บทที่ 26 เสนอค่าจ้างสูงเพื่อแย่งตัว
“รู้จักค่ะ ทั้งเขากับฉัน และไอ้ลิงผอมตัวนั้นรู้จักกันมาหลายปีแล้วค่ะ”
ทิฟฟานี่จ้องมองหลังของหลี่ต้าเหรินที่เดินจากไปด้วยสายตาดุดัน แล้วหันกลับมายิ้มเหมือนเดิม
“เขาเป็คนพูดดี ๆ ให้กับบริษัทลู่ใช่ไหมคะ? พวกคุณถึงได้ตกลงมาคุยกับฉัน?”
ลู่จั่นเหยียน้าถามให้ชัดเจน แต่ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบที่แน่ชัดยิ่งกว่านี้
“ไม่ใช่พูดดี ๆ ให้กับบริษัทลู่หรอกค่ะ แต่พูดดี ๆ ให้กับคุณต่างหาก พวกเราทั้งคู่รู้จักเขามาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงผู้หญิงคนไหนแบบดี ๆ เลยสักครั้ง…น้องสาวคุณเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหมคะ?”
ลู่จั่นเหยียนถูกตบไหล่เบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ถูกส่งมา ทำให้เธอต้องยิ้มฝืน ๆ กลับไป
“ฉันคิดว่าคุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันเป็น้องสะใภ้ของเขาค่ะ”
“โอ้ โอ้ โอ้ คุณกับฉีส่าวฉิงหย่ากันแล้วนี่ ยังไงความสัมพันธ์แบบนี้…อะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้นค่ะ”
แต่เธอไม่อยากให้มีความเป็ไปได้แบบนั้น
ลู่จั่นเหยียนจึงไปส่งทิฟฟานี่ด้วยรอยยิ้มขมขื่น แล้วกลับเข้าออฟฟิศด้วยใบหน้าไม่มีความดีใจอย่างที่ควรจะเป็
“ประธานลู่คะ ในเมื่อได้เซ็นสัญญากับพวกเขาสองคนแล้ว แต่ทำไมคุณถึงไม่ดีใจเลยล่ะคะ?”
“ถ้ามีเื่หนึ่งที่คุณคิดว่าเป็เพราะความพยายามของตัวเองจึงทำให้ประสบความสำเร็จ แต่พอหันไปมองอีกทีกลับพบว่าแท้จริงแล้วเื้ัความสำเร็จนั้นมีอีกคนคอยช่วยเหลืออยู่ คุณจะยังรู้สึกดีใจขนาดนั้นอีกไหม?”
“คุณกำลังหมายถึงคุณฉีอวี้เหรอคะ?”
หลินต้าเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงคำพูดของทิฟฟานี่เมื่อครู่ แล้วก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“พอแล้วละ ไม่พูดถึงเื่นี้แล้ว ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาสองคนต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับจากตลาดอย่างสูง”
ราคาหุ้นของบริษัทลู่สามารถปั่นราคาขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะได้ด้วยข่าว แต่บริษัทที่แข็งแกร่งจริง ๆ นั้นต้องอาศัยตลาดและผลิตภัณฑ์เป็สื่อแทน
ส่วนเื่ที่ฉีอวี้ช่วยเหลือนั้น…
ในเมื่อพรุ่งนี้ก็เป็วันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว เมื่อได้เจอกันเธอก็จะขอบคุณเขาให้ดีที่สุด
…
เช้าวันรุ่งขึ้น สิบโมงเช้า
โทรศัพท์มือถือของลู่จั่นเหยียนสั่นอย่างรุนแรง จนเธอต้องขยับหัวออกมาจากผ้าห่มและหยิบมาดูก็พบเป็ชื่อของฉีอวี้อยู่บนหน้าจอ
[ฮัลโหล]
[ผมกลัวว่าคุณจะพักผ่อนไม่เพียงพอเลยไม่กล้าโทรมาเช้าเกินไป แต่ว่า…ตอนนี้ตื่นแล้วใช่ไหมครับ?]
น้ำเสียงอ่อนโยนทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นมา จนทำให้สมองของเธอเข้าสู่ภาวะตื่นตัวเต็มที่พอดี
[คุณมาถึงแล้วเหรอคะ?]
