กำลังของเผ่าวิหคฟ้าแม้จะไม่เท่าครึ่งของกองทัพพญาอินทรีทว่าพวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญการทำศึกบนภูเขา กลยุทธ์ซุ่มซ่อนและโจมตีในป่าล้วนแต่ได้ทำอย่างน่าทึ่ง เชิงรบของคนเผ่านี้มิใช่เรื่องที่จะเอาจำนวนเข้ามาสู้เพราะชัยภูมิเขาซงซานฝั่งตะวันออกที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นนับเป็นป่าที่บางส่วนมีหิมะปกคลุมตลอดปี ชนเผ่านี้ทนหนาวเป็นเยี่ยมเชิงรบคล้ายกับพรานที่ล่าสัตว์ แกะรอยเก่งฉกาจฉกรรจ์นัก
“ข้าเคยรบกับเผ่านี้อยู่ครั้งในยามพวกเขาอยู่ในป่านั้น โผไปตามกิ่งไม้คล้ายกระรอกโผบินทั้งยังมีอาวุธลับเป็นลูกดอกอาบยาพิษซึ่งจะทำให้แขนขาชาจากนั้นพิษก็จะแล่นเข้าสู่หัวใจช้าๆ ตายภายในหนึ่งชั่วยาม”
แม่ทัพจินทำหน้านิ่วเมื่อพูดถึงการรบครั้งนั้นเคราะห์ดีที่พวกเขาไม่ชำนาญการรบในพื้นราบเมื่อหงเหม่ยจิงพี่สาวเขาล่อหลอกเหล่าขุนพลของเผ่าวิหคฟ้าออกมาจากป่าสู่ลานกว้างได้จึงได้ท้าประลองกันตัวต่อตัว
“พี่สาวข้าควงทวนฟันเข้าที่บ่าของหัวหน้าเผ่าวิหคฟ้าผู้นั้นจนบาดเจ็บสาหัสพวกเขาจึงได้ยอมสงบศึก”
จวิ้นอ๋องนึกเลื่อมใสในพระชายาหงนางช่างเป็นวีรสตรีที่องอาจยิ่ง
“ท่านพ่อของข้าเล่า? ยามท่านแม่ออกรบท่านพ่ออยู่ที่ใด?”
“ศึกครั้งนั้น พ่อของเจ้าต้องรักษาการณ์ในเมืองมีรองแม่ทัพอาวุโสทั้งสองคอยดูแลและช่วยเหลือ นับเป็นช่วงที่เพิ่งสถาปนาแคว้นใหม่ๆยากที่จะต้านทานผู้มีกำลังพลในมือทัดเทียมกัน”
องค์หญิงเคยฟังเรื่องราวการสู้รบจากท่านน้ามาหลายคราวแต่เรื่องของเผ่าวิหคฟ้ากลับเพิ่งได้ฟังเป็นครั้งแรก
“ตอนนี้หัวหน้าเผ่ายังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่?”
“พวกเขาให้บุตรชายของหัวเผ่าคนเดิมขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนแล้วเขาคนนั้นก็คือคนที่ต้องการจะแต่งงานกับเจ้า”
จินเฟิ่งยิ้มเหี้ยมเกรียม“คิดจะแต่งกับข้าเช่นนั้นหรือ? คงจะยังไม่รู้จักข้าดีพอสินะ”
จวิ้นอ๋องวางแผนเร่งมือจะให้แม่ทัพจินรบกับเผ่าวิหคฟ้าให้จบโดยเร็วเพราะเขามีเวลาอีกเพียงสามเดือนในการตามหาขุมทรัพย์เขาซงซานเมื่อได้รู้ข้อมูลจากแม่ทัพจินเช่นนั้นแล้วจึงแอบเรียกหลันเซ่อให้ออกมาหา
“ลูกพ่อศึกนี้หากชักช้าจะทำให้พ่อกับแม่ของเจ้ามิได้แต่งงานกัน เจ้าจงเร่งมือเอาจดหมายนี้ไปส่งอ๋องเก้าโดยเร่งด่วน”
หลันเซ่อผู้ถูกปลุกจิตวิญญาณเมื่อได้พบกับองค์หญิงจินเฟิ่งมันจึงเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง ผงกศีรษะรับแล้วโผทะยานไปอย่างรวดเร็ว โดยปกติกำลังของมันก็เหนือกว่าเหยี่ยวทั่วไปนับสิบเท่าแต่หลังจากการได้สบตาสีฟ้าของจินเฟิ่ง พละกำลังของหลันเซ่อยิ่งขยายมากขึ้นอีกนับร้อยเท่ามันบินรวดเดียวโดยไม่หยุดพักข้ามเขามังกรทะยานด้วยความเร็วสูง เพียงหนึ่งชั่วยามก็ถึงวังอินทรีของอ๋องเก้า
เมื่อเห็นหลันเซ่ออ๋องเก้าผู้ที่เคยช่วยจวิ้นอ๋องเลี้ยงมัน จึงส่งเสียงต้อนรับด้วยความยินดี“หลันเซ่อ เจ้ามาได้อย่างไร? ข้ารอข่าวจากเจ้าอยู่เทียว” อ๋องเก้าสังเกตเห็นบนศีรษะของหลันเซ่อปรากฏขนสีแดงเพลิงคล้ายมงกุฏ“เจ้ามีมงกุฏด้วยหรือ? ทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
ปกติยามเดินทางจวิ้นอ๋องก็จะนกพิราบสื่อสารมาหากเร่งด่วนจึงจะใช้งาน หลันเซ่อ นี่มิใช่ว่า เกิดเรื่องด่วนอันใดอ๋องเก้าอ่านจดหมายแล้วก็รีบรุดไปหาพระชายาฟ่านซิ่วอิงยามนี้ชินอ๋องกลับค่ายพยัคฆ์เหินไปแล้ว
“ยาป้องกันพิษที่ว่า ข้าพอมีแต่คงไม่มากนัก”
อ๋องเก้าตะลึงมองพี่สะใภ้ที่ไม่มีวรยุทธ์ใดๆนางกลับมียาต้านพิษร้ายของเผ่าวิหคฟ้า
“ท่านมีได้อย่างไร?”
