ถ้าเกิดโอลิเวอร์กลับไปที่โบสถ์แล้วเล่าเื่ที่ว่าเขาและเพื่อนรอดตายกันมาได้อย่างหวุดหวิดจากการถูกปลาหมอไล่กินแล้วจู่ๆปลาหมอก็กำลังจะกลายเป็อาหารของเขา ชีวิตมันช่างพลิคผันอลหม่านจนเชื่อได้ว่าเป็เื่ในจินตนาการของคนที่จิตวิตถารแค่นั้นเองแต่มันกลับเป็เื่จริงที่เกิดขึ้นกับบาทหลวงหนุ่มโชคชะตาช่างเล่นสนุกกับเขาเสียยิ่งกะไร
โอลิเวอร์ : “เราจะทำยังไงกับปลาพวกนี้ดีอดัม”
โอลิเวอร์พูดพร้อมกับทำตาแวววาวรอยยิ้มกว้างหน้ามองไปที่ปลาหมอเอ็นกลอฟอย่างน่ากลัวขาดแค่น้ำลายๆไหลแค่นั้นเองเขาก็จะเหมือนหมาป่าจ้องชิ้นเนื้ออย่างสมบูรณ์
อดัม : “เราก็กินมันซิโอลิเวอร์ แต่กินแค่พออิ่มพอนะอย่าไปฆ่าเขาเพื่อความสนุกสนาน พระเ้าสอนฉันมา”
จากนั้นอดัมก็เดินไปหยิบปลาหมอเอนกลอฟขึ้นมากัดสดๆ แล้วเขี้ยวกร๊บกรับๆต่อหน้าต่อตาโอลิเวอร์อย่าไม่สะท้านเหมือนที่เขายืนเปลือยเท่งเต๊งแบบไม่อายฟ้าอายดิน
โอลิเวอร์ : “อี๋!!! อดัมคุณทำอะไรหน่ะกินไปได้ยังไงทำตัวเป็พวกเวนดิโกไปได้ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ”
*เวนดิโก = ปีศาจในความเชื่อของชาวอินเดียนแดงที่ชอบกินเนื้อสดๆเืสดๆ
อดัมทำหน้านิ่งมึนงงแก้มตุ่ยเพราะเขี้ยวปลาที่เนื้ออมชมพูเหมือนแก้มเด็กวัยขบเผ๊าะอยู่
อดัม : “อะไรหรอโอลิเวอร์ ฉันก็กินปกตินะใครๆก็กินแบบนี้”
โอลิเวอร์ : “ไม่ได้ๆ เราจะกินอะไรต้องกินแบบสุกๆมันจะปลอดภัย และดูมีอารยธรรม”
อดัมยืนมึนงงเข้าไปอีกเป็เท่าตัวเพราะคำศัพท์ที่โอลิเวอร์ใช้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนับั้แ่พระเ้าสร้างเขามาเหมือนอาจารย์มหาลัยสั่งให้เด็กประถมแปลธีสิส ไม่ผิดไม่เพี้ยนเลยซักนิด
อดัม : “โอลิเวอร์ อะไรคือสุกๆ และอะไรคืออารยธรรม ทำไมเ้าใช้คำอะไรได้แปลกพิสดารฉันงงไปหมดแล้ว”
โอลิเวอร์ : “เอิ่ม! จะพูดยังไงดี สุก ก็คือ การทำให้อาหารเราน่ากินขึ้นด้วยความร้อนถ้าสุกอาหารจะเปลี่ยนสี ส่วน อารธรรมก็คือ ยอดเยี่ยม สวยงาม”
อดัม : “โอลิเวอร์ เ้าก็ไม่พูดให้ฉันเข้าใจง่ายๆั้แ่แรก”
อดัมเดินไปหยิบปลา จากนั้นก็โยนไปที่กลางแดด แล้วหันมายิ้มกับโอลิเวอร์
อดัม : “แดดนี่แหละร้อนที่สุดในสวนอีเดนแล้ว”
โอลิเวอร์เอามือกุมขมับ(นี่หรือพ่อของมวลมนุษยชาติ) โอลิเวอร์คิดในใจ
โอลิเวอร์ : “จะว่าแดดร้อนมันก็ถูก แต่มันยังร้อนไม่พอมันต้องร้อนกว่านี้ ร้อนกว่านี้มากๆ”
นกพิราบเจสัน : “มันมีอะไรร้อนกว่าแดดอีกหรอ”
โอลิเวอร์ : “มีซิ ผมจะทำให้พวกท่านรู้จักไฟ”
ทุกคนทำหน้างงมีแค่โอลิเวอร์ที่ทำหน้ายิ้มแบบผู้มีความรู้ที่สุดในดินแดน์แห่งนี้