[อยู่ข้างล่างตึกครับ แต่ผมไม่รีบ]
ลู่จั่นเหยียนจึงรีบลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่างและดึงผ้าม่านออกเผยให้เห็นรถจี๊ปจอดอยู่ข้างล่าง ฉีอวี้ก็เงยหน้ามองขึ้นมาราวกับรู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ ลู่จั่นเหยียนจึงได้แต่ยิ้มแล้วโบกมือลงไปข้างล่าง
[รอฉันสิบนาทีนะคะ]
เมื่อวางสายเรียบร้อยแล้ว เธอจึงรีบไปแปรงฟันล้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะเปลี่ยนเป็ชุดกีฬาสบาย ๆ แล้วออกจากห้องทันที
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? เกือบจะทันความเร็วตอนพวกเราฝึกซ้อมแล้วนะ”
“อย่าล้อเล่นน่า ฉันแค่ไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องรอคอยเท่านั้นเอง ฉันก็เลยไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบกับคนอื่น”
ลู่จั่นเหยียนรอคอย ‘เขา’ มาตั้งหลายปี และหวังว่าเขาจะแต่งงานกับเธอด้วยความรักจากใจจริง ดังนั้นเธอจึงรู้ดีที่สุดว่ามันเป็ความทรมานแบบไหน
ฉีอวี้จึงชะงักไปครู่หนึ่ง และตัดสินใจไม่พูดต่อในหัวข้อเมื่อครู่ ก่อนจะยิ้มแล้วเปิดประตูรถให้เธออย่างสุภาพ
“คุณบอกว่าอยากพาฉันไปที่แห่งหนึ่ง จะพาไปที่ไหนเหรอคะ?”
ลู่จั่นเหยียนถามด้วยความสงสัยหลังจากคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว แต่กลับมีอาหารเช้าร้อน ๆ วางอยู่ในมือ
“ไปถึงแล้วคุณจะรู้เอง แต่ตอนนี้กินข้าวเช้าก่อนเถอะ”
“ขอบคุณค่ะ”
กลิ่นหอมจากอาหารเช้าร้อน ๆ ในมือกระตุ้นให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้น ลู่จั่นเหยียนจึงก้มหน้าก้มตากินอาหารด้วยความเงียบสงบ
…
ยี่สิบนาทีต่อมา รถจี๊ปก็จอดเทียบข้างถนนอย่างช้า ๆ ลู่จั่นเหยียนจึงหันไปมองป้ายใหญ่ของสวนสนุกทางด้านขวามือและจับจ้องอยู่นาน จนกระทั่งได้สติจึงรีบพูดขึ้นมาทันที
“ฉันคิดว่าคุณจะพาไปปีนเขาหรือซ้อมมวยซะอีก แต่คุณแน่ใจใช่ไหมว่าจะพาฉันมาสวนสนุก?”
แม้ว่าเธอจะไม่ใช่หญิงสาววัยสามสิบ แต่ก็ไม่ใช่เด็กอายุสามขวบแล้วเช่นกัน
“อย่างน้อยการกรีดร้องและการหัวเราะจะทำให้ผ่อนคลายได้ ลองยิ้มสิครับ สองอย่างนี้แหละที่คุณ้าที่สุดในตอนนี้”
“ดังนั้นคุณถึงได้พาฉันมาที่นี่? ถ้าอย่างนั้นทั้งทิฟฟานี่และหลี่ต้าเหรินก็เป็คุณที่ช่วยให้พวกเขาย้ายมาทำงานที่บริษัทลู่ใช่ไหมคะ?”
ฉีอวี้ไม่คาดคิดเช่นกันว่าหญิงสาวตรงหน้าจะรู้เื่การเซ็นสัญญาเร็วขนาดนี้ เขาจึงมีความเก้อเขินฉายแววบนใบหน้าอย่างปิดกั้นไม่ได้
“ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะชอบวิธีแบบนี้หรือเปล่า? แต่ผมแค่หวังว่าจะช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากของคุณได้บ้าง”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องขอขอบคุณคุณมาก ๆ เลย…ฉีอวี้”
“ฉันดีใจมากที่มีคุณเป็เพื่อนและหวังว่าเราจะเป็เพื่อนกันตลอดไปนะคะ”
ลู่จั่นเหยียนเงยหน้ามองตาชายหนุ่มตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็ความรู้สึกผิดพลาดหรืออะไรก็ตาม แต่มีบางเื่ที่เธอหวังว่าฉีอวี้จะเข้าใจ
ชั่วชีวิตนี้เธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่มีนามสกุลฉีเป็คนที่สองอีกแล้ว
ส่วนฉีอวี้ก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเธอเป็อย่างดี จึงมีความผิดหวังปรากฏขึ้นในดวงตาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง
“ผมก็ดีใจที่มีคุณเป็เพื่อน เข้าไปกันเถอะ ผมซื้อตั๋วแบบเหมาไว้แล้ว”
ลู่จั่นเหยียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองคนจึงเดินเข้าไปในสวนสนุกหลังจากตรวจตั๋วเรียบร้อยแล้ว ทว่าขณะเดียวกันที่รถโรลส์รอยซ์ก็จอดลงที่อีกฟากของถนน
“พ่อพาผมมาเที่ยวสวนสนุกแล้ว!”
