มันเป็ความตายที่เกิดขึ้นเมื่อย้อนหลังไป 6 เดือนที่แล้ว ภายหลังจากที่เจเรมี่ โรบินสันกลายเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอมาเป็เวลากว่าปี ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเอ็มมิลี่ถูกสั่งให้เดินทางไปลอนลอนเพื่อเขียนและถ่ายทำภาพยนตร์โทรทัศน์ให้กับสถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซีอันเป็เื่ราวแห่งประวัติความเป็มาความรุ่งเรืองและความตกต่ำของอาณาจักรไร้ช์ที่ 3 การถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวดำเนินไปด้วยความราบรื่นภายหลังจากงานเสร็จลงแล้วเอ็มมิลี่เต็มอกเต็มใจรับคำเชิญของเจเรมี่ไปเลี้ยงอาหารค่ำอำลากันเพียงสองต่อสอง
เจเรมี่เป็บุรุษผู้มีเสน่ห์ดึงดูดใจเธอั้แ่แรกเห็นเขาเป็ผู้ชายวัยกลางคนมีหน้าตาหล่อมากเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความเป็ชายอย่างน่าพิศวง และ...แน่นอนเขาแต่งงานแล้ว มีลูกสองคนด้วย
เจเรมี่ปรารถนาจะมีความสัมพันธ์กับเธอแต่เอ็มมิลี่ยังลังเลอยู่ ทั้งนี้เพราะมันเป็เส้นทางที่เธอเคยเดินผ่านมาแล้วและรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็ทางตัน แต่เมื่อเจเรมี่ให้คำยืนยันรับรองเป็มั่นเหมาะว่าเขากำลังอยู่ในระหว่างการขอหย่าขาดจากภรรยาและจะแต่งงานกับเธอทันทีที่เื่ราวเรียบร้อยลงเอ็มมิลี่ก็ใจอ่อน และแล้วเขากับเธอก็กลายเป็ชู้กันแม้ว่าเอ็มมิลี่ไม่ยอมย้ายไปอยู่ร่วมกับเขาก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขานำมาซึ่งความตื่นเต้นและความหวังในชีวิต ซึ่งเื่นี้เอ็มมิลี่ได้เล่าให้พ่อฟังั้แ่ต้น เซอร์ฮาร์ริสันเห็นดีเห็นชอบกับลูกสาวด้วยในทันที ทั้งนี้เพราะความปรารถนาเพียงประการเดียวของเขาคือการที่ได้เห็นลูกสาวมีความสุข
แต่แล้วเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา เจเรมี่โทรศัพท์มาหาเธอขอยกเลิกการพบปะกันในวันสุดสัปดาห์ที่กระติดต่อกันมาโดยตลอด ข้ออ้างของเขาคือเขาได้รับมอบหมายให้สร้างละครเื่มอลล์แฟลนเดอร์สให้กับบีบีซีเขาต้องกำกับการแสดงของนางเอกสาววัยรุ่นผู้กำลังโด่งดังชื่อโฟบี เอลล์สมอร์ การเตรียมงานดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างมากจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย
หลังจากนั้นเขาบอกเลิกการนัดหมายอีกถึง 3 ครั้งและในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็หายไปเลย แต่ทว่าภายหลังจากเวลาผ่านไปไม่นานมีการประกาศข่าวน่าใที่สุดสำหรับเธอในหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวนั้นคือเจเรมี่ โรบินสันซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลให้หย่าขาดจากภรรยาเก่าได้แล้วจะแต่งงานใหม่กับโฟบี เอลล์สมอร์
มันเป็เื่น่าอับอายขายหน้าอย่างที่สุด เป็การทำร้ายจิตใจกันอย่างรุนแรงและโเี้มาก เอ็มมิลี่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับพ่อหลายวันทีเดียว แต่ในที่สุดพ่อนั่นเองเป็ผู้ปลุกปลอบใจเธอ กล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจว่าเป็การดีแล้วที่เธอรู้เสียั้แ่ตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้เื่ราวดำเนินไปแล้วไปรู้ในตอนหลัง
แต่ความเ็ปในหัวใจยังคงมีอยู่ แม้มันค่อยๆ ลดน้อยลงเป็ลำดับด้วยเวลาที่เข้ามาเป็เครื่องช่วยก็ตามโดยความเป็จริงแล้วเอ็มมิลี่รู้ดีว่าความเสียใจของเธอมิได้มีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ต้องสูญเสียความรักเสียทีเดียวแต่ทว่าเธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหยามในศักดิ์ศรี
เมื่อมาถึงวันนี้และเหลียวกลับไปมองวันเวลาในอดีตที่ผ่านมาเอ็มมิลี่สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็ความ้าอย่างแท้จริงของเธอนั้นหาใช่ตัวของเจเรมี่ไม่แต่มันเป็ความ้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากจะแต่งงานอยากมีบ้าน มีลูกและประการสำคัญคือการที่จะได้เปลี่ยนแปลงบทบาทในชีวิตของคน ซึ่งก็เหมือนๆ กับผู้หญิงทั่วไปเท่านั้น
เธอรู้ว่าตัวเองหลงรักเขาอย่างมาก แต่เมื่อดวงตาสว่างขึ้นเธอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการมีความสัมพันธ์กับเจเรมี่ต่อไปคือเหตุแห่งหายนะโดยแท้ หลังจากความเจ็บช้ำเปลี่ยนไปเป็ความเกลียดชังความทรงกับตัวเขาค่อยๆ ระเหยหายไป และความสุขก็ค่อยๆ กลับคืนมา
ขอบคุณพระเ้า...ในที่สุดเธอสามารถกลับมายืนหยัดอยู่ในสถานะเดิมได้ต่อไป บังเกิดพลังใจขึ้นมาใหม่ ที่จะมุ่งหน้าทำงานต่อไป และในที่สุดเธอทุ่มตัวเองให้กับการทำหนังสืออันเป็เื่ราวแห่งชีวประวัติของฮิตเล่อร์และหนังสือเล่มนั้นกับพ่อก็กลายเป็สิ่งที่มีความสำคัญอย่างที่สุดในชีวิตของเธอไป
แต่ทว่า...เมื่อมาถึงเวลานี้ความสูญเสียอันรุนแรงและมีความสำคัญอย่างที่สุดสำหรับชีวิตของเธอก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
สิ่งที่ตามมาภายหลังที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวความตายของพ่อผู้ที่มีชีวิตอยู่ย่อมจะต้องทำในสิ่งที่ต้องกระทำสำหรับบุคคลที่ตายไป เอ็มมิลี่้าบินไปเบอร์ลินเพื่ออยู่เคียงข้างพ่อ เพื่อพาพ่อกลับมาบ้าน แต่ทว่าใครหลายคนทัดทานเธอไว้ ใครคนหนึ่งช่วยโทรศัพท์ไปยังสถานีตำรวจในกรุงเบอร์ลินและเมื่อเธอแสดงตัวแล้วสายก็ถูกโอนไปยังห้องทำงานของสารวัตรวูล์ฟแกง ชมิดท์ซึ่งพูดกับเธอเป็ภาษาอังกฤษ
นายตำรวจผู้นั้นพูดจากับเธออย่างสุภาพอ่อนโยนน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาบอกว่าเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว และขณะนี้กำลังติดตามหารายละเอียดอยู่ รถคันนั้นเกิดสูญเสียการควบคุมและวิ่งฝ่าหัวมุมถนนเข้าไปชนร่างของ ดร.แอชครอฟท์ซึ่งยืนอยู่บนบาทวิถีเข้าอย่างแรงเป็เหตุให้ร่างของเขาถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศและลอยตกลงมาบนพื้นถนน และรถคันนั้นก็บดลงไปบนร่างของเขาซ้ำอีกครั้งทำให้ ดร.แอชครอฟท์ถึงแก่ความตายไปในทันที
สารวัตรใหญ่กล่าวต่อไปว่าเขาเชื่อว่าคนขับรถบรรทุกจะต้องอยู่ในสภาพมึนเมาอย่างหนัก เขาแน่ใจทีเดียวว่าคนขับจะต้องเมา...แต่ทว่า ขณะนี้ได้หลบหนีการจับกุมตัวไปแล้ว อีกประการหนึ่งรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถบรรทุกคันนั้นยังสับสนอยู่มาก แต่ขณะนี้เ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมันกำลังใช้ความพยายามติดตามหาอยู่ สารวัตร ชมิดท์แสดงความไม่สบายใจออกมาเมื่อกล่าวว่าขณะนี้ดูเหมือนการติดตามหาตัวทั้งคนขับและรถบรรทุกออกจะมีความหวังน้อยมาก เขารู้สึกะเืใจเหลือเกินที่มีอุบัติเหตุเช่นนี้เกิดขึ้น
