ทันทีที่แม่ชีอธิการเดินออกประตูไป รอยซ์ก็ทํามือเป็สัญญาณให้อินเจลแรมกับชาร์ลส์เฝ้าหน้าประตูไว้ จะไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ผ่านประตูนี้เข้ามาอย่างเด็ดขาด นอกจากแม่ชีผู้ทําหน้าที่เป็พยาบาลเพียงคนเดียว
ขณะรอเวลาให้แม่ชีอธิการกลับมานั้น รอยซ์ตัดสินใจที่จะสนองตอบต่อความสงสัยใคร่รู้ของตนเอง เกี่ยวกับนายทหารแซ็กซอนที่นอนอยู่ในเตียงถัดไป เขา้าจะเห็นด้วยตาตนเองว่า จัสตินเจ็บหนักจนไม่อาจทำอันตรายกับฮิวจ์ได้ เขาจะไม่ยอมเชื่อในคําพูดของเจมส์ ผู้ทรยศชาวแซ็กซอนคนนั้น จนกว่าจะได้ประจักษ์ทุกสิ่งด้วยสายตาของตนเองเสียก่อน
รอยซ์เดินอ้อมไปยังอีกฟากหนึ่งของเตียงที่ฮิวจ์นอนอยู่ กําลังจะเอื้อมมือไปรูดม่านออก ก็พอดีกับที่ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ด้านในรูดมันออกเสียก่อน
และทันใดนั้นเอง เขาก็พบว่าตนเองกําลังยืนเผชิญหน้าอยู่กับเลดี้นิโคล่า...
เสียงสูดลมหายใจลึกของเธอบอกให้เขารู้ว่า เธอเองก็แปลกใจและใที่เผชิญหน้ากับเขาในยามนี้ เขาเดาเอาว่า เธอคงคิดว่าเขาได้เดินตามแม่ชีอธิการออกไปด้วย เขารู้ว่าเธอจะต้องได้ยินถ้อยคําที่สนทนากันอยู่เมื่อครู่นี้ทุกประโยค
ขณะนี้ เขากับเธอยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฟุต กลิ่นหอมของดอกกุหลาบกรุ่นอยู่ใต้จมูก...
พระเ้า...เธอช่างสวยเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะยามที่ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ซึ่งเขาเดาเอาว่าน่าจะเกิดจากความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในตัวเขา
ใช่...เธอสมควรจะกลัวเขาอย่างยิ่ง รอยซ์คิดว่าเขาสามารถจะอ่านปฏิกิริยาที่กําลังเกิดอยู่กับเธอในยามนี้ได้อย่างถูกต้องแล้ว ทั้งนี้เพราะเลดี้นิโคล่าได้กล่าวเท็จต่อเขาอย่างหน้าตาเฉย เพื่อที่จะให้ตนเองได้รับอิสรภาพอย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่นานหรอกที่โอกาสจะต้องเป็ของเขาบ้าง
ต่างฝ่ายต่างยืนจ้องมองหน้ากันอยู่เป็ครู่ รอยซ์ยืนตระหง่านค้ำร่างเธออยู่ หวังจะได้เห็นเธอสั่นด้วยความกลัวเกรงในตัวเขา
แต่เลดี้นิโคล่ารอเวลาอยู่ จนสามารถควบคุมสติอารมณ์ และค่อยคลายความคั่งแค้นล
เพราะยิ่งเธอจ้องมองหน้าเขานานเพียงไร ความคั่งแค้นในใจก็ดูจะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น อัศวินนอร์มันผู้นี้กล้าดีอย่างไรจึงเข้ามารบกวนน้องชายของเธอถึงเตียงเช่นนี้
เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางที่พร้อมจะต่อสู้เต็มที่...
