CHAPTER 03
เธอคนนั้นที่ร้านเหล้า
.
.
หลังจากผ่านเหตุการณ์ชวนน่าสะพรึงมา ผมก็ได้รับความอนุเคราะห์ใจดีมีเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ของเพื่อนเฮียฟานที่เป็เ้าของร้านให้เสื้อผมมาเปลี่ยนแทนเสื้อตัวเก่าที่เลอะเทอะไปหมด
“เป็ไงน้องชายใส่ได้พอดีไหม”
“ตอนนี้จะพอดีหรือไม่พอดีผมไม่สนหรอกเฮีย แค่มีเสื้อให้เปลี่ยนก็พอ” ผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วมองพี่ชายที่ยืนอมยิ้มรออยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำ “ซวยเป็บ้าเลย”
“ฮ่าๆๆ ผู้หญิงคนนั้นเมาเละเทะเลยนะนั่น”
“ก็ใช่น่ะสิ เมามาก” นึกถึงเธอแล้วผมก็ได้แต่ส่ายหัวไม่รู้ว่าดื่มไปเยอะแค่ไหนสภาพถึงได้เมาปลิ้นขนาดนั้น “เซ็งเลยเสื้อตัวเก่งผมด้วย”
“เอาน่าเดี๋ยวไปให้ป้าทองใบจัดการ”
“กลับกันเถอะเฮีย ผมไม่มีอารมณ์อยู่ต่อแล้ว”
“ฮ่าๆๆๆ เฮียเห็นใจเฟยนะแต่ก็…” เฮียฟานหัวเราะแทบจะขาดใจก่อนจะพยายามหยุดยั้งมันแล้วพูดกับผม “แต่ก็อดขำไม่ได้จริงๆ พ่อหนุ่มนักแข่งรถขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่แต่กลับโดนผู้หญิงเมาอ้วกใส่หมดสภาพเลย ฮ่าๆๆๆ”
“พอเลยเฮียกลับเถอะ ยิ่งพูดผมยิ่งรู้สึกแย่” ผมได้แต่ส่ายหัวเอือมระอาเมื่อนึกถึงเธอคนนั้น คงมีเื่ที่หนักใจเอาเื่เหมือนกันถึงได้เมาจนหมดสภาพแบบนั้น
‘พี่ทำแบบนี้กับหมวยได้ยังไง’
‘ไอ้เฮงซวย มักมาก’
‘หมวยเกลียดพี่’
คำพูดของคนเมามักเป็ความจริงเสมอ เมื่อน้ำเมาเข้าปากเรามักจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาและดูเหมือนเธอคงอัดอั้นมากไม่อย่างนั้นไม่ร้องไห้จนน้ำตาน้ำมูกไหลปนเปกันแบบนั้นหรอก ดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มแต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเธอยังติดตาผมอยู่เลย…กลิ่นอ้วกคราบน้ำมูกนี่ก็ยังติดตัวผมเช่นกัน!
END PART
17.45 น.
ความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่มากระทบผิวกายทำให้ฉันรู้สึกหนาวจนต้องขดตัวเข้าหาผ้าห่มก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาพบว่าตอนนี้ฉันกำลังนอนอยู่ในห้องของตัวเองที่ม่านปิดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟหัวเตียงเท่านั้น
“โอ๊ย…ปวดหัวชะมัด” ฉันพลิกตัวนอนหงายก่อนจะใช้มือคลึงขมับตัวเองคลายความปวดตุบตับ “โป้”
ฉันร้องเรียกหาเพื่อนชายที่มาอาศัยอยู่กับฉันได้สองสามวันแล้วแต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากนางจนต้องหยัดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ
“นังโป้ ปกป้อง” ฉันเรียกชื่อเพื่อนเต็มยศแต่ก็ไม่มีเสียงขานรับใดๆ ทั้งสิ้น “หายไปไหนเนี่ย”
ฉันพยุงตัวให้ลุกนั่งพิงหัวเตียงก่อนจะมองไปรอบๆ เพราะเงียบจนผิดปกติพลันสายตาเห็นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางไว้โดยมีโคมไฟทับอยู่ เห็นแบบนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบมาอ่าน ‘มีบินด่วน กลับพรุ่งนี้ค่ำๆ’ ลายมือคล้ายไก่เขี่ยแบบนี้คงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเพื่อนของฉัน นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ยจำได้ว่าเมื่อวานฉันเมาหนักมากหลังจากที่ปะทะคารมณ์กับแฟนเก่าฉันก็ลางานครึ่งวันจากนั้นก็ดื่มหนักมากความทรงจำเลือนรางที่พอจำได้คือฉันที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับนังโป้ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งมันจะลากฉันกลับแต่ฉันไม่กลับหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ค่อยได้เลย
สองขาก้าวลงจากเตียงก่อนจะเดินไปเปิดม่านและก็พบว่าตอนนี้เป็เวลาเย็นแล้วพอดูนาฬิกาก็ตกต้องใจเมื่อเห็นว่าฉันนอนจนถึงเย็นของอีกวันหนึ่งได้เพราะความเมาแท้ๆ ขณะที่กำลังจะเดินไปห้องน้ำสายตาก็เห็นกระเป๋าสะพายของฉันหล่นอยู่ที่พื้นห้องและมีบางสิ่งโผล่พ้นออกมาจากกระเป๋า ฉันก้มลงหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาดู
‘วันนี้แล้วสินะ’ การ์ดแต่งงานของหญิงร้ายชายเลวในมือทำเอาความร้อนชื้นเกิดขึ้นที่ขอบตาจากที่ตั้งใจจะเข้าห้องน้ำฉันก็หันเหเปลี่ยนเป็เดินไปในครัวแล้วกวาดเบียร์กระป๋องที่เพื่อนซื้อตุนไว้ออกมาแล้วเปิดดื่มทีละกระป๋องด้วยหัวใจที่มีแต่ความโกรธคุกรุ่นปะปนกับความเสียใจ เมื่อเวลาผ่านไปฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็พลุ่งพล่านทั่วร่างกายฉันกลับไปในห้องเพื่อหยิบการ์ดใบนั้นออกมาดูอีกครั้ง “มีความสุขกันมากใช่ไหม! ได้ฉันจะทำให้ลืมวันนี้ไม่ลงเลย!”
โรงแรม XXX
“พี่ไม่ต้องทอน” ฉันยื่นเงินจ่ายคนขับก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ
“น้องแต่พี่ว่า…”
“ไม่ต้องขอบคุณ วันนี้หนูจะทำเื่ที่ยิ่งใหญ่ อึก” ฉันสะอึกเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปมากมาย “ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัย”
“มันไม่พอครับน้อง” ฉันหันขวับกลับไปปรือตามองคนขับแท็กซี่ที่ตอนนี้คล้ายกับว่าแยกร่างได้หลายร่างในหนึ่งคน “ขาดสามสิบบาทเนี่ย”
“อ๋อ” ฉันสะบัดผมหนึ่งครั้งก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงที่มีเหรียญ “เอาไปหมดนี่เลย”
ฉันยื่นเหรียญหนึ่งกำมือให้กับพี่คนขับเขามองหน้าฉันแล้วส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเร่งเครื่องออกไปอย่างโมโห … “โมโหอะไรขนาดนั้นล่ะ โถ่”
พอตั้งสติได้ฉันก็หันกลับมาสนใจกับทางเข้าที่สวยหรูของโรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางกรุงฯ ฉันสะบัดหัวเรียกสติอยู่เป็ระยะถึงแม้จะดื่มมาเยอะแต่ฉันก็พยายามพาตัวเองไปถึงห้องจัดเลี้ยงให้ได้ ตลอดทางที่นั่งรถมาฉันก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้เสียใจและเสียดายเวลาที่เสียไปสิบห้าปีกับผู้ชายเฮงซวยคนนั้น เมื่อขึ้นมาถึงชั้นที่จัดเลี้ยงฉันก็หาห้องเป้าหมายทันทีในการ์ดมันเขียนไว้ว่า ‘ห้องลีลาวดี’
สายตาฉันสอดส่ายหาชื่อห้องจัดเลี้ยงลีลาวดี และในที่สุดก็เจอฉันเดินมายืนหน้าประตูที่ปิดสนิทก่อนจะสูดหายใจอยู่สองสามครั้งแล้วตัดสินใจเปิดประตูอย่างแรงจนเสียงประตูกระแทกกำแพงดังสนั่น
ปัง!
ฉันค่อยๆ เดินเข้างานท่ามกลางสายตาของคนในงานที่มองฉันอย่างสนใจใคร่รู้ว่าฉันคือใคร ถึงแม้คนอื่นจะมองฉันยังไงแต่สายตาของฉันตอนนี้จดจ้องไปที่คู่บ่าวสาวที่กำลังจะทำพิธีตัดเค้กอยู่กลางห้องจัดเลี้ยง
“มีความสุขกันจังเลยนะ มีความสุขกันซะจริง!” ฉันะโเสียงดังแต่แข็งกร้าวเปี่ยมไปด้วยความโกรธปะปนกับความเมา
“นังหมวย! แกมาทำไม! ฉันไม่ได้เชิญ!” ฉันบิดยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเ้าสาวสุดสวยเห็นหน้าฉันแล้วตวาดเสียงดังลั่นจนคนในงานให้ความสนใจยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ได้เชิญก็จะมาโว้ย!” ฉันะโยียวนอีกฝ่ายอย่างเอาเื่ “มาดูผีเน่ากับโลงผุ”
“อีหมวย!”
“หมวย” คนที่ขึ้นชื่อว่าแฟนเก่าเข้ามาห้ามฉันกับเ้าสาวของเขาอย่างทันที “กลับไปก่อนอย่ามาทำอะไรแบบนี้”
“เหอะ แกเป็ใครถึงมาสั่งฉัน แกไม่ได้เป็อะไรกับฉันสักหน่อย!!”
“รปภ. อยู่ไหนมาลากตัวนังผู้หญิงคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ฉันไม่ออก!” ฉันสะบัดมือของเขาที่จับออก ก่อนจะเดินไปจับแขนของเ้าสาวคนสวยแทน “ถ้าฉันออกมันจะไปสนุกอะไร!”
“อีนังหมวย! แกอยากจะลองดีกับฉันใช่ไหม!”
“ทำไม! กลัวแขกในงานเขาจะรู้เหรอว่าแย่งแฟนชาวบ้านเขาน่ะ!” เสียงซุบซิบดังขึ้นเพราะฉันได้พูดในสิ่งที่หลายคนไม่รู้ “ฉันจะทำให้งานแต่งพวกแกเป็วันที่น่าจดจำไปตลอดชีวิต”
ฉันมองอีกคนด้วยสายตาไม่เป็มิตรก่อนจะเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาที่แก้มอย่างลวกๆ สายตาฉันเห็นว่ามีเค้กก้อนใหญ่อยู่ไม่ไกลเลยเกิดความคิดดีๆ “หมวยจะทำอะไร”
“อีหมวยแกจะทำอะไร!!”
“ทำให้งานแต่งพวกแกพินาศไง ฮ่าๆ ” ฉันะเิเสียงหัวเราะด้วยความสะใจแล้วผลักโต๊ะที่วางเค้กจนเค้กหลายชั้นพังลงมาเละไม่เป็ชิ้นบนพื้นพรมหรู จากนั้นก็เดินไปรื้อดอกไม้ที่จัดไว้อย่างสวยงามทิ้งกระจุยกระจายท่ามกลางสายตาของแขกในงาน
“อีหมวยหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“รักกันมากใช่ไหม!” ฉันพยายามไม่ร้องแต่มันก็ทำไม่ได้เมื่อหวนนึกถึงภาพวันวานของฉันและเขาดวงตาที่แดงก่ำเลยกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างไม่อายใคร แต่มือก็ยังไม่หยุดการทำลายข้าวของในงานเขวี้ยงสิ่งนั้นโยนสิ่งนี้จนคนในงานแตกฮือ
“คุณทำอะไรของคุณเนี่ย”
เสียงเข้มคล้ายกำลังดุฉันดังขึ้นด้านหลังเมื่อฉันหันไปมองก็พบว่าเป็คนที่ไม่รู้จัก และในวินาทีนั้นเองเขาก็รวบมือที่กำลังทำลายข้าวของก่อนจะจับฉันอุ้มพาดบ่าท่ามกลางสายตาคนในงาน
“ปล่อยฉันนะ! ปล่อยฉัน ฉันบอกให้ปล่อยไง ปล่อยสิ!” นอกจากจะไม่ปล่อยแล้วคนตัวสูงก็แบกฉันพาดบ่าพาออกมาจากงาน ฉันพยายามดิ้นขัดขืนเขาแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย สองมือกำแน่นแล้วทุบหลังเขาแรงๆ หลายทีจนในที่สุดเขาก็ปล่อยฉันลงที่ระเบียงของชั้นจัดเลี้ยงที่ไม่มีคน “นายเป็ใคร มายุ่งทำไม”
“คุณทำอะไรของคุณ มาทำลายงานแต่งคนอื่นทำไม” เขาพูดเสียงเข้มต่อว่าฉัน
“แล้วมายุ่งอะไรด้วย” ฉันมองอีกคนน้ำตาคลอ ทำไมต้องทำเหมือนฉันเป็คนผิดคนเดียวทั้งๆ ที่สองคนนั้นก็ผิดไม่ต่างกัน “นายจะไปรู้อะไร”
ฉันผลักอกเขาก่อนตั้งใจจะเดินกลับไปที่งานแต่อีกฝ่ายก็คว้าแขนฉันไว้แล้วดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้า “ผมไม่มีทางปล่อยคุณไปป่วนคนอื่นอีกแล้ว”
“ปล่อยฉันนะไอ้บ้า” ฉันทุบอกเขาอย่างแรงระบายความโกรธในใจ ก้อนบางอย่างเหมือนจุกอยู่ที่คอฉันเม้มปากแน่นก่อนจะผ่อนแรงที่ทุบตีอีกคนพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา “ปล่อยฉันนะ ฮึก”
“ร้องไห้ทำไม” เขาก้มหน้ามองฉัน แต่ฉันไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้วตอนนี้ฉันไม่โอเค ไม่โอเคมากๆ จนทรุดตัวนั่งกอดเข่าร้องไห้เป็วรรคเป็เวร “ฮือออออ”
“คุณ” เขาย่อตัวนั่งยองตามมาก่อนจะแตะมือบนหลังฉัน “คุณร้องไห้ทำไม”
“นายจะไปรู้อะไร ฮืออออออ สองคนนั้นน่ะทำกับฉันไว้เจ็บแสบมากแค่ไหนรู้ไหม ฮือออออออ”
นี่ฉันกำลังร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นอย่างนั้นเหรอ ร้องแบบไม่อายฟ้าอายดินแล้วด้วยมีเท่าไหร่น้ำตาฉันจะเค้นออกมาให้หมด
END PART
ผมมองคนที่ก้มหน้าก้มตากอดเข่าร้องไห้อย่างบ้าคลั่งโชคดีที่ตรงนี้ไม่มีคนพลุกพล่านไม่อย่างนั้นผมคงถูกหาว่าทำร้ายร่างกายเธอเป็แน่
ย้อนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ผมกำลังร่วมพิธีมงคลสมรสน้องสาวของหุ้นส่วนบริษัทขณะที่งานกำลังไปได้ด้วยดีก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาท่ามกลางสายตาความสงสัยของแขกในงาน ผมเองก็เช่นกันแต่เมื่อได้เห็นหน้าเธอชัดๆ ภาพหญิงสาวขี้เมาที่อ้วกใส่ผมเมื่อคืนก็ฉายชัดขึ้นมาเป็คนเดียวกันไม่ผิดแน่ ตอนนั้นผมและเฮียฟานต่างพากันใกับเหตุการณ์ที่คนตัวเล็กทำให้วุ่นวายทั้งงานจนผมเห็นว่าเธอคงจะไม่ยอมหยุดแน่ๆ เลยตัดสินพาตัวเธอออกมาแล้วก็เป็อย่างที่เห็นเธอเอาแต่นั่งร้องไห้แล้วบอกว่าผมไม่รู้อะไรเอาซะเลย
“คุณหยุดร้องก่อน…”
“ถ้าไอ้เฮงซวยนั่นใจร้ายกับฉันสักหน่อย ฮือออ ฉันคงไม่อาลัยอาวรณ์กับมันขนาดนี้ ฮือออออออออ อึก อึก ฮือออออ” เธอคร่ำครวญปนสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น “ทำไมทำกับฉันแบบนี้ ฉันผิดอะไรไอ้คนนิสัยไม่ดี ฮือออออ”
ผมพยายามเรียบเรียงสิ่งที่เธอพูดออกมาถึงแม้จะถูกขัดด้วยเสียงสะอื้นและเสียงร้องโหยหวนของเธออยู่บ้างเป็ระยะแต่ก็พอจะเดาได้
“เ้าบ่าวเป็แฟนเก่าคุณเหรอ” ผมถามหยั่งเชิง “ทำใจนะคุณเขาเริ่มต้นใหม่แล้ว”
ผมตบบ่าเธอเพื่อปลอบใจแต่แล้วจู่ๆ คนที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ก็เงียบลงทันทีผมรู้สึกได้ถึงรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเธอจนต้องขยับถอยห่างและในจังหวะนั้นเองเธอก็เงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและมาสคาร่าขึ้นมามองผมด้วยสายตาจ้องเขม็ง
“เอ่อ เหมือนผมจะพูดอะไรผิดอย่างนั้นสินะ” ผมยิ้มเจื่อนเมื่อสายตาเอาเื่นั้นจ้องผมไม่กะพริบ “แต่คุณก็ไม่น่าเข้าไปพังงานแต่งเขาเลย”
พูดไปได้แค่นั้นรังสีความเยือกเย็นก็แผ่จากตัวเธอมาถึงผมจนผมต้องหยุดพูดแล้วเหลือบมองเธอที่ทำหน้าบึ้งใส่ผม “อืม แต่ก็นะคุณคงมีเหตุผลของคุณ”
“ยุ่งชะมัด” เธอพึมพำแล้วหยัดยืนก่อนจะปาดน้ำตาลวกๆ แต่นั่นยิ่งทำให้คราบดำจากเครื่องสำอางเลอะใบหน้าของเธอมากกว่าเก่า “แต่ก็ยังดี อย่างน้อยงานพวกมันก็พัง”
ดูเหมือนเธอจะมีแรงอาฆาตแค้นสูงใช่เล่นภายใต้ใบหน้าขาวหมวยแต่ก็ดูเป็คนรั้นเอาเื่เลย อีกอย่างดูเป็ผู้หญิงที่ไม่น่าเข้าใกล้ที่สุดสำหรับผมจากเหตุการณ์ตอนนี้หรือกระทั่งเหตุการณ์เมื่อคืน
“อ้าว คุณจะไปไหน” พอเธอมองผมจนพอใจแล้วก็เชิดหน้าแล้วสะบัดหนีอย่างไม่สนใจ
“ยุ่งอะไรด้วย” เธอหันมาตอบแล้วมองไม่เป็มิตรกับผมอยู่สองสามวินาทีก่อนจะเดินจากไป
