ซอยนี้เป็ซอยแยกจากถนนสายหลักอีกที เป็ซอยที่เต็มไปด้วยตึกแถวเรียงรายบ้านของพวกเขาอยู่ประมาณกลางซอย เป็ตึกแถวสี่คูหาสูงสี่ชั้นทาสีฟ้าของบ้านปวรินทร์สองคูหา ชั้นล่างทำเป็ร้านมินิมาร์ท และบ้านของปรรณวัชรสองคูหาชั้นล่างเปิดเป็ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อและขายดีมานานปี
ด้านหน้าสามารถจอดรถได้ ด้านหลังล้อมรั้วคอนกรีตระหว่างสองบ้านมีรั้วระแนงสีฟ้าสูงเพียงหน้าอกกั้นพอเป็พิธีมีบริเวณพื้นที่เหลือเป็สวนขนาดเล็ก มีม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่และมีมุมจอดรถปวรินทร์เลี้ยวรถไปตามถนนคอนกรีตข้างตึกอ้อมไปจอดด้านหลังบ้านเพื่อไม่ให้เกะกะหน้าร้านมินิมาร์ทของแม่
ปวรินทร์กดล็อกรถปรรณวัชรมีสีหน้าเคร่งขรึมและไม่พูดอะไรกับเธอั้แ่เถียงกันจบร่างสูงเดินตรงไปยังประตูเล็กโดยไม่ต้องอ้อมไปด้านหน้า
ปวรินทร์เห็นท่ามึนตึงของอีกฝ่ายเธอก็เชิดหน้าไหวไหล่ไม่เห็นต้องง้อเขาก่อนเลย เพราะเธอไม่ได้ผิดอะไร อยากโกรธก็โกรธไปสิ!
หญิงสาวเลิกใส่ใจคนเอาแต่ใจ ได้ยินเสียงเปิดประตูด้านหลังบ้านแม่คงได้ยินเสียงรถของเธอเลยรีบมาเปิดให้ ร้านมินิมาร์ทของแม่เปิดแต่เช้าและปิดร้านไม่เกินสองทุ่มตอนนี้ก็สามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว
"กลับมาแล้วเหรอลูก"
"จ้าปกไม่กลับอีกแล้วนะแม่ ใกล้จะสอบแล้วน้องเลยอยู่ติวหนังสือกับพวกเพื่อนที่หอน่ะ"
ปวรินทร์เข้าไปกอดเอวแม่ บ้านนี้อยู่กันสามคน แม่ปิ่นวดี ปวรินทร์และปกเกล้า น้องชายวัยสิบเก้าปีของเธอปกเกล้าเรียนวิศวะปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน
สองแม่ลูกพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ชั้นนี้เป็ห้องนั่งเล่นและห้องครัวส่วนชั้นสามมีห้องนอนสองห้อง และชั้นสี่ก็ห้องนอนอีกสองห้องแม่และปกเกล้านอนอยู่ชั้นสาม ส่วนปวรินทร์ยึดชั้นสี่เป็ที่สิงสถิตเนื่องจากอาศัยการเดินขึ้นเดินลงเป็การออกกำลังกายไปในตัว
"แล้วกินอะไรมาหรือยังล่ะแม่ทำแกงฮังเลแบ่งไว้ให้พวกเราเยอะเลย ของโปรดของนายปรรณกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะศุกร์นี้"
"กลับมาพร้อมปาวนี่แหละจ้ะแต่กินข้าวกันมาแล้ว เก็บไว้กินพรุ่งนี้ก็แล้วกันเนอะ"
หญิงสาวเอ่ย พากันเดินไปยังห้องนั่งเล่น ปกติแม่จะอยู่ดูละครที่ห้องนี้พอละครจบถึงขึ้นไปนอนที่ชั้นสาม
