เซียวจิ่วเอ๋อร์ยอมรักษาเจี่ยเจิ้งชู หนึ่งคือเพื่อทรมานเซียวหรัน และอีกเหตุผลดังที่นางเพิ่งกล่าวไป เพราะตัวเจี่ยจวงเอง
ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเจี่ยจวงไม่เคยทอดทิ้งลูกชายผู้โง่เขลาคนนี้เลยสักครั้ง
เซียวจิ่วเอ๋อร์รู้ดีว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่นางช่วยก็คือเจี่ยจวงมีลูกชายเพียงคนเดียว แม้ไม่สมประกอบแต่เขากลับรักลูกชายคนนี้มากจริงๆ
มนุษย์นั้นกลัวที่สุดก็คือการเปรียบเทียบ
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นความรักและการดูแลที่เจี่ยจวงมอบให้เจี่ยเจิ้งชู แล้วหวนคิดถึงสิ่งที่เซียวจื้อหยวนกระทำต่อนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมา
นางพูดคุยกับเจี่ยจวงถึงอาการของเจี่ยเจิ้งชูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับห้องด้วยความเหนื่อยล้า พอเปิดประตูเข้ามา ก็เห็นซิงซิงกำลังสัปหงกอย่างง่วงเหงาบนเตียง รอคอยนางอยู่
“หิว” ซิงซิงพูดขึ้นเมื่อเห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์กลับมา พร้อมกับขยี้ตาอย่างงัวเงีย ส่งเสียงอ้อนออด “อุ้มข้าหน่อย”
เซียวจิ่วเอ๋อร์รีบเดินเข้าไปอุ้มเขาขึ้นมา เสียงพูดของนางพลันนุ่มนวลลงโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ได้กินข้าวเย็นไปแล้วหรอกหรือ ทำไมถึงหิวอีกล่ะ?”
“อืม” ซิงซิงทำปากยื่นอย่างน่าสงสาร “ข้าอยากกินอาหารของคนใจร้ายคนนั้น”
ั้แ่วันที่ได้ลองกินอาหารที่กู้เหยียนทำ ซิงซิงก็เอาแต่คิดถึงรสชาตินั้น จนกระทั่ง่นี้ไม่ว่าได้กินอะไรก็ไม่รู้สึกอร่อย ทำให้เขาอารมณ์เสียอย่างไม่รู้ตัว
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางละโมบของเขา ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้น เ้าก็นอนก่อน ข้าสัญญาว่าสองวันนี้จะพาเ้าไปกินอีกครั้ง”
“จริงหรือ”
“ข้าเคยโกหกเ้าด้วยหรือ”
ซิงซิงดีใจจนซุกตัวเข้าหานาง คล้องคอนางไว้แน่น แล้วรีบหอมแก้มนางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมุดเข้าไปในผ้าห่มด้วยความเขินอาย ขดตัวเป็ก้อนเล็กๆ
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางน่ารักของเขา นางรู้สึกเหมือนหัวใจจะละลาย ความสุขพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีจนเื่โชคร้ายทั้งหลายที่นางประสบมาตลอด่นี้ ดูเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่โตอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็คนสกุลเซียว หรือเ้าขุนนางไร้สาระผู้นั้น นางจะต้องหาวิธีจัดการพวกเขาให้ได้ทุกคน!
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจัดแจงล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นขึ้นเตียงกอดเ้าตัวเล็กที่มีกลิ่นน้ำนมเพื่อพักผ่อน
รุ่งขึ้นเมื่อนางลงมือฝังเข็มให้กับเจี่ยเจิ้งชูเสร็จ นางจึงออกจากจวนสกุลเจี่ยกลับไปยังโรงเตี๊ยม
แม้ตัวนางจะหายไปหลายวัน แต่ก็มีบางคนที่ตามหานางมาตลอดหลายวันเช่นกัน
“เซียวจิ่วเอ๋อร์!”
ในระหว่างที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กำลังเปิดประตูห้องพักริมทางเดิน นางหยุดมือชะงัก หันกลับไปมองเซียวหรันที่ตามขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว
เซียวหรันก้าวเร็วเข้ามาตรงหน้า แล้วเหวี่ยงมือตั้งใจจะตบหน้านาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์แววตาเย็นเยียบ นางไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายทำเช่นนั้นได้ คว้าข้อมือของเซียวหรันไว้แน่นแล้วเอ่ยเสียงเย็น
“เ้ามาที่นี่อีกครั้ง อยากเจ็บตัวนักใช่ไหม”
“เ้ามันไร้ยางอาย!”
เซียวหรันไม่คาดคิดว่านางจะมีกำลังมากถึงเพียงนี้ นางพยายามดิ้นรนแต่กลับไม่อาจสะบัดมือออกจากการจับกุมได้ ความโกรธที่สะสมมาเป็เวลาหลายวันพลันะเิออก
“วางแผนใส่ร้ายข้า แล้วยังไปเกาะแกะคุณชายซูอีก เ้าคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองเป็คนใสสะอาด ถึงคิดจะปีนขึ้นเตียงของคุณชายได้!”
เซียวหรันคำรามด้วยความโมโหอย่างถึงที่สุด
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเกิดคลุ้มคลั่งอะไรขึ้นมา จึงได้แต่มองด้วยความงุนงง ทันใดนั้นเอง เซียวหรันกลับรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ผลักเซียวจิ่วเอ๋อร์เข้าไปในห้อง
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่ยืนหันหลังให้ประตูไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางเซถลาเข้าไปในห้องอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่ก่อนที่นางจะทันได้โกรธ นางกลับเข้าชนกับบางสิ่ง
หรืออาจกล่าวได้ว่าบางคน
กลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยพบเจอมาก่อนแผ่ล้อมรอบตัวนาง หัวใจของเซียวจิ่วเอ๋อร์เจ็บแปลบขึ้นมาทันที นางหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณ
“เ้า...”
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เซียวหรันยืนอยู่หน้าประตู สายตาเลยผ่านเซียวจิ่วเอ๋อร์ไปยังคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนาง ในชั่วพริบตาหัวของนางพลันว่างเปล่า แม้แต่คำพูดหยาบคายที่เตรียมจะด่าทอเซียวจิ่วเอ๋อร์ก็ถูกลืมเลือนไปหมดสิ้น
สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่บุรุษผู้นั้น ดวงตาของนางพลันเปล่งประกาย หัวใจก็เริ่มเต้นแรงขึ้นทันที
นางไม่เคยเห็นบุรุษที่รูปงามