นยิ่งนักทำให้ร่างกายสะดุ้งด้วยความหนาวเย็นหลินเสวี่ยจู๋จำต้องขัดถูอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น

            ญาติผู้หญิงทุกคนทยอยทำตามหลินเสวี่ยจู๋พวกนางล้วนมายืนรวมกันอยู่ริมลำธาร

            หลังจากอาบน้ำเสร็จด้วยความรวดเร็วพวกนางก็วิ่งกลับมายังค่ายพักแรม แล้วรวมตัวกันข้างกองไฟเพื่อผิงไฟ

            หลังจากทุกคนอบอุ่นร่างกายแล้วเจี่ยงฉีซวงก็หลุดหัวเราะออกมาเป็นคนแรก คนที่เหลือก็หัวเราะตาม

            สตรีที่มีอายุและสถานะแตกต่างกันนี้จนถึงตอนนี้ได้ทลายกำแพงจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วอย่างแท้จริง

            “แหวะ...”

            เสียงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศดังขึ้น ขัดจังหวะเสียงหัวเราะอันเบิกบาน

            หลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วมุ่นแล้วมองไปยังทิศทางของเสียงนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหมอบอาเจียนและหอบหายใจอยู่บนพื้น

            หลินเสวี่ยจู๋กับเจี่ยงฉีซวงมองหน้ากันก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่า

            “พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ!”ฮูหยินผู้เฒ่าราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน พยายามถดตัวไปด้านหลัง

            หลินเสวี่ยจู๋ถีบหลินเฉิงคุนกับกัวซื่อที่ยังคงหลับสนิทเพื่อปลุกพวกเขา

            “ฮิๆๆ” เมื่อหลินเฉิงคุนลืมตาขึ้นก็มองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า พลางชูนิ้วจิ้มในอากาศ “หนึ่งคน สองคน สามคน...”

            กัวซื่อก็ลุกขึ้นมาด้วยท่าทีสับสนศีรษะโคลงเคลงไปมา ท่าทางดูเมามาย ปากส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา

            การเคลื่อนไหวนี้ได้ปลุกหลินเสวี่ยหลานหลินเสวี่ยอี เว่ยหงเอ๋อร์ และหลินเซิ่งจิ่งขึ้นมา

            หลินเสวี่ยอีกุมหน้าอกแล้วอาเจียนออกมา

            หลินเสวี่ยหลานเห็นหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ยถามอย่างระแวง“เจ้าทำอันใดกับคนในครอบครัวข้า?”

            หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจนาง แต่กลับถามเจี่ยงฉีซวงด้วยความสงสัย“อาสะใภ้ ข้าว่าพวกเขาดูเหมือนจะถูกพิษจากเห็ดพิษ แต่เหตุใดถึงแสดงอาการแปลกประหลาดเช่นนี้เล่าเจ้าคะ?”

            สกุลหลินสายหลักสมกับเป็นยอดฝีมือด้านการสร้างปัญหาแม้แต่ตอนถูกพิษยังแสดงอาการอันเป็นเอกลักษณ์ออกมาได้

            เจี่ยงฉีซวงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันนางหันไปถามเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่ง “พวกเจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”

            เว่ยหงเอ๋อร์ส่ายหน้า“พวกเราไม่ได้กินเห็ด”

            หลินเสวี่ยจู๋นึกขึ้นได้ว่าทุกครั้งที่สกุลหลินสายหลักหาอาหารได้จะไม่ยอมให้อนุหรือบุตรอนุกินเมื่อนึกได้เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันเพียงแต่เหตุใดหลินเสวี่ยหลานถึงไม่เป็นอะไร?

            “เจ้าได้กินเห็ดหรือไม่?” หลินเสวี่ยจู๋ถาม

            เวลานี้หลินเสวี่ยหลานเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นนางรีบตอบ “ท่านพ่อท่านแม่กินเข้าไปเร็วมาก ข้ากลัวว่าท่านย่ากับน้องหญิงจะกินไม่ทันจึงนำส่วนที่เหลือให้พวกนางกินทั้งหมด”

            โอ้ ที่แท้เป็นเพราะนางเอกทำตัวเป็นแม่พระนี่เอง

            หลินเสวี่ยจู๋ทอดถอนใจอย่างลึกซึ้งก่อนจะรีบกลับมายังค่ายพักแรมของตนเอง ก่อนจะหยิบหม้อใบใหญ่ไปตักน้ำที่ริมลำธารมาครึ่งหม้อแล้วยกไปให้หลินเสวี่ยอี

            “พี่หญิง...”ปกติหลินเสวี่ยอีมักหวาดกลัวหลินเสวี่ยจู๋ เมื่อเห็นนางเดินตรงมาหาก็อยากจะหลบเลี่ยงโดยไม่รู้ตัว

            “ฉวยโอกาสที่ตอนนี้เจ้าไม่ได้อาเจียนรีบดื่มน้ำเสีย”หลินเสวี่ยจู๋ยื่นหม้อไปที่ริมฝีปากหลินเสวี่ยอี บังคับให้นางดื่ม

            หลินเสวี่ยอีตกใจแทบแย่แต่หม้อถูกจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว นางจึงทำได้เพียงฝืนดื่มลงไปเท่านั้น

            ตอนนี้หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงกำลังตรวจอาการให้สามคนที่เหลือส่วนหลินเสวี่ยหลานจับจ้องอยู่ด้านข้างอย่างระแวดระวังเมื่อกวาดสายตามามองหลินเสวี่ยจู๋นางก็ตัวสั่นสะท้าน รีบวิ่งเข้ามา

            “เจ้าจะทำอันใดน้องสาวข้า? ปล่อยนางเดี๋ยวนี้!”หลินเสวี่ยหลานตะโกนพลางแย่งหม้อในมือของหลินเสวี่ยจู๋ ทำให้หม้อเอียงจนน้ำด้านในหกใส่ศีรษะของหลินเสวี่ยอี

            หลินเสวี่ยจู๋ถีบหลินเสวี่ยหลานไปหนึ่งทีอย่างอดรนทนไม่ไหวนางรำคาญนางเอกที่โง่เง่าและแสร้งทำตัวเป็นดอกบัวขาวแล้วจริงๆดีแต่ก่อเรื่องทั้งวัน รอให้ผู้อื่นเก็บกวาดสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่เข้าใจสถานการณ์แล้วยังจะยื่นมือเข้ามายุ่ง

            “แหวะ...”

            หลินเสวี่ยอีดื่มน้ำไปเยอะจนจุกทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน จึงเอียงตัวไปด้านข้างแล้วอาเจียนออกมา

            หลินเสวี่ยหลานลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากก่อนจะโผเข้าไปกอดน้องสาวแล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “น้องหญิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าเป็นอันใดหรือไม่?”

            เสียงเอะอะนี้ปลุกคนจำนวนมากให้ตื่นขึ้น

            ทันใดนั้นหลิวขุยก็เดินตรงมาทางนี้

            “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” เขาขมวดคิ้วแน่นจนสามารถบีบแมลงวันให้ตายได้

            “นางกินเห็ดพิษเข้าไปกำลังรักษาอยู่” หลินเฉิงเหยาตอบ

            แม้ว่าเขาจะเกลียดชังคนสกุลหลินสายหลักยิ่งนักแต่ชีวิตคนก็สำคัญ ท้ายที่สุดแล้วจิตใจที่มีเมตตาของหมอก็เอาชนะความเกลียดชังได้เขายอมสละแม้กระทั่งสมุนไพรสำหรับถอนพิษที่หามาอย่างยากลำบากตลอดหลายวันมานี้

            “รักษาได้หรือไม่?” หลิวขุยถามอีกครา

            “ข้าจะพยายาม”หลินเฉิงเหยาเอ่ยอย่างรวบรัด

            เขาเพียงทำในสิ่งที่หมอควรทำส่วนเรื่องที่ว่าจะรักษาได้หรือไม่ต้องดูที่ร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว

            เมื่อหลิวขุยเห็นอาการของหลินเฉิงคุนกับกัวซื่อคนหนึ่งราวกับเป็นจิตเภท อีกคนราวกับถูกมารร้ายสิงร่าง ก็เอ่ยอย่างจนปัญญา“ผู้ใดเป็นคนเก็บเห็ด?”

            “ข้าเองเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยหลานน้ำตาคลอก่อนจะลุกขึ้นยืน

            หลิวขุยเห็นท่าทางบอบบางของนางก็เกิดโทสะจนต้องระบายออมา

            คนครอบครัวนี้ดีแต่ก่อเรื่องไม่กับผู้อื่นก็กับตนเอง ทั้งยังมากเล่ห์ ทำให้ส่งผลต่อการพักผ่อนของผู้อื่น และทำให้ขบวนเดินทางล่าช้า

            หลิวขุยด่าทออย่างโกรธเคือง“เจ้าแยกแยะเห็ดเป็นหรือถึงกล้าเก็บมาลวกๆ? รู้หรือไม่ว่าหากกินเห็ดพิษเข้าไปแล้วจะตาย?”

            เสียงตะคอกของเขาทำให้ร่างกายของหลินเสวี่ยหลานสั่นสะท้านเมื่อเขาตะคอกจบ หลินเสวี่ยหลานก็ร้องห่มร้องไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องสายฝน

            หลิวขุยกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอาจากนั้นก็สั่งให้ลูกน้องคอยจับตามอง ส่วนตนเองกลับไปนอนต่อ

            ระหว่างเดินทางไปยังสถานที่ที่ถูกเนรเทศไหนเลยจะไม่มีคนตาย? หากคนในครอบครัวนี้ตายจริงๆ ก็นับว่าช่วยประหยัดเวลาให้เขาได้แล้ว

            หลิวขุยเดินจากไป ส่วนนักโทษคนอื่นๆที่เดิมทียืนมุงดูก็กลับไปนอนต่อเช่นกัน

            ผ่านไปหนึ่งเค่อ หลินเสวี่ยอีก็อาเจียนออกมาจนท้องโล่ง

            เจี่ยงฉีซวงป้อนสมุนไพรถอนพิษให้นางทำให้นางรู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อย

            เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าระแวดระวังและปฏิเสธไม่ยอมกินยาหลินเสวี่ยอีก็เอ่ยอย่างอ่อนแรง “ท่านย่า ตอนนี้อาสามอาสะใภ้สาม และพี่หญิงกำลังช่วยพวกเรา ท่านรีบกินยาเถิดเจ้าค่ะ กินแล้วจะได้หาย”

            ได้ยินคำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็คว้าสมุนไพรจากมือเจี่ยงฉีซวงก่อนจะเอาเข้าปากแล้วกลืนลงไปอย่างมูมมาม เพียงแต่หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้บังคับให้นางล้างท้องเหมือนที่ทำกับหลินเสวี่ยอีดังนั้นหลังจากฮูหยินผู้เฒ่ากินยา อาการจึงทุเลาลงอย่างเชื่องช้า

            หลินเฉิงเหยาประคองเจี่ยงฉีซวงแล้วเรียกหลินเสวี่ยจู๋“หลานสาว ไปกันเถิด” แล้วเดินจากไปเป็นคนแรก

            หลินเสวี่ยจู๋ลูบศีรษะเล็กของหลินเสวี่ยอีแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “วันหน้าจะกินของที่ไม่รู้จักส่งเดชไม่ได้นะตอนกลางคืนหากมีตรงไหนรู้สึกไม่สบายก็มาหาพี่หญิงได้”

            พูดจบนางก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป

            หลินเสวี่ยอีมองแผ่นหลังของนางดวงตาเป็นประกาย

            ‘เมื่อครู่พี่หญิงช่างอ่อนโยนเหลือเกินแตกต่างจากท่าทางใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างเมื่อก่อนตอนอยู่ในจวนสกุลหลินยิ่งนัก’

            ‘ทำอย่างไรดี? นางเหมือนจะเริ่มชื่นชอบพี่หญิงเสียแล้วสิ’

            .............................