“เฟย” เฮียฟานเดินตรงมาทางผมก่อนจะหันมองซ้ายมองขวา “ผู้หญิงคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ”
“ไปแล้ว” ผมตอบตามตรง “บ้าบิ่นเกินคน”
“เฮียว่าหน้าคุ้นๆ”
“ไม่คุ้นได้ไง ก็คนที่ทำเสื้อผมเลอะเทอะเมื่อคืนไง” ผมเฉลยสิ่งที่เฮียฟานสงสัย “ดูเหมือนว่าเ้าบ่าวจะเป็แฟนเก่าเธอนะครับ”
“ก็คงงั้น แต่คงจบกันไม่สวยเท่าไหร่ถึงได้ตามมาพังงานแต่งจนล่มไม่เป็ท่าแบบนี้ หึ ผู้หญิงคนนี้สุดยอดใจกล้าสุดยอด”
“ผมว่าเธอเมามากกว่าถึงได้กล้าขนาดนั้น” ตอนที่อุ้มเธอออกมากลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเธอแรงมากไม่รู้ว่าดื่มหรืออาบ “แล้วข้างในเป็ไงบ้างเฮีย”
“ก็ล่มน่ะสิ แขกในงานงงไปตามๆ กัน” เฮียฟานมองไปทางห้องจัดงาน “เฮียก็ไม่คิดเหมือนกันว่างานแต่งน้องสาวเพื่อนเฮียมันจะล้มระเนระนาดแบบนี้ บ่าวสาวคงจำจนตาย”
“แล้วเพื่อนเฮียมีหุ้นในบริษัทเรามากน้อยแค่ไหนครับ”
“สิบเปอร์เซ็นต์”
“พี่เฟย” เสียงใสเรียกชื่อผมดังมาแต่ไกลจนผมกับเฮียฟานหันไปมอง “อยู่นี่เองหาตั้งนาน”
น้ำหนึ่ง หญิงสาวที่แม่ผมวางแผนไว้ให้มาดูตัวเธอเป็หญิงสาวร่างเล็กปราดเปรียวและฉลาดเราเจอกันครั้งแรกคล้ายสุภาษิตที่ว่าไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่นั่นแหละเพราะเราทั้งคู่ต่างถูกบังคับให้มางานนี้บังหน้าแต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการดูตัวซึ่งผมและเธอมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่ชอบการทำอะไรแบบนี้เลยตกลงกันว่าจะทำตามแผนของผู้ใหญ่ที่วางไว้
“งั้นคุยกันไปนะ เฮียขอเข้าไปดูข้างในงานก่อนเผื่อช่วยอะไรได้บ้าง”
หลังจากที่เฮียฟานกลับเข้าไปในงานผมกับน้ำหนึ่งก็เริ่มบทสนทนา “เอาเป็ว่าน้ำจะกลับไปบอกคุณแม่นะคะว่าพี่เฟยน่ะไม่ใช่ผู้ชายในฝันของน้ำ”
“แล้วทำไมไม่บอกความจริงว่าเรามีคนรักอยู่แล้ว?” อีกเหตุผลหนึ่งที่เราสองคนไม่สามารถทำตามที่ผู้ใหญ่้าได้ก็คือน้ำหนึ่งมีคนรักอยู่แล้ว
“ก็รอให้เขากลับมาจากญี่ปุ่นก่อนค่ะค่อยพาไปเจอคุณแม่” น้ำหนึ่งยิ้มเผล่ “แล้วพี่เฟยล่ะคะจะบอกคุณป้าว่ายังไง”
“ก็บอกว่าเราไม่ชอบพี่ เป็ไงดีไหม?”
“จริงๆ น้ำก็ชอบพี่เฟยนะคะพี่เฟยทั้งหล่อ ทั้งเก่ง” อีกคนพูดทีเล่นทีจริง “แต่น้ำคงไม่เหมาะกับพี่เฟยหรอกค่ะ พี่เฟยน่ะกะล่อน”
“อ้าว นี่ชมพี่ใช่ไหม”
“ค่ะ น้ำชมมีตรงไหนที่น้ำว่าพี่เฟยเหรอคะ ไม่เห็นจะมีเลยนะ”
“ทำเป็ยิ้มไปเถอะ ระวังคุณน้าจะหาคนอื่นมาดูตัวกับเราแทนพี่นะ” ผมขู่เธอ “เอาเป็ว่าแผนของเราทั้งคู่คือดูตัวแล้วแต่ไม่ตรงสเปกกันและกันตามนั้นนะ”
“โอเคค่ะตามนั้น…เอ้อพี่เฟย”
“หื้ม”
“ผู้หญิงคนที่มาพังงานแต่งคุณวาดดาวนี่พี่เฟยรู้จักเหรอคะ?” ใครจะไปรู้จักผู้หญิงบ้าบิ่นคนนั้นกัน
“เปล่า ไม่รู้จักหรอกแต่ถ้าพี่ยังปล่อยให้เธอทำลายข้าวของอยู่แบบนั้นงานคงพังมากกว่านี้”
“ก็จริง” น้ำหนึ่งทำท่าคิด “แต่คุณวาดดาวตอนโมโหนี่น้ำขนลุกเลยค่ะ”
“ก็นะ โดนพังงานซะขนาดนั้นเป็เราก็คงขึ้นหรือว่าไม่จริง?”
“มันก็จริงค่ะ แต่พี่เฟยไม่ได้ยินเหรอคะที่ผู้หญิงคนนั้นพูดว่าคุณวาดดาวแย่งแฟนเธอน่ะ”
จะว่าไปเธอคนนั้นก็ดูเหมือนว่าที่ทำลงไปมันไม่ใช่แค่ความโกรธแค้นแต่มันมีเสี้ยวหนึ่งที่ผมมองเห็นความเ็ปในดวงตาของเธออยู่เหมือนกัน
“เธอคงมีเหตุผลที่น่าจะฟังขึ้นสำหรับการมาพังงานแต่งครั้งนี้นั่นแหละ”
“เฮ้อ…ไม่รู้จะสงสารใครดีเลยค่ะระหว่างเ้าสาวที่โดนล้มงาน กับ แฟนเก่าของเ้าบ่าวที่ถูกแย่งแฟน” น้ำหนึ่งพูดเป็ช่องเป็ฉากก่อนจะเงยหน้ามามองผม “งานข้างในเลิกแล้วล่ะค่ะ น้ำว่าน้ำจะกลับเลยพี่เฟยจะกลับหรือยังคะ”
“ก็คงจะเป็อย่างนั้นพรุ่งนี้พี่ต้องเข้าบริษัทคงกลับเลย”
“ฝากสวัสดีคุณป้าด้วยนะคะ”
“ฝากเฮียฟานเถอะเพราะพี่ไม่ได้กลับบ้าน”
“อ้าวแล้วพี่เฟยจะไปนอนที่ไหนล่ะคะ? ...”
หลังจากแยกกับน้ำหนึ่งผมก็โทร.หาเฮียฟานเพื่อจะขอตัวกลับก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าบริษัทที่ผมมาดูแลความเรียบร้อย เฮียฟานก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะเฮียรู้อยู่แล้วว่าผมจะไปนอนที่คอนโดเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านี้ผมปล่อยให้เช่าไว้ระหว่าง่ที่ไปเรียนต่างประเทศแต่ก็ไม่คิดว่าจะยาวนานขนาดนี้พอกลับมาก็พบว่าห้องนั้นตอนนี้คนเช่ารายเก่าย้ายออกไปแล้ว ผมเลยได้โอกาสยึดห้องนั้นกลับมาเป็ของผมอีกครั้ง
ขณะที่กำลังเลี้ยวรถออกจากโรงแรมจู่ๆ ผมก็ต้องจอดเพราะดูเหมือนว่ารถคันหน้าจะจอดนิ่งไม่ขยับไปไหนราวกับมีอะไรขวางถนนไว้อย่างนั้นและเมื่อมันนานกว่าปกติผมเลยตัดสินใจลงจากรถเพื่อลงไปดูว่าข้างหน้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
กลุ่มคนที่ล้อมวงคล้ายดูอะไรกันสักอย่างเรียกความสนใจของผมได้เป็อย่างดี สองเท้าก้าวเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงพูดคุย “นี่ลุกหนีไปสิจะมานั่งขวางทางทำไมรปภ. ไปไหนทำไมปล่อยให้ยัยผู้หญิงคนนี้มานั่งขวางรถอยู่ได้”
“นี่เธอ คิดว่าตัวเองเป็ใครกันถึงได้มานั่งเมาขวางถนนแบบนี้” ผมแทรกตัวผ่านกลุ่มคนเพื่อดูว่าเกิดเหตุอะไร แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าก็ใเล็กน้อย
“คุณ!” ผมเรียกเธอจนคนรอบข้างหันมามอง
“รู้จักเหรอคะ ถ้ารู้จักคุณก็ช่วยพาเธอไปที่อื่นทีเถอะค่ะรถติดยาวไปถึงไหนแล้วเพราะผู้หญิงขี้เมาคนเดียว”
“เอ่อ” ผมมองหญิงที่นั่งบนถนนพร้อมกระดกเบียร์กระป๋องที่ถือไว้ในมือ “ไม่รู้จักครับ”
ผมคิดไว้แล้วว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับผู้หญิงบ้าบิ่นคนนี้อีกเธอคาดเดาอารมณ์ยากเกินรับมือไหวไหนจะรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเธอนั่นอีก ผมขอผ่านก็แล้วกันครั้งนี้ เมื่อคิดว่าจะไม่ยุ่งแล้วผมก็เดินกลับมาที่รถแต่เพียงแค่จับประตูเตรียมจะเปิดคำพูดของเธอก็ดังวนมาในหัว
‘ทำไมทำกับฉันแบบนี้ ฉันผิดอะไรไอ้คนนิสัยไม่ดี’ ผมหลับตาลงแล้วระบายลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ถ้าผมหันกลับไปข้องเกี่ยวกับเธออีกครั้งผมคงต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ซึ่งผมไม่ใช่คนแบบนั้น!
ซะที่ไหนล่ะ!
“คุณลุกขึ้น!” ผมเดินแทรกกลุ่มคนไปคว้าแขนเธอให้ลุกขึ้น
“นายอีกแล้วเหรอ อึก” นอกจากจะไม่ลุกแล้วดวงตารีเล็กนั่นยังจ้องผมเขม็งจนผมได้ยินเสียงคล้ายมีดดาบถูกชักออกจากฝักยามที่สายตาเธอมองผมแบบนั้น “อย่ามายุ่งได้ไหม”
“คุณนี่ดื้อด้านที่สุดเลย” ผมเท้าเอวมองเธอแต่อีกมือก็ยังจับแขนเธอให้ลุกขึ้นมาท่ามกลางสายตาที่ไม่ค่อยพอใจของคนอื่นๆ “อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้ไหม”
“…”
“ตกลงจะไม่ลุกใช่ไหม?” นอกจากจะบ้าบิ่นแล้วยังดื้อเงียบอีก “โอเค ถ้างั้นผมขออนุญาต”
ไม่รอคำอนุญาตจากเธอผมก็ช้อนร่างเธออุ้มขึ้นโดยเ้าตัวยังคงใจนทำอะไรไม่ถูกปล่อยให้ผมอุ้ม พอเห็นว่าผมจัดการกับคนต้นเหตุเรียบร้อยคนที่เคยล้อมวงก็แหวกทางให้ผมเดิน
“ปล่อยนะ ฉันบอกให้ปล่อย” และเธอเริ่มออกฤทธิ์ ผมรีบสาวเท้าไปยังรถก่อนจะเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแล้วปล่อยตัวเธอ
“ผมจะขอข้องเกี่ยวกับคุณเป็ครั้งสุดท้าย” ผมชี้หน้าเธออย่างเหลืออด ขณะที่อีกฝ่ายมองผมอย่างขุ่นเคือง “แล้วก็ไม่ต้องคิดจะลงจากรถ ผมจะไปส่งคุณเอง”
“นายเป็ใคร อย่ามายุ่งกับฉันนะฉันเก่งมวยต่อยนายสลบแน่ อึก” ผมยืนเท้าประตูรถขณะอีกคนที่ตาใกล้จะปิดกำหมัดตั้งการ์ดใส่ผม
“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” ผมส่ายหัวอย่างเอือมระอาแล้วดันประตูปิดแล้วอ้อมมานั่งประจำฝั่งคนขับ “นั่งเฉยๆ ผมล็อกประตูแล้วเปิดให้ตายมันก็ไม่ออกหรอกคุณ”
“นายจะพาฉันไปไหน อึก จะทำมิดีมิร้ายฉันเหรอ ฮือออออ” แล้วเธอก็ปล่อยโฮออกมาจนผมใกับท่าทางของเธอ “ทำไมชีวิตฉันมันแย่ขนาดนี้นะ ฮืออออ แฟนทิ้งไม่พอยังมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้จะทำไม่ดีมิร้าย ฮือออออ”
ผมได้แต่พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับคนข้างๆ ก่อนจะเอื้อมดึงสายเบลท์แล้วคาดให้กับเธอ “คุณพักที่ไหน”
“ฉันไม่บอก!” เธอหันขวับมาแหวใส่ผมแล้วท่าท่าจะปลดเบลท์แต่ก็ดูจะเป็เื่ที่ยากสำหรับคนเมา “ปล่อยฉันลงนะ ปล่อย…ปะ…ปล่อย”
“อ้าวเฮ้ย คุณ” พูดๆ อยู่เธอก็ชัทดาวน์ตัวเองไปอย่างงงๆ หลับกันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอแล้วแบบนี้ผมจะรู้ได้ไงว่าเธอคนนี้พักอยู่ที่ไหน “คุณตื่นมาก่อน”
“คร่อกกก ฟี่~~” นอกจากจะไม่ตื่นแล้วเธอยังกรนใส่ผมจนจมูกบานเข้าบานออกแบบนี้อีก อะไรวะเนี่ย!!
หลังจากรออยู่นานอีกคนก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นผมเลยตัดสินใจขับมาจอดหน้าร้านสะดวกซื้อก่อนจะลงไปซื้อของด้านใน ไม่นานผมก็ออกมาพร้อมกับผ้าเย็นและน้ำดื่ม “คุณ”
“อืออออ”
“ตื่นขึ้นมาก่อน” ผมแกะผ้าเย็นแล้วเช็ดไปที่ใบหน้าของเธอ คราบเครื่องสำอางที่เลอะเทอะหลุดติดมากับผ้าเย็นจนใบหน้าเธอเกือบจะสะอาด “คุณได้ยินผมไหม ตื่นก่อน”
เปลือกตาเธอขยับขึ้นลงช้าๆ ก่อนจะปรือแพขนตาขึ้นมา “หิวน้ำ”
“เอ้า” ผมยื่นน้ำดื่มให้กับเธอ
เสียงดื่มน้ำดัง อึก อึก บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเธอคงคอแห้งมากแค่ไหน ผมนั่งมองเธอจนดื่มน้ำหมดขวด ก่อนจะหันมามองผม “นายเป็ใคร”
“เื่นั้นไว้ก่อน นี่มันครึ่งคืนแล้วคุณทำให้ผมไม่ได้กลับไปนอนเพราะมัวแต่ปลุกคุณอยู่นี่ไง”
“แล้วฉันมากับนายได้ยังไง” ถึงแม้น้ำเสียงจะติดยานครางแต่ก็น่าจะมีสติกว่าตอนแรก “นายพาฉันมาทำไม”
“ก็คุณเล่นนั่งขวางทางแบบนั้นรถไม่ทับตายก็ดีแค่ไหนแล้ว”
“ก็ปล่อยให้ตายไปสิ” เธอตัดพ้อ “ตายไปก็ดี จะช่วยฉันมาทำไมก็ไม่รู้”
“เหอะ” ผมแค่นหัวเราะ “ล้มงานแต่งคนอื่นเสร็จแล้วกะจะฆ่าตัวตายหนีความผิดว่างั้น”
“ไม่รู้อะไรไม่ต้องมาพูดจะได้ไหม” เธอตวัดสายตามามองผม ในดวงตาของเธอแสดงถึงความเ็ปจนผมต้องเงียบลง
“ขอโทษก็แล้วกันนะคุณที่ผมอาจจะพูดอะไรทำร้ายจิตใจคุณ” เธอเมินหน้าออกนอกหน้าต่าง “ถ้างั้น บอกผมมาว่าคุณพักที่ไหนเดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้” เธอปลดเบลท์แล้วเปิดประตูลงจากรถ ผมมองเธอปิดประตูรถเสียงดังอย่างไม่กลัวว่าจะทำรถผมพังสักนิด เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่้าความช่วยเหลือผมก็ค่อยๆ เคลื่อนรถแต่ทว่า
ปัง ปัง ปัง
เอี๊ยดดดด
ผมเบรกรถกะทันหันเมื่อเธอคนเดิมวิ่งตามมาเคาะกระจกรถ “มีอะไรอีกคุณ”
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว” จู่ๆ เธอก็เปิดประตูรถแล้วเข้ามานั่งตำแหน่งเดิมจนผมงง “นายพาฉันมานายก็ต้องไปส่ง”
“ไหนว่ากลับเองได้?”
“คือว่า…” เธอเม้มปากก่อนจะเชิดหน้าพูดเสียงเบา “ฉันไม่มีเงิน”
“หึ” ผมกลั้นยิ้มกับคำสารภาพตรงๆ ของอีกคนอวดเก่งไม่แพ้ใครก็ต้องยกให้เธอ “โอเค ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเกี่ยวข้องกับคุณเป็ครั้งสุดท้าย”
“หมายความว่ายังไงครั้งสุดท้าย”
“นี่คุณจำผมไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ” ผมหันไปมองเธอแล้วชี้หน้าตัวเองพลางเลิกคิ้วถามคนตรงข้าม “เมื่อคืนไง จำไม่ได้?”
“เมื่อคืน?” เธอขมวดคิ้วก่อนจะกลอกตาไปมาและในที่สุดดวงตารีเล็กก็เบิกกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ “หรือว่า…”
“จำได้แล้วใช่ไหม?”
“ฉันเมาหนักจนเผลอไปมีอะไรกับนายเหรอ? เราสองคน…” คำพูดแสนประหลาดทำเอาหัวคิ้วผมขมวดหากัน “มีอะไรกันแล้วอย่างนั้นเหรอ!!”
“ห๊ะ!”
“ฉันเผลอไปมีอะไรกับนายอย่างนั้นสินะ เหมือนในนิยายเหมือนในละครแบบนั้นสินะ” ผมไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายอะไรมาพูดกับเธอแล้วจริงๆ “ความสัมพันธ์ของเรามันผ่านมาแล้วถือว่าให้มันผ่านไปเถอะ ฉันเมานายก็รู้แค่ครั้งเดียวฉันไม่…”
“นี่คุณคิดว่าผมกับคุณ…เรามีอะไรกันอย่างนั้นเหรอ?”
“แล้วไม่ใช่เหรอ?” ผมถอนหายใจออกมาอย่างสุดเซ็ง
“ตกลงคุณพักที่ไหน?”
หลังจากรู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหนผมก็ขับรถโดยไม่สนใจเธออีกเลยส่วนอีกคนก็มองผมเป็ระยะราวกับมีอะไรค้างคาใจ เมื่อเลี้ยวรถเข้าจอดยังคอนโดที่เป็เป้าหมายแล้วผมก็ลงจากรถทันทีและไม่นานอีกคนก็เปิดประตูรถตามลงมาแล้วเรียกผมไว้
“นายจะไปไหน ถึงคอนโดฉันแล้ว” เธอปิดประตูแล้วอ้อมแอ้มถามผม “แล้วตกลงฉันกับนายเรา…”
“เราไม่ได้มีอะไรกันอย่างที่คุณคิด จบนะ”
“อ้าวเหรอ” เธอดูมีสีหน้างุนงง “แล้วนั่นนายจะไปไหน”
“…”
“เดี๋ยวสิ…แล้วไม่กลับเหรอ”
ผมหยุดเดินแล้วหันมองคนที่เดินตามมาติดๆ แล้วระบายลมหายใจก่อนจะตอบเธอ “ผมก็อยู่ที่คอนโดนี้เหมือนกัน”
END PART