โอลิเวอร์พวกสองหนุ่มออกไปหาอุปกรณ์ก่อไฟเหมือนเขาเป็นายหมู่ลูกเสือกองร้อยสวนอีเดน โอลิเวอร์จัดแจงหาอุปกรณ์จนครบ เขาไม่รู้ว่าจะก่อไฟขึ้นมาได้เป็หรือไม่แต่อย่างน้อยวิชาลูกเสือที่เขาเรียนมาก็น่าจะเป็ความหวังให้เขาเอาชีวิตรอดจากอาหารดิบมื้อนี้ได้ไม่มากก็น้อย
โอลิเวอรื : “อดัม ท่านดูผมให้ดีนะ แล้วทำตามผมนะ”
โอลิเวอร์เริ่มจากการเอาใบไม้แห้งมาวางเป็กองจากนั้นก็เขาหยิบก้อนหินขนาดพอดีมือ มากะเท๊าะ เสียงดัง ป๊อกๆๆๆๆๆ!! เขากระเท๊าะหลายสิบครั้งแต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยเป็ตามที่หวังนักมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นมานอกจากเศษหินที่เริ่มแตก เป็สีขาวขุ่นให้เห็นร่องรอยว่ามันได้ผ่านการกระทบกระทั่งกันมา
โอลิเวอร์ : “วิธีนี้คงไม่เวริ์ค”
อดัม : “อะไรคือไม่เวริ์ค”
โอลิเวอร์ : “ไม่เวริ์ค หมายถึงไม่ดี ไม่ดีมากๆ”
โอลิเวอร์พูดอธิบายผ่านๆเพราะเขารู้ว่ามันคงยากเกินไปถ้าต้องอธิบายตามหลักไวยยากรณ์ให้เหล่าคนป่าพวกนี้ให้เข้าใจแบบตรงเป๊ะ
โอลิเวอร์ : “เรามาลองอีกวิธีกันดีกว่าผมว่ามันน่าจะได้ผล น่าจะนะ”
โอลิเวอร์ยิ้มแห้งๆแบบเขิลๆเขาเริ่มลงมือสร้างไฟขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้แผ่นไม้วางกับพื้นแล้วนำไม้เป็แท่งหนึ่งขนาดเท่าดินสอเขาลงมือปั่นไม้แท่งนั้นอย่างรวดเร็วหมุนไปหมุนมา
ป๊อก!! เสียงไม้หักลงพร้อมกับมือที่แดงอมชมพูจากแรงปั่นเสียดสีกับท่อนไม้
โอลิเวอร์ : “ปลาดิบมันอร่อยไหม”
เขาหันไปถามอดัมอย่างสิ้นหวัง แล้วลุกไปมองกองปลาหมอเอ็นกลอฟ(เราต้องกินปลาพวกนี้สดๆจริงๆหรอเนี่ย) โอลิเวอร์คิดในใจพร้อมกับทำหน้าหยี๋
ขณะที่โอลิเวอร์กำลังหมดหวังเขาก็ได้ยินเสียงมาจากข้างหลัง
อดัม : “วู๊ๆๆๆร้อนๆ อะไรกันเนี่ย เวทมนต์จากพระเ้า โอลิเวอร์เ้าสอนเวทมนต์พระเ้าให้ฉัน”
โอลิเวอร์ : “คุณทำอะไรหน่ะอดัม คุณทำได้ยังไง”
อดัม : “ฉันก็ทำแบบที่เ้าสอนไงเอาหินมากระเท๊าะกันสองสามที จากนั้นมันก็เกิดสะเก็ดแสงออกมาโดนใบไม้แล้วก็เกิดเวทมนต์ร้อนนี่ไง”
โอลิเวอร์ : “นั่นเรียกว่าไฟ มันมีทั้งประโยชน์และโทษต้องระวังการใช้มันให้มากๆนะ”
อดัม : “ทำไมละถ้ามันมีโทษ เราจะทำมันขึ้นมาทำไมพระเ้าต้องไม่ยินดีกับสิ่งนี้แน่”
โอลิเวอร์ : “ไม่หรอกพระเ้าจะไม่โกรธหรอกสิ่งนี้เกิดจากวัสดุที่พระเ้าสร้างขึ้นพระองค์ไม่เคยโกรธสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นหรอก ไฟเราสามารถนำความร้อนมาทำให้อาหารสุก ให้ความอบอุ่น ขับไล่สัตว์ร้ายแต่อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในไฟเด็ดขาด มันจะทำให้ท่านสลายกลายเป็ธุรีได้เลย”