พระชายาของชินอ๋องอมยิ้มส่ายศีรษะนางเดินเข้าไปในห้องบรรทมหยิบซองสีน้ำตาลที่ปิดด้วยครั่งมิดชิดขนาดเท่าจอกน้ำชายื่นให้เขา ‘ข้าจะเปิดเผยได้อย่างไรเล่าว่าข้าเองก็เป็นจอมโฉดผู้หนึ่งในสองแคว้น ฮ่าๆ’
“สหายข้าผู้หนึ่งให้มาท่านจงรีบส่งไปให้จวิ้นอ๋องเถิด อย่างน้อยเขาก็จะไม่ได้รับอันตรายจากยาพิษพวกนั้นอีกอย่าง เผ่าวิหคฟ้าที่โผบนต้นไม้ได้ เพราะใช้ผ้าขึงและอาศัยทิศทางลมในการโผหากสังเกตลมที่เข้าไปในป่าได้ก็จะรู้ว่า ควรจะยิงพวกเขาในทิศทางใด”
อ๋องเก้าเอียงศีรษะเล็กน้อยเขาไม่เคยได้ยินว่าพี่สะใภ้มีสหายในยุทธภพ รู้เพียงว่า นางทำอาหารเก่งดีดพิณไพเราะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ล้วนเป็นความสามารถที่คุณหนูทั่วไปทำได้ ไม่เคยเห็นนางหยิบจับอาวุธใดๆแล้วนี่นางจะรู้กระทั่งวิธีจัดการคนของเผ่าวิหคได้อย่างไรกัน? ความสามารถนี้ของนางชินอ๋องเคยรู้บ้างหรือไม่?
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“สหายข้าผู้หนึ่งเคยเล่าไว้”นางยิ้มน้อยๆ ให้น้องชายของสามี “ท่านรีบเขียนจดหมายส่งกลับไปเถิดเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์”
อ๋องเก้าจึงนั่งเขียนสาส์นลับและผูกยาป้องกันพิษใส่ข้อเท้าของหลันเซ่อและสั่งมันให้กลับไปหาจวิ้นอ๋องโดยเร็วหลันเซ่อโผทะยานขึ้นโดยแรงจนอ๋องเก้าผงะ ‘เกิดอะไรขึ้นกับหลันเซ่อกำลังของมันยิ่งกว่าช้างสารเสียอีก’
เพียงครึ่งวันจวิ้นอ๋องก็ได้ข้อความตอบกลับพร้อมของที่คาดไม่ถึงว่าพี่สะใภ้เขาจะมี จินวั่งซูได้ฟังก็หัวเราะร่า ตบพัดงูดำเข้ากับฝ่ามือสองสามครา
“พวกเจ้าคงยังไม่รู้จักนางดีพอข้ารับประกันได้เลย ฟ่านซิ่วอิงผู้นี้คือคนที่ข้าไม่คิดจะมีเรื่องด้วยมากที่สุด”
จวิ้นอ๋องมองญาติผู้พี่ด้วยสายตาฉงนคนอย่างจินวั่งซูจอมยุแยงและเจ้าเล่ห์อันดับต้นๆ ของแคว้นหมิงถ้าจะว่าไปนับเป็นหนึ่งในสิบคนโฉดที่เขารู้จักด้วยซ้ำ
“หากท่านพูดเช่นนี้พี่สะใภ้ของข้ามิกลายเป็นคนโฉดอันดับต้นๆ ในแคว้นเลยหรือนั่น”
“ญาติผู้น้องเจ้ากล่าวเช่นนี้ย่อมไม่เกินเลยฮ่าๆ รอให้นางเป็นคนบอกเจ้าเองจะดีกว่า แม้แต่ข้ายังคิดว่ารู้ความลับของนางไม่หมดด้วยซ้ำไป ส่วนพี่ชายเจ้าน่ะรึ ข้าว่ายังไม่รู้อะไรเลย เขาหลงเมียหลงลูกจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นแล้ว”
“นางเป็นภัยกับพวกเราหรือไม่?”
“นางก็เป็นพวกหลงสามีจนไม่ลืมหูลืมตาเช่นกันจะเป็นภัยกับพวกเจ้าได้อย่างไร สามีนางรักใครนางก็ย่อมรักด้วยแต่หากสามีนางแค้นใคร? ข้าว่าคนผู้นั้นควรเตรียมตัวขุดหลุมฝังตนเอง” จินวั่งซูทำเสียงสยองเมื่อนึกถึงตอนที่ตนติดตามฟ่านซิ่วอิงไปแคว้นเว่ยนอกจากผีไร้หลุมสหายรักที่น่ากลัวของนางคนนั้นแล้ว นางยังบอกอีกว่า มีสหายอีกหลายคนที่จินวั่งซูไม่เคยพบฟังแค่นั้นจินวั่งซูถึงกับขนหัวลุก ไม่รู้ว่าผู้ที่นางคบหาจะเป็นคนโฉดประเภทใดอีก
“นางส่งยาให้เจ้าก็ดีแล้ววิธีปราบคนบินได้นางก็บอกแล้ว เราคิดหาอาวุธไปจัดการพวกเขากันเถอะ”
-----------------------------------------------------