โต้วโต้วที่อยู่ในรถออกอาการตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมด เด็กน้อยรีบเอามือจับขอบหน้าต่างรถเพื่อหวังว่าอยากจะะโออกไปเล่นให้เร็วที่สุด
“โต้วโต้วต้องเป็เด็กดีนะครับ เพราะคนในสวนสนุกเยอะมาก ห้ามวิ่งไปไหนเด็ดขาด และต้องจับมือพ่อกับแม่ให้แน่นรู้ไหมครับ?”
เซี่ยงหว่านยิ้มแล้วจูบที่แก้มของลูกชาย ก่อนจะเอ่ยเตือนอย่างใส่ใจ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะยิ้มแย้มขอบคุณฉีส่าวฉิง
“ก่อนหน้านี้เขาเห็นโฆษณาสวนสนุกทางทีวีและร้องขอให้ฉันพามาตลอด ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้คุณไม่ได้พักผ่อนในวันหยุด”
ฉีส่าวฉิงดับเครื่องยนต์ ขณะเดียวกันชุดลำลองสีเทาอ่อนของเขาตัดกับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ทำให้ดูอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยพลังอย่างมาก
“ขอแค่โต้วโต้วมีความสุขก็พอแล้วละ”
ทั้งสามคนจึงเปิดประตูลงจากรถ ก่อนที่เซี่ยงหว่านจะส่งคิวอาร์โค้ดบนมือถือให้ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างรวดเร็วแล้วรับกำไลข้อมือมาทันที
ขณะเดียวกันเด็กน้อยก็ดีใจจนตบมือและะโขึ้นมาอย่างตื่นเต้นเมื่อได้เห็นปราสาทที่อยู่ในทีวีปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
“เยี่ยมเลย! พ่อ ผมรักพ่อที่สุดเลย!”
ฉีส่าวฉิงชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวไปเล็กน้อย ก่อนจะวางโต้วโต้วลงบนพื้นอย่างแ่เบา จากนั้นก็ยกยิ้มอย่างอ่อนโยนที่มุมปากและยื่นมือไปลูบหัวของเด็กน้อยตรงหน้า
“งั้นพ่อจะเล่นกับลูกให้ครบทุกอย่างที่เล่นได้เลย ดีไหม?”
“ดีครับ!”
ร่างเล็ก ๆ ของเด็กน้อยโผเข้ากอดฉีส่าวฉิงทันทีและยังไม่ลืมที่จะหอมแก้มจนดังฟอดใหญ่อีกด้วย
เซี่ยงหว่านมองภาพอบอุ่นและมีความสุขตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบีบกำไลข้อมือสีแดงในมือเพียงเล็กน้อย
แม้ว่าความสุขของเธอจะต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วความสุขที่เธอเฝ้าหาก็จะต้องเป็ของเธออย่างแน่นอน
…
หลังจากเล่นเครื่องเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจไปสองอย่างแล้ว ลู่จั่นเหยียนก็ะโจนเสียงหายเช่นกัน ฉีอวี้จึงรีบส่งน้ำแร่ให้และยิ้มอย่างน่ารัก
“ตื่นเต้นไหม? เมื่อกี้ผู้หญิงข้าง ๆ ผมถึงกับร้องไห้เลย”
“ร้องไห้มันดูอ่อนแอไปนะ แค่กรี๊ดสองสามครั้งก็พอแล้วค่ะ”
การดื่มน้ำครั้งนี้ช่วยบรรเทาลำคอที่แห้ง และยังช่วยให้เธอหาทางออกได้อีกด้วย
เพราะอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ร้องกรี๊ดแบบนั้นมาเป็สิบปีแล้ว ราวกับว่าความทุกข์ที่อัดอั้นอยู่ในใจจะระบายออกมาได้ทั้งหมด
“งั้นเราไปเล่นอะไรที่ตื่นเต้นกว่านี้กันอีกสักหน่อยไหมครับ?”
“ไม่เอาแล้วค่ะ! ฉันพูดตามตรงนะคะ เมื่อกี้มันโยกจนฉันแทบจะอ้วกแล้วละ! จริง ๆ แล้วฉันกังวลว่าคุณจะโดนอาหารเช้าในท้องของฉันพ่นใส่หน้าเลยนะ”
ลู่จั่นเหยียนไม่สามารถทำเป็เก่งได้อีกต่อไปแล้ว เธอจึงจำใจต้องยอมแพ้และชี้ไปยังเครื่องเล่นของเด็กน้อยที่อยู่ไกลออกไป
“พวกเราไปเล่นอันนั้นกันเถอะ”