เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมาอย่างสง่างาม พลังเหมันต์ที่เปล่งออกมาจากร่างของนางทำเอาทั้งหอประชุมเย็นะเื นางเอ่ยด้วยเสียงเรียบ แต่ทรงพลังดุจประกาศิตแห่งฟ้า
“นับแต่นี้ ข้าคือ ประมุขสำนักเทพอัสนีย์ เทพอัคคีจะดำรงตำแหน่ง เ้าสำนัก เทพฟ้าดินเป็ ผู้เฒ่าสูงสุด ทำหน้าที่สั่งสอนเหล่าเทพชั้นสูงของเรา และที่ประชุมแห่งนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็ สภาสำนักเทพอัสนีย์ ประกอบด้วยสมาชิกเก้าท่าน”
“มีรายนามดังนี้ เทพีน้ำค้างเหมันต์, เทพอัคคี, เทพฟ้าดิน, เทพีดิน, เทพีน้ำ, เทพีลม, เทพีไฟ, เทพีแสง และเทพีอากาศ และนี่ก็คือเก้าผู้ทรงอำนาจที่จะกำหนดทิศทางของพิภพ ต่อจากนี้ไม่ว่าผู้ใดต้องอยู่ภายใต้กฏของสำนักไม่มีข้อยกเว้น” เทพีน้ำค้างเหมันต์ประกาศกร้าว
“รับทราบ” ทุกคนในหอประชุมล้วนขานรับ
เมื่อการแต่งตั้งสิ้นสุดลง เทพีน้ำค้างเหมันต์หันไปยังเทพฟ้าดิน แล้วเอ่ยถามเหมือนจะสืบหาอดีตที่ผ่านมา “ในชาติที่แล้วระหว่างที่ข้าผนวกจิติญญาเข้ากับเขาอัสนีเหมันต์ สิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง”
บรรยากาศในห้องประชุมขมุกขมัวราวกับเมฆพายุพัดผ่าน ก่อนที่เทพฟ้าดินจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทันทีที่ท่านหลอมรวมิญญา เขาลูกนั้นไม่เสถียร มันดึงพลังจากฟ้าดินทั่วสารทิศมาสู่ตัวเองจน… เขาโภคาบรรพต พังทลาย! พระราชวังอัสนีดาราถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก ห้องลับโบราณสูญสลายทั้งหมด ข้าทำได้เพียงย้ายตำหนักทั้งหกออกมาไว้ที่สำนักก่อนมันจะถล่มจนสิ้นซาก”
เสียงของนางสั่นเครือเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่สูญเสีย “เหล่าพระชายาขวาและพระสนมทั้งสี่… พวกนางร่วมกันผนวกจิติญญาเข้าสู่เขาอัสนีเหมันต์ เพื่อรักษาเสถียรภาพของพลังปราณ พวกนางยอมสละชีพจนในที่สุด เขาลูกนี้กลายเป็แหล่งพลังฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด… แต่ก็แลกด้วยชีวิตของพวกนาง”
ห้องประชุมเงียบสงัดลงทันที เทพทั้งหลายต่างก้มศีรษะด้วยความเคารพต่อการเสียสละที่ยิ่งใหญ่นี้
เทพฟ้าดินสูดหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวต่อ น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้น “หลังจากนั้น เทพัเขียวก็ขึ้นเป็มหาเทพจอมราชันแทนเทพอัสนีย์ แต่… าาภูติหมอกเงิน กลับทรยศ วางยาพิษจนเทพัเขียวและพระชายาเทพวายุสิ้นชีพ จากนั้น เขาสั่งให้ เ้าสมุทร องค์ชายใหญ่แห่งพิภพภูติ ยกทัพโจมตีพิภพเทพและยึดครอง จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็ พิภพิญญา!”
เสียง ปัง! จากฝ่ามือเทพอัคคีกระแทกลงบนโต๊ะประชุม เปลวเพลิงลุกวาบด้วยความโกรธเกรี้ยว
เทพฟ้าดินยังคงเล่าต่อราวกับคมดาบกรีดใจทุกคนที่ฟัง “เทพที่เหลือรอดก็ได้อพยพมายังภาคกลางของพิภพอัสนี ด้วยความช่วยเหลือจาก เ้าวายุ องค์ชายรองแห่งพิภพภูติ ทำให้เ้าสมุทรโกรธแค้น ทว่า าาภูติหมอกเงินกลับออกหน้าไกล่เกลี่ย กำหนดให้สำนักเทพอัสนีย์ขึ้นตรงต่อราชสำนักภูติ ต้องส่งบรรณาการทุกสามปี และห้ามมีกษัตริย์ของตนอีกต่อไป”
เสียงถอนหายใจหนักดังขึ้นรอบห้อง แต่เทพฟ้าดินยังไม่หยุด
“เผ่านาคาไม่ยอมรับกฎนี้ พวกเขาจึงอพยพย้ายออกไปนอกจักรวาลพิภพนี้ เผ่าภูติจึงส่ง เ้ามฤตยู ผู้เป็องค์ชายสามเข้าปกครองพิภพนาคา แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็ พิภพมืด ส่วน ปราชญ์ิญญา หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย… ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชะตากรรม”
สายตาทุกคู่หันไปหาเทพีน้ำค้างเหมันต์ที่ยังคงสงบนิ่งเสมือนูเาน้ำแข็ง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เทพฟ้าดิน… ข้าอยากรู้ พลังของเผ่าภูติแข็งแกร่งเพียงใด”
“เื่นี้ข้าก็ไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่บอกได้แค่เพียงว่า พลังของพวกเขามากพอที่จะกำราบเผ่าเทพของเรา ให้ยอมสยบอยู่ภายใต้ผ่าเท้าเผ่าภูติได้โดยง่าย” นางพูดพร้อมน้ำตาที่หลั่งออกมานองแก้มด้วยความกดดัน
เทพฟ้าดินประสานมือแน่น ก่อนกล่าวถึงเื่ต้องห้าม
“ยังมีอีกเื่ที่ข้าอยากจะเล่าในที่ประชุมนี้ เมื่อครั้งเทพอัสนีย์บรรลุ บรมเทพระดับ 20 เขาได้เขียนคัมภีร์ไว้ห้าเล่ม เรียกว่า คัมภีร์เบญจเทพ เป็วิชาสูงสุดที่ผู้ฝึกจะบรรลุสู่จุดสูงสุดของการเป็เทพ คัมภีร์แรกสำหรับมหาเทพ เล่มสองฝึกสู่เทพราชัน เล่มสามสู่เทพจักรพรรดิ เล่มสี่สู่พรหมเทพ และเล่มห้าสู่บรมเทพ”
แววตาของเทพีน้ำค้างเหมันต์วาวโรจน์ขึ้น
“ใช่ ข้ารู้…”
“ต้นฉบับ ข้ายังเก็บรักษาไว้ แต่สำเนาที่เคยเก็บไว้ใน หอคัมภีร์ในพิภพเทพ บัดนี้ตกอยู่ในมือเผ่าภูติทั้งสิ้น! ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงแข็งแกร่งจนยากที่ฝ่ายเทพจะต้านทานได้”
คำพูดนั้นทำให้ความโกรธปะทุขึ้นในใจเหล่าเทพทั้งหลาย แต่เทพฟ้าดินยังคงกล่าวต่อด้วยเสียงอันหนักแน่น
“สำหรับเผ่าเทพแล้ว คัมภีร์นี้ถูกสั่งให้ปกปิดไว้ แต่กลับตกไปอยู่ในมือของเผ่าภูติ ช่างน่าวิตกจริงๆ” เทพีน้ำค้างเหมันต์นึกในใจ พลางกล่าวขึ้นว่า “เผ่าภูติมีผู้ใดปกครองอยู่หรือ”
“พิภพภูติ ถูกปกครองโดย ภูติมหากาฬ พระราชบิดาขององค์ชายทั้งสาม เขาคือผู้นำที่ทรงพลังและเป็ภัยร้ายแรงที่สุดของเผ่าเทพเรา” เทพฟ้าดินตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เทพีน้ำค้างเหมันต์ขมวดคิ้ว แต่แววตาไม่ได้หวาดหวั่น นางเอ่ยเพียงสั้นๆ “แล้วพิภพิญญาเล่า?”
เทพฟ้าดินหันมาสบตานาง “ปกครองโดยองค์ชายใหญ่นามว่า “เ้าสมุทร” ผู้มีอำนาจควบคุมธาตุน้ำและมหาสมุทรทั้งปวง พลังของเขาสามารถสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งจนยากจะเจาะทะลุทะลวงได้”
เทพีน้ำค้างเหมันต์พยักหน้าเบาๆ สายตาของนางกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความคิด “แล้วพิภพมืดเล่า… ใครคือผู้ปกครองที่แท้จริง?”
เทพฟ้าดินก้าวออกมากลางห้อง แววตาเคร่งขรึม ราวกับว่าเพียงเอ่ยชื่อก็เป็การเรียกเงามืดให้ปรากฏ “พิภพมืดอยู่ใต้การปกครองของ เ้ามฤตยู องค์ชายสาม ผู้เลื่องชื่อด้านศาสตร์แห่งการซ่อนเร้นและการลวงตา อาณาจักรของเขาคลุมเครือ เต็มไปด้วยเงาและความลึกลับ แผนการของพวกเขานั้น ยากเกินที่จะหยั่งถึง ผู้ที่ก้าวเข้าไปมักไม่มีวันกลับมาเล่าเื่ได้อีกเลย”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในสภาเย็นะเื ศิษย์บางคนถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
เทพีน้ำค้างเหมันต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “แล้ว…พิภพมารล่ะ มีใครค้นพบหรือไม่”
“ไม่” เทพฟ้าดินส่ายศีรษะช้าๆ “นับแต่ศึกเมื่อสี่พันปีก่อน ระหว่างเทพอัสนีย์กับมารพยัคขาว เผ่ามารก็หายสาบสูญไป ไม่มีผู้ใดพบร่องรอยอีกเลย ทั้งตำนานและบันทึกต่างก็ขาดหาย เหมือนทั้งพิภพถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา”
ความเงียบปกคลุมห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เทพีน้ำค้างเหมันต์ นางยังคงนั่งอย่างมั่นคง สีหน้าเยือกเย็น แต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความคิดเชื่อมโยง
“เช่นนั้น…ยังมีอาณาจักรอื่นๆ หรือมีเผ่าใดที่อาจเป็พันธมิตรกับเผ่าเทพของเราได้บ้าง?” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงคมชัด
เทพฟ้าดินสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยตอบ “ทั่วพิภพแบ่งออกเป็ห้าอาณาจักรสำคัญ แต่ละแห่งต่างก็ระแวดระวังซึ่งกันและกัน ไม่น่าจะมีพันธมิตรที่แท้จริง”