การทำร้านมินิมาร์ทของแม่ก็ไม่ใช่งานหนักอะไรท่านมีตารางสำหรับไปซื้อของมาขายจากแม็คโครในวันจันทร์และวันพฤหัสบดีไม่ได้ไปทุกวันที่เหลือก็แค่เปิดร้านนั่งขายของมีลูกจ้างประจำหนึ่งคนเป็คนอาศัยในซอยเดียวกันนี่เอง ทำแบบไปเช้าเย็นกลับ
แม่เน้นทำงานแบบสบายๆ ไม่เน้นทำเพื่อเงินชีวิตพวกเธอดีตรงที่ว่าไม่มีหนี้สิน และแม่เป็คนค้าขายเก่ง ขยันและเก็บเงินเป็ส่วนทุนการศึกษาของปวรินทร์กับปกเกล้านั้นเป็เงินก้อนจากประกันชีวิตที่พ่อทำเอาไว้
พ่อของเธอเป็โฟร์แมนท่านเสียด้วยอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานเมื่อตอนปวรินทร์อายุสิบห้าปีได้เงินประกันมาก้อนใหญ่ แม่ไม่ยอมแตะและเก็บเอาไว้เป็ทุนการศึกษาให้ลูกทั้งสองปวรินทร์กับน้องจึงได้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนทั้งสองคนซึ่งเป็มหาวิทยาลัยอยู่ในเขตเดียวกับบ้านตามที่แม่้าทำให้สามารถกลับมานอนกับแม่ได้ทุกวันศุกร์
"ก็แล้วแต่เราสิแล้วทำไมปรรณถึงไม่ขับรถตัวเองกลับล่ะปกติไม่ชอบนั่งมิสพริ้งของเราไม่ใช่เหรอ"
แม่เอ่ยยิ้มๆ แม่รักและเอ็นดูปรรณวัชรประดุจลูกชายคนหนึ่งเพราะเลี้ยงคู่มากับปวรินทร์
"หมอนั่นอกหักน่ะแม่เลยไม่มีแก่ใจจะขับรถมั้ง" ปวรินทร์เอ่ยตอบ แม่ทำตาโต
"เหรอแต่คงไม่จริงจังเหมือนครั้งก่อนๆ นั่นละมั้งแม่ไม่เคยเห็นคบใครได้เกินปีสักคน"
แม่รู้ดีสมกับที่เป็แม่คนที่สองของปรรณวัชร
"ฮื่อ ก็ตามนั้นแหละจ้ะ แล้ววันนี้แม่เป็ไงมั่งที่ปวดเข่าน่ะหายหรือยังจ๊ะ"
"กินอาหารเสริมที่นายปรรณเอามาให้ก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะเราไปอาบน้ำอาบท่าเถอะไป ดึกแล้วเดี๋ยวจะไม่สบายเอาแม่จะดูละครย้อนหลังซะหน่อย"
"โอเคค่ะคุณนายถ้าปาวง่วงก็จะไม่ลงมานะ"
"ตามสบายเลยพรุ่งนี้ยังมีเวลาคุยกันถมเถไป"
"งั้นกู๊ดไนต์เลยนะแม่จ๋า"
หญิงสาวหอมแก้มแม่แล้ววิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสี่ บนนี้มีสองห้องนอนใหญ่มีห้องน้ำในตัว ปวรินทร์เลือกห้องนอนที่อยู่ติดกับคูหาของบ้านปรรณวัชรซึ่งห้องที่มีระเบียงใกล้กันก็เป็ห้องของเขาั้แ่ชั้นประถมแล้วที่เขาเอาแผ่นกระดานไม้หนาสองนิ้วยาวสองเมตรครึ่งมาพาดตรงขอบระเบียงเพื่อไต่ข้ามมาห้องเธอเขาชอบมาทำการบ้านและเล่นเกมด้วยกันที่ห้องนี้ เวลาไม่ใช้ก็จะดึงแผ่นกระดานเก็บไว้จวบจนเวลานี้ทั้งสองอายุยี่สิบเอ็ดปี แผ่นกระดานนั้นก็ยังอยู่ยงคงกระพันอย่างไม่น่าเชื่อ
ปวรินทร์อาบน้ำสระผมเสร็จก็สวมชุดนอนลายการ์ตูนสีชมพูนั่งเป่าผมที่หน้ากระจก
ก๊อก-ก๊อก
เสียงเคาะประตูกระจกตรงระเบียงหญิงสาวเดินไปแง้มผ้าม่านดู เห็นว่าเป็ใครก็ปลดล็อกประตูเลื่อนเปิดให้เขาก้าวเข้ามาแล้วรีบเลื่อนปิดเพราะกลัวยุงและแมลงจะบินเข้ามาด้วย
"แม่ทำแกงฮังเลด้วยแหละ...หิวหรือเปล่า"
เธอจำได้ว่าเขากินผัดกะเพราไก่ไข่ดาวไปครึ่งห่อเพราะแบ่งให้เธอกินด้วยอาจจะไม่อยู่ท้อง
"เหรอ... อยากกินแต่ี้เีแปรงฟันอีก เอาไว้พรุ่งนี้เช้าละกัน"
น้ำเสียงที่ตอบคลายความงอนลงไปจนเกือบปกติแล้วร่างสูงสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสีเข้มเดินไปนอนบนเตียงขนาดหกฟุตของเธอหยิบตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลมากอดเล่น
"นายโอเคยัง...มีอัปเดตอะไรจากพีชหรือเปล่า"
ปวรินทร์เอ่ยถาม พอเห็นเขาเป็คนเข้ามาหาเธอก่อนแบบนี้หญิงสาวก็หายโกรธไปโดยปริยาย เก็บไดรเข้าลิ้นชักหลังจากเป่าจนผมแห้ง
"เรายังไม่ได้เปิดดู...ช่างเถอะ"
เขาเอ่ยแล้วก็หันมามองหน้าเธอ ปวรินทร์หย่อนตัวลงนั่งพิงพนักเตียงหยิบโทรศัพท์มาสไลด์ดูเผื่อจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับพิชญาเ้าหล่อนเป็ถึงอดีตดาวมหาวิทยาลัย มันก็น่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้างไม่ใช่หรือ โดยเฉพาะในเพจฮ็อตของมหา'ลัยที่ชื่อว่า ส่องหาลัยกัน
"อืม... ไม่เห็นมีข่าวนายไม่ลองโทรถามพวกเพื่อนสนิทของพีชดูล่ะ บางทีพวกนั้นอาจจะรู้นะ"
"ฉันบอกว่าช่างเถอะไงปาวไม่ต้องยุ่งได้ไหม"
เขาเอ่ยเสียงขุ่น ดึงโทรศัพท์จากมือเธอ แล้วโยนไปบนที่นอนอีกด้านอย่างไม่สบอารมณ์
ปวรินทร์หน้าบึ้งทันควัน... เออ! ไม่อยากให้ยุ่งเธอก็จะไม่ยุ่งดีเหมือนกันว่ะ ี้เีแคร์แล้ว หญิงสาวนึกอย่างฉุนๆ ปนน้อยใจขยับตัวจะลุกจากเตียง แต่มือใหญ่เอื้อมมาจับแขนเอาไว้เสียก่อน
"จะไปไหน"
"จะลงไปดูแม่หน่อย"หญิงสาวตอบเสียงห้วน
"สี่ทุ่มครึ่งแบบนี้แม่ปิ่นเข้านอนแล้วล่ะ ไม่ต้องลงไปหรอก"
"ถ้างั้นนายก็กลับไปเถอะเราก็จะนอนเหมือนกัน"
เธอเอ่ยไล่ หมดอารมณ์จะคุยกับพวกไบโพลาร์แล้ว
"ฉันนอนไม่หลับ...จะนอนด้วย"
"ไม่ให้นอน"เธอตอบทันควัน ปรรณวัชรขมวดคิ้วมุ่น
"ทำไม"
"แล้วทำไมต้องนอนห้องเราด้วยล่ะห้องนายก็มี โตๆ กันแล้ว เราอยากอยู่คนเดียวไม่อยากยุ่งกับนายเหมือนที่นายบอกไงล่ะ"
ปวรินทร์เอ่ยเสียงสะบัด ใบหน้าบึ้งตึงปรรณวัชรเองก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์พอกัน