อดัมได้ยินแล้วหันไปมองไฟพร้อมกับทำหน้ากลัวๆเล็กน้อย
โอลิเวอร์เดินไปหาไม้มาจากชายป่าป่าแห่งนี้ก็ช่างดูลึกลับจริงๆ ขนาดเป็่กลางวันเขายังไม่อยากย่างกรายเข้าไปเลยถ้าไม่จำเป็ต้องเสียงชีวิตเพื่อโอกาสเพียงครั้งเดียวที่เขาจะได้อยู่บนสรวง์แล้วละก็เขาจะไม่เหยียบย่ำไปบนพื้นของป่านี้เด็ดขาด
นกพิราบเจสัน : “โอลิเวอร์ เ้าจะเดินไปถึงไหนข้าบินจนปีกล้าไปหมดแล้ว”
โอลิเวอร์ : “ท่านเห็นไม้พวกนั้นไหม”
โอลิเวอร์พูดพร้อมชี้มือไปทางไม้บริเวณนี้หงิกงอรูปทรงบิดเบี้ยวเหมือนถูกบิดไม่มีผิดเพี้ยนพื้นผิวก็มีสีดำเหมือนผิวงูที่ขาดความเลื่อมของเกร็ดไปแค่นั้นเอง
โอลิเวอร์ : “ผมไม่สามารถเอาไม้รูปร่างประหลาดรูปทรงบูดเบี้ยวไม่สมมาตรพวกนี้มาทำอาหารได้หรอกนะ”
แม้จะได้เกิดใหม่ที่สวนเอเดนแห่งนี้โอลิเวอร์ก็ไม่เคนคลายในนิสัยประหลาดชอบความสมบูรณ์แบบของเขาได้เลย
นกพิราบเจสัน : “มนุษย์เป็เหมือนเ้าทุกคนไหมเนี่ยถ้าเหมือนก็ดีใจด้วยนะ เพราะเ้าคงจะสูญพันธ์ในไม่ช้าเหมือนนกฟีนิกซ์”
*นกฟีนิกซ์ = นกในตำนานของอียิปต์โบราณที่ว่าว่ากันว่าเป็ะเมื่อเวลาตายจะเกิดไฟลุกไหม้ตนเองจนเป็เถ้าถ่านและสามารถเกิดใหม่ได้จากกองขี้เถ้าตัวเอง
เจสันพูดพร้อมกับบินไปข้างหน้าถึงเขาจะเป็นกแต่เขาก็พบเห็นสิ่งมีชีวิตมามากมายเขารู้ว่าใครคุยรู้เื่ ใครคุยไม่รู้เื่ และโอลิเวอร์เป็ประเภทที่2 เขาบินนำไปหากิ่งไม้ต่อเพื่อตัดปัญหา
นกพิราบเจสัน : “ข้าว่าเ้าจะได้กินอาหารแล้วละ”
โอลิเวอร์ : “สมบูรณ์แบบที่สุด”
ทั้งสองมองไปทางต้นไม้สีขาวตั้งตระหง่านริมป่าเพียงต้นเดียวเป็ลูกแกะขาวในฝูงแกะดำ กิ่งไม้ก็เรียวยาวสีขาว รูปร่างมันเหมือนต้นบอนไซที่มีขนาดใหญ่กว่าในกระถางหลายสิบเท่า(พระเ้าก็มีศิลปะในการสร้างไม่ใช่เล่นเลยเหมือนกันนะ)โอลิเวอร์คิดในใจ
นกพิราบเจสัน : “นี่มันกลิ่นอะไรเนี่ยเหมือนกลิ่นอึพวกสัตว์ที่ฉุนสุดๆไปเลย มันอยู่ข้างหน้าไม่ไกลจากตรงนี้มากแน่ๆ”
โอลิเวอร์ทำจมูกฟึดฟัดได้กลิ่นแปลกๆเหมือนอย่างที่เจสันบอกเขายืนทำหน้านิ่งคิดอะไรอยู่ซักแปบนึง
โอลิเวอร์ : “อย่าไปสนใจมันเลย”
เขามองแล้วรีบเดินหาท่อนไม้ขนาดเหมาะๆแก่การย่างปลาสักพักเขาก็เดินกลับไปที่ชายหาดที่เขาลงจอดจากเรือเฟอรารี่ธรรมชาติพร้อมกับไม้ขาวก้านตรงสวยได้รูป
อดัม : “ทำไมพวกไปเ้าไปนานนักละ”
โอลิเวอร์ : “กิ่งไม้มันไม่ค่อยมีหน่ะ”
เจสันมองหน้าโอลิเวอร์พร้อมกับมองบนเล็กน้อย
โอลิเวอร์ : “ถึงเวลาอาหารเช้ากันแล้วละ”
จากนั้นนั้นเขาก็เริ่มลงมือเอาปลาหมอมหาโหดเสียบไม้เอาดินริมชายฝั่งมาปิดประกบปลาจนมิดตัวจากนั้นเขาก็ส่งปลาหมอไปลงไปว่ายในกองไฟที่กำลังร้อนแรงเขานั่งมองก้อนดินที่กำลังถูกไฟเผาจนเริ่มให้ดำขึ้นเรื่อยๆส่งกลิ่นหอมของดินเป็กลิ่นธรรมชาติที่เย้ายวนใจจริงๆ
อดัม : “ทำไมมันหอมแบบนี้มันหอมไม่เหมือนดอกไม้แต่กลิ่นหอมมันดึงดูดน้ำลายเราแปลกๆ”
โอลิเวอร์ : “แล้วคุณนจะกลั้นให้มันไหลจากปากไม่ได้”
สักพักโอลิเวอร์รู้สึกว่าดินเริ่มไหม้สีดำปลาคงจะสุกได้ที่ เขาเดินไปหยิบไม้ปลาออกมาหนึ่งตัวเอาไปกระเทาะกับหินด้วยแรงเล็กน้อยที่บาทหลวงจะมีอยู่
เมื่อก้อนดินแตกกลิ่นหอมคูณสองของปลาหมอเอ็นกลอฟส่งกลิ่นหอมชวนกลิ่นอย่างบอกไม่ถูก โอลิเวอร์เอาไม้ขาวปลายแหลมแซะให้หนังและเกล็ดของปลาหมอเอ็นกลอฟเปิดออกเผยให้เห็นเนื้อปลาที่ขาวเจอกับแสงอาทิตย์แล้วแวววาวออกมาเหมือนไข่มุกทะเลถ้านี่คือโลกมนุษย์ปัจจุบันโอลิเวอร์คงต้องยกตำแหน่งเชฟกระทะเหล็กให้อย่างแน่นอน
โอลิเวอร์ : “น่ากินกว่ากินแบบดิบๆไหมละ”
โอลิเวอร์หันไปมองที่ทั้งสอง ทำให้ต้องใเพราะสายตาแวววาวยิ่งกว่าเนื้อปลาและน้ำลายที่ไหลนองจากริมฝีปากของอดัมและเจสัน
โอลิเวอร์ : “ไม่ต้องตอบก็ได้”
ทั้งสามลงมือกินปลาเผาอบดินอย่างอิ่มหนำสำราญเป็บุ๊ฟเฟ่ปลาชาวสวนที่อร่อยที่สุดในชีวิตของอดัมเขาไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยแบบนี้มาก่อนในชีวิต
อดัม : “เนื้อวันนี้อร่อยมากไม่เคยคิดเลยว่าเวทย์มนต์ไฟจะทำให้อาหารอร่อยแบบนี้”
เขาพูดพร้อมกับนอนอยู่ข้างกระดูกปลากองใหญ่ที่พวกเขาช่วยกันชำแหละพวกเขานอนอยู่ริมชายหาด เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนพวกเขาเผลอหลับไปแบบไม่ทันตั้งตัว
มีแสงสีแดงปนส้มเข้มเขามาแยงตาทำให้อดัมลืมตาตื่นกันขึ้นมา ลุกขึ้นมาแบบเด็กที่พึ่งตื่นแบบไม่เต็มอิ่มมองไปรอบๆเขาเริ่มเห็นตะวันที่ใกล้จะตกดินเต็มที
อดัม : “ตื่นๆ โอลิเวอร์ตื่น เจสันตื่น อันตรายๆอันตรายๆ รีบตื่น ตะวันจะหายไปแล้ว เราต้องรีบหาที่หลบ ที่นี่ไม่ปลอดภัยๆเร็วเข้า”
อดัมพูดอย่างร้อนรน เพราะบัดนี้เป็เวลากลางคืนที่แหล่งมืดมิดแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่วิ่งเล่นของเด็กซนทั้งสามแน่ มันแฝงไปด้วยสัตว์ร้ายและอาถรรพ์นานาชนิดที่เขาไม่เคยพบเห็นและจินตนาการออกเลยอาจเป็การเอาคืนครั้งสุดท้ายของปลาหมอเอ็นกลอฟที่ถูกพวกเขากินให้ต้องหลับเป็เวลานานจนได้ตื่นขึ้นมาระทึกขวัญแบบนี้
โอลิเวอร์ : “เผลอหลับไปซะได้ แล้วเราจะไปหลบตรงไหนดีละ”
อดัม : “บนต้นไม้ บนต้นไม้ยังไงละปลอดภัยที่สุด”