ซึ่งทําให้รอยซ์ต้องอําพรางรอยยิ้มไว้
เลดี้นิโคล่ามิได้เกรงกลัวในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย ความรู้ดังกล่าวสร้างความงุนงงให้เกิดขึ้นกับเขาอยู่บ้าง และมันก็ติดตามมาด้วยความคิดอันผิดบาป
ในยามนี้ เธอผู้เป็หญิงสาวแสนสวยยืนห่างจากเขาเพียงมือคว้า พระเ้า...มันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน ถ้าเพียงแต่จะอุ้มเธอขึ้นพาดไหล่แล้วพาเดินออกไปจากสํานักนางชีแห่งนี้ ที่เขาบอกกับตนเองว่ามันเป็ความคิดอันผิดบาป ก็เนื่องจากขณะนี้เธอกําลังอยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาสนจักร ความปรารถนาที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขายามนี้มันยิ่งเรียกว่าความผิดบาปนั้นเป็ไหน ๆ
ถ้าผู้ชายสักคนจะหลงใหลในความงามของนางไม้ผู้มีดวงตาสีฟ้า เลดี้นิโคล่าคือผู้หญิงคนที่เขายอมให้พระเ้าลงโทษในความผิดบาปทั้งมวลอย่างแน่นอน แต่เมื่อเขานึกไปถึงคําหลอกลวงของเธอ รอยซ์ก็ปัดความคิดต่าง ๆ ออกไปจากใจจนหมดสิ้น
เขาจับตามองเรียวปากที่รบกวนจิตใจเขาจนหมดสิ้น ความสงบสุข สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดของเขายามนี้ก็คือ จะทําอย่างไรจึงจะได้ดื่มลิ้มรสชาติอันแสนหวานนั้นเท่านั้น
ความเป็นายทหารที่เคร่งครัดในเื่ระเบียบวินัยมาโดยตลอด ทําให้เขาสามารถบังคับใจตนเองไว้ได้อย่างแน่วแน่ เขาสูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสติให้มั่นเข้าไว้ บังคับตนเองให้ผลักไสความปรารถนาอันรุมเร้าออกไปให้หมดสิ้นจากใจ
เขากวาดสายตามองไปทั่วเรือนร่างที่บ่งบอกถึงความพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับเขาจนสุดฤทธิ์ ท่าทางของเลดี้นิโคล่าในยามนี้ สร้างความแปลกใจให้กับเขาไม่น้อย เพราะในสถานการณ์เช่นนี้เธอควรจะต้องกลัวเขาบ้าง ควรจะยอมศิโรราบให้กับเขาเสียด้วยซ้ำ
เขาคิดว่าสมควรจะต้องทําให้เธอได้รับรู้ไว้เสียบ้าง ว่าขณะนี้กําลังขึ้นเผชิญหน้ากับใครอยู่ เขาคือผู้ชนะและเธอจะต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขา ถ้าเธอสามารถยอมรับความจริงในเื่นี้ได้เร็วเท่าไร ชีวิตของเธอก็จะรอดพ้นจากอันตรายเร็วขึ้นเท่านั้น
เขาเคยคิดว่า หน้าตาที่แกร่งกร้าวบึ้งตึงของตนเอง รวมทั้งรอยแผลเป็ที่ปรากฏอยู่ น่าจะทําให้เธอตื่นใบ้าง
แต่มันก็ออกจะน่าแปลก ที่ดูเหมือนองค์ประกอบเ่าั้ไม่ได้ช่วยเขาในยามนี้เลย ไม่ว่าเขาจะพยายามตีสีหน้าให้ขึงขังน่ากลัวสักเพียงไร เลดี้นิโคล่าก็ยังไม่หวั่นไหวอยู่นั่นเอง
ความรู้สึกที่เกิดตามมาก็คือ ความชื่นชมในจิตใจที่กล้าหาญของเธอ รอยซ์ขยับเข้าไปใกล้จนหัวรองเท้าแตะกันอยู่ แต่เธอก็มิได้ถอยหนี ยังคงเชิดหน้าประสานสายตากับเขาในท่าเดิมอยู่นั่นเอง มันมีแววบางอย่างฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นด้วย
นี่เธอกล้าถึงขนาดแสดงความหยันเยาะในตัวเขาเชียวหรือ...
แต่โดยความเป็จริงแล้ว นิโคล่ากําลังโมโหตัวเองอย่างมาก ปฏิกิริยาที่เธอ กําลังแสดงออกต่ออัศวินนอร์มัน มันเป็สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และเธอก็ไม่อาจถอนสายตาจากใบหน้าเขาได้ด้วย เพิ่งจะสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า เขามีดวงตาคู่สีเทาที่สวยมาก ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดจึงไปสังเกตเห็นเสน่ห์ที่แฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้นได้ ทั้งที่มันมิใช่ความ้าของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอรู้ว่าเขากําลังใช้ความพยายามที่จะแสดงอํานาจเหนือเธออยู่ ด้วยการใช้พลังจิตเข้ามาเป็ตัวบังคับ แต่อัศวินผู้นี้ก็ช่างมีหน้าตาคมสันเสียเหลือเกิน แม้ว่าเขาจะเป็ศัตรู และเธอสมควรจะต้องชิงชังหยามเหยียดในตัวเขามากกว่าจะปล่อยอารมณ์อื่นเข้ามาครอบงำจิตใจเช่นนี้
สําหรับเขานั้น มันมิใช่เื่ยากลําบากอะไรเลยที่จะแสดงความชิงชังในตัวเธอออกมาให้เห็น สีหน้าที่บึ้งตึงก็บอกอยู่แล้วว่า เขามีความไม่พอใจในการกระทําของเธออย่างมาก เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็ยืดร่างขึ้น
“อันที่จริงฉันควรจะฆ่าท่านเสีย ในเมื่อมีโอกาสดียังงี้แล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา และเขาก็เพียงแต่เลิกคิ้วมองหน้าเธออยู่
“ก็แล้วจะทําเมื่อไหร่ล่ะ” น้ำเสียงนั้นหยันเยาะในคําพูดของเธออยู่
“ฉันควรจะฆ่าั้แ่ตอนที่ขว้างหินไปถูกหน้าผากจนท่านล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินนั่นด้วยซ้ำ” เมื่อเห็นเขาส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับคําพูดของเธอ นิโคล่าก็กล่าวต่อ “ท่านจะต้องยอมรับว่าฉันขว้างได้แม่นมาก เพียงแต่ว่าตอนนั้นฉันมีความตั้งใจเพียงแค่จะฝากรอยไว้บนใบหน้าท่านเท่านั้น ไม่ถึงกับจะฆ่าฟันให้ล้มตายลง แต่บางที...บางทีฉันอาจจะมีโอกาสดีเป็ครั้งที่สองก่อนที่ท่านจะวิ่งหางจุกตูด กลับไปนอร์มังดีบ้านเมืองของท่าน” เธอกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงและวาจาที่เผ็ดร้อน
แต่ท่าทางของเขาก็ยังไม่บอกความเชื่อถือในคําพูดของเธออยู่ดี กลับยกมือขึ้นกอดอกและยิ้มให้
“ก็แล้วทําไมเธอไม่ฆ่าฉันเสียเลยล่ะ ในเมื่อมีโอกาสถึงขนาดนั้นแล้ว”
“ก็เพราะว่าฉันยังไม่อยากฆ่าน่ะสิ” เธอไหวไหล่เบา ๆ แต่ตอนนี้ชักอยากขึ้นมาแล้วละ
เมื่อเขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา นิโคล่าก็รู้ว่า ถึงอย่างไรเขาก็มิได้เชื่อถือในคําพูดของเธออยู่ดี ซึ่งเธอก็ไม่อาจตําหนิเขาได้อยู่แล้ว อาจจะเป็เพราะว่า เพิ่งจะตอนนี้เองที่เธอเพิ่งพูดความจริงกับเขาเป็ครั้งแรกก็ได้ นิโคล่าบังเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่า ป่านนี้เขาจะรู้หรือยัง ว่าเธอมิได้เป็แม่ชีอยู่ในสํานักนางชีแห่งนี้
แต่สีหน้าของรอยซ์ในยามนี้มันบอกให้เธอรู้ว่า เขาจะต้องรู้แล้ว อย่างน้อยก็จากคําบอกเล่าของคนเก็บภาษีผู้ทรยศคนนั้น...