"เธอเป็อะไรไป ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเถียงกับเธอตอนนี้หรอกนะปาวปิดไฟดวงใหญ่แล้วมานอนได้แล้ว ทำเสียงดังเดี๋ยวแม่ปิ่นก็ได้ยินหรอกเธออยากให้แม่เห็นว่าเราทะเลาะกันรึไง"
เขาพูดเสร็จก็ลุกไปปิดไฟเสียเอง เหลือเพียงโคมไฟข้างเตียงดึงแขนเธอไปยังเตียง กดตัวให้นอนลง ดึงผ้ามาห่ม และทั้งสองคนขยับหันหลังให้กันทันที
ปวรินทร์หลับตาลง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกับเขานอนด้วยกันความใกล้ชิดและความผูกพันระหว่างเธอกับเขามันก่อสานสายใยมาั้แ่จำความได้เขากับเธอเป็เหมือนเพื่อนและพี่น้อง เป็ครอบครัวความรักและความผูกพันระหว่างกันมันมากมายจนไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้
"ขอโทษ"
จู่ๆ เสียงห้าวขรึมก็เอ่ยออกมาข้อดีของปรรณวัชรคือเขารู้จักขอโทษหากรู้ตัวว่าผิดหรือเวลาทำให้เธอโกรธ
"ปาว"
"อืม"
"ฉันขอโทษนะที่ใส่อารมณ์ไปหน่อย"
น้ำเสียงของเขาอ่อนลง
"อืม"
"ฉันรู้ว่าเธอหวังดี...แต่ฉันไม่อยากให้เธอเสียเวลากับเื่ของฉันก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องไปค้นไปสนหรอกว่าเขาจะอยู่ไหนทำอะไรแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าฉันไม่มีความหมายอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเลยเธอไม่ต้องมากลุ้มเื่นี้หรอก... ฉันไม่เป็ไร เดี๋ยวก็จะมูฟออนแล้วล่ะขอเวลาทำใจสักสี่ห้าวัน"
เขาเอ่ยออกมายาวเป็ครั้งแรกั้แ่เกิดเื่ ปวรินทร์ถอนหายใจแ่เบาขยับตัวนอนหงาย ในขณะที่ปรรณวัชรก็ทำเช่นเดียวกัน ไหล่หนากับไหล่บางเบียดชิดกันรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกดีเช่นทุกครั้ง
"ปาวคือเซฟโซนของเรา"
เขาพึมพำปวรินทร์ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจนักกับประโยคที่ว่าเธอเป็เซฟโซนของเขาตอนนี้เริ่มพูดยาวได้แล้ว คงจะถึงเวลาที่เขา้าระบายแล้วสินะ
"มูฟออนเร็วจังนะ...คบมาตั้งหลายเดือน แต่ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันในการลืมงั้นเหรอ"
"ชีวิตมันสั้น...จะไปเสียเวลาทำไมล่ะ ในเมื่อเขาเป็คนมูฟไปแล้ว เราจะรออยู่ที่เดิมทำไม จริงไหม ชีวิตยังมีอะไรให้ค้นหาอีกตั้งเยอะแยะมีผู้คนอีกตั้งมากมายที่รอให้เราได้ค้นพบ"
อ้อ... ทัศนคติของหมอนี่เป็แบบนี้เอง... มิน่าล่ะถึงเปลี่ยนผู้หญิงราวกับเปลี่ยนกางเกงในแบบนี้
"คนเรารักได้ง่ายและลืมได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอปรรณถามจริง... ความรักของนายนี่มันรักจริงหรือรักเพื่อแก้เบื่อไปวันๆ กันแน่...อกหักแค่สี่ห้าวันแล้วก็มูฟออนไปจีบคนใหม่ได้โดยไม่เหลือเยื่อใยและความรู้สึกให้กับคนเก่าเลยเหรอ"
ปวรินทร์หันไปมองหน้าเขาผิวของปรรณวัชรขาวละเอียดเหมือนแม่พรรณและได้เครื่องหน้าคมสันจากผู้เป็พ่อรวมทั้งความสูงถึง188 เิเใบหน้าของเขาดึงดูดสายตามาก ดวงตาคมกริบเปลือกตาสองชั้นชัดเจนจมูกโด่งเป็สันตรงรับกับริมฝีปากไม่หนาไม่บางและหยักขอบลึกได้รูปเวลายิ้มเห็นฟันขาวเรียงสวยมีลักยิ้มทั้งสองแก้ม คางบึกบึนมีรอยผ่าเล็กน้อย
โดยรวมแล้วเขาหล่อจัดชนิดสามารถเป็นายแบบหรือดาราได้เลยเคยมีคนมาทาบทามให้ถ่ายโฆษณาแต่เขาไม่เคยสนใจงานด้านนี้ ตอนอยู่ปีหนึ่งรุ่นพี่มาขอร้องให้ประกวดเดือนมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ปฏิเสธอย่างไม่แยแส
"ไม่รู้สิ...แต่จากประสบการณ์... การที่เรามีคนใหม่มันทำให้ลืมคนเก่าได้เร็วขึ้น...ไม่ต้องอ้อยสร้อยเศร้าโศกกับความเ็ปนานเกินไป แต่เอาจริงๆ นะ...ฉันอาจจะไม่ทันได้รักใครเลยก็ได้ คือยังไงดีล่ะ"
เขาทำท่าครุ่นคิดหาคำมาอธิบายให้เธอเข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง
"แบบว่าเวลาผู้ชายชอบผู้หญิงสักคนเพราะตรงสเปก แล้วผู้หญิงก็ชอบตอบ มันก็ถึงขั้นตกลงลองคบกันดูใช่ไหมแล้วทีนี้สำหรับเราพอคบๆ ไปมันก็อย่างที่เธอเห็นไง มันสั้นๆไม่ได้คบใครนานก็เลิกกัน ฉันคิดว่ามันแค่อารมณ์ชอบยังไม่ได้พัฒนาไปมากกว่านั้นแต่ถ้าตกลงคบแล้วฉันก็ซื่อสัตย์กับคนคนนั้นตลอดนะ ไม่เคยคบซ้อนหรือนอกกายนอกใจเธอเข้าใจใช่ไหม"
"ฮื่อ...ก็พอเดาๆได้"
"นั่นสิฉันรู้ว่าเธอต้องเข้าใจ ไม่มีใครรู้จักฉันเท่าเธออีกแล้วล่ะปาวเธอเหมือนอีกครึ่งหนึ่งของฉันก็ว่าได้ใครจะไปรู้ชาติก่อนเราอาจเคยเป็ฝาแฝดหรือไม่ก็พี่น้องกันจริงๆ ก็ได้นะ"
"อือ..."
เธอได้แต่ทำเสียงงึมงำรับรู้ในลำคอ ในหัวใจรู้สึกหน่วงเขาไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับเธอจริงๆมีแต่เธอที่บ้าและมานั่งเจ็บอยู่กับความรู้สึกแอบรักเขาข้างเดียวอย่างนี้มาเป็ปีๆทุกวันนี้เพลงแอบรักทุกเพลงคือเพลงโปรดฟังแล้วโคตรจะอินเหมือนคนแต่งเอาชีวิตเธอไปเขียนยังไงยังงั้น
แต่การที่เขาคิดว่าเธอเป็อีกครึ่งหนึ่งของเขามันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ...แม้ความหมายมันจะไม่ใช่อย่างที่เธออยากให้เป็ก็ตามที
การที่คนคนหนึ่งเอ่ยปากออกมาว่าเราเป็ครึ่งหนึ่งของชีวิตเขานั้นมันหมายความว่าเราสำคัญสำหรับเขามาก แค่นั้นมันก็น่าจะพอแล้วนี่นะ!