หลังจากพอโทรศัพท์เสร็จแล้วอาบังคับให้เอ็มมิลี่พักผ่อน พาเมล่าเป็ผู้รับหน้าที่ต่อด้วยการโทรศัพท์ไปจัดเตรียมการขั้นสุดท้ายและร่างของดร.แอชครอฟท์ก็ถูกส่งจากเบอร์ลินตะวันตกมายังอ๊อกซฟอร์ด
บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว พ่อของเธอนอนอย่างสงบอยู่ใต้พื้นแผ่นดินชั่วนิรันดร์ แต่ทว่างานชิ้นสำคัญอันยิ่งใหญ่นั้นยังมิได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงและก็เหลือแต่เพียงเธอ...ที่จะต้องอยู่แต่ผู้เดียวตลอดไป
ด้วยดวงตาแห้งผาก ด้วยร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงหมดสิ้นทั้งพลังกายและพลังใจเอ็มมิลี่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในตอนหลังของรถยนต์คันนั้นพยายามมองไปให้เห็นอนาคตในวันข้างหน้า แต่เธอก็ไม่อาจมองเลยความสับสนที่จะยังเกิดต่อไปอีกถึง 2 ชั่วโมงได้
เธอรู้สึกอยากจะสั่งน้ำมูกจึงควานมือลงไปหยิบกระเป๋าถือที่วางอยู่ตรงปลายเท้าขึ้นมาเพื่อหาผ้าเช็ดหน้าเมื่อเปิดกระเป๋าผออกเอ็มมิลี่รู้สึกแปลกใจที่มองเห็นซองจดหมาย 2 ฉบับวางอยู่บนกระเป๋าใส่เครื่องสำอางกับซองใส่เงิน เธอล้วงลึกลงไปข้างใต้เมื่อได้ผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาและใช้มันเสร็จแล้วก็เอาเก็บกลับไว้ในที่เดิม แต่ขณะเดียวกันความใคร่รู้เกี่ยวกับจดหมายทั้ง 2 ฉบับนั้นก็เพิ่มพูนขึ้น
และแล้วเอ็มมิลี่นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเช้านี้ตอนออกจากบ้านเพื่อมางานฝังศพของบิดาเธอสังเกตเห็นว่าพาเมล่าเอาไปรษณียภัณฑ์ทั้งหลายมาวางรวมไว้ให้บนโต๊ะเช่นปกติ เธอเพียงแต่พลิกๆ อยู่อย่างไม่ใคร่สนใจนักทั้งนี้เพราะรู้อยู่ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็จดหมายแสดงความเสียใจทั้งสิ้น ขณะเดียวกันมีจดหมายซองยาวๆ 2 ซองนี้แต่ละซองมีแสตมป์เยอรมันติดประทับไว้รวมอยู่ด้วย
จดหมายซองหนึ่งมีตราไปรษณีย์ที่บอกว่าส่งมาจากเบอร์ลินตะวันออก ส่วนอีกฉบับหนึ่งมาจากเบอร์ลินตะวันตก น่าแปลกมาก...เอ็มมิลี่สงสัยว่าใครหนอที่เป็ผู้ส่งจดหมายจากเยอรมันมาถึงเธอ แต่ขณะนั้นยังไม่มีเวลาเปิดออกอ่านได้และในเมื่อตอนนี้อาไบรอันกับพาเมล่ากำลังรออยู่เพื่อพาเธอไปในงานฝังศพ ดังนั้นเธอจึงเอาจดหมายทั้งสองซองนี้ใส่เข้าไว้ในกระเป๋าถือแล้วลืมไปเลย
บัดนี้จดหมายทั้งสองซองยังคงอยู่ในกระเป๋าถือรอเวลาที่จะให้เธอเปิดออกอ่าน เธอจึงหยิบมันออกมาเอากระเป๋าถือวางแอบไว้ข้างหนึ่งและเปิดจดหมายฉบับแรกที่ส่งมาจากเบอร์ลินตะวันออก
ภายในเป็จดหมายหน้าเดียวเขียนด้วยลายมือหัวกระดาษมีชื่อของศาสตราจารย์อ๊อตโต บลูบ๊าคปรากฏอยู่
เอ็มมิลี่จำบลูบ๊าคได้ เขาเป็เพื่อนสนิทของพ่อเป็นักประวัติศาสตร์เป็ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเื่ของอาณาจักรไร้ซ์ที่ 3 และฮิตเลอร์ ขณะนี้เป็รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในเยอรมันตะวันออก พ่อของเธอสนทนากับบลูบ๊าคก่อนวันตายหนึ่งวันและได้รับอนุญาตให้ทำการขุดค้นบริเวณที่ฝังศพของฮิตเลอร์คือฟือห์เรอร์บังเกอร์ได้ และยิ่งไปกว่านั้นเธอเองก็เคยพบกับบลูบ๊าคมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็บุคคลที่มีท่าทางแข็งกระด้างแบบโทมัส-แมนนิชเยอรมัน แต่ทว่าจริงๆ แล้วเป็บุคคลที่มีจิตใจเมตตากรุณาอย่างมากคนหนึ่ง
เขาเขียนถึงเธอเป็ภาษาอังกฤษมีข้อความว่า