ทั้งสองรีบทุกลักทุเลปีนขึ้นต้นไม้อย่างเร่งรีบจนขึ้นมานั่งบนช่องก้านต้นไม้ขนาดใหญ่ และสูงระดับหนึ่งพวกเขาคิดว่าคงจะปลอดภัยในคืนนี้ได้แล้วละ
ทั้งสามกำลังนั่งเพื่อรอเวลาให้ผ่านไปจนกว่าอาทิตย์จะขึ้นนั้นพวกเขารู้สึกถึงการมีอยู่ของอะไรบางสิ่ง พวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ให้ความรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
นกพิราบเจสัน : “เ้าแน่ใจนะว่าบนต้นไม้ปลอดภัยแน่ข้ารู้สึกไม่ดี ขนปีกสั่นๆอย่าไงไม่รู้”
อดัม : “ฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้ว”
โอลิเวอร์เองก็เช่นกันเขารู้สึกไม่ดีทันที่ที่เริ่มปีนป่ายต้นไม้นี้รู้สึกเหมือนมีสายตามากมายจ้องมองเขาอยู่
ฟ่อ!...... ฟ่อ!!!...
ไม่ใช่แค่สียงอีกแล้ว ครามนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเ้าของสายตาที่จ้องมองเขาคือใครเป็งูตัวขนาดเท่าแขน ขู่อยู่บนกิ่งชั้นที่สูงกว่าใกล้ๆแค่เพียงสองทีมันพุ้งเข้าฉกลงมาที่เจสัน หมายจะเอาชีวิตนกตัวน้อยๆไปเป็อาหารเย็น
ฉึก!!!!...
แต่โชคยังดีคนที่ได้ยินเสียงไม่ได้มีแค่เจสัน อดัมก็ได้ยินเช่นกันเขาเอามือจับเจสันดึงอยู่หลังลงมาทำให้เจสันรอดจากการไปเกิดใหม่เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด อดัมนึกขึ้นได้ว่าเขาหยิบท่อนไม้สีขาวที่โอลิเวอร์เก็บขึ้นมาติดมาด้วย อะดัมกวัดแกว่งท่อนไม้ไปมาเพื่อไล่ให้งูตัวลงไปจากต้นไม้
ฟ่อ!!!! ฟ่อ!!!!!
ได้ผลงูตัวนั้นมีท่าทีแปลกไปแสดงอาการถอยหัวไปข้างหลังแล้วขู่เสียงดังมาก เหมือนมันใอะไรบางอย่างแล้วรีบพาตัวขนาดเขิ่องๆสีดำของมันเลื้อยลงไปจากต้นไม้
โอลิเวอร์ : “งูนั่นมาจากไหนเนี่ยตอนปีนขึ้นมาผมยังไม่เห็นมันเลย”
นกพิราบเจสัน : ”เกือบไปแล้ว ขอบใจมากอดัมข้านึกว่าต้องเป็อาหารงูไปซะแล้วทำไมหมู่นี้ข้าถึงได้มีเสน่ห์กับไอ้พวกสัตว์กินเนื้อพวกนี้นักนะเมื่อตอนเช้าก็เกือบเป็อาหารปลา ตกตอนคืนก็จะเป็อาหารงู”
โอลิเวอร์ : “รอดไปที คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้ว ต้นไม้ต้นนึงคงไม่มีงูถึงสองตัวหรอก”
อดัม : “เ้าแน่ใจหรอโอลิเวอร์ ฉันว่าไม่น่าจะใช่นะ”
อดัมพูดพร้อมกับหันมองดูต้นไม้รอบๆบัดนี้กิ่งก้านของต้นไม้พวกนั้นเริ่มมีการขยับตัวสีดำของผิวไม้เริ่มกลายเป็เกล็ดดำมะเมื่อมและมีเปลือกตาขยับลืมตาขึ้นมาเป็ดวงตาสีเหลือง จากกิ่งไม้เริ่มกลายเป็งูตัวขนาดเล็กขนาดใหญ่เลื้อยกันรอบต้นไม้ทั่วทั้งป่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในรังงูขนาดใหญ่เป็ที่เรียบร้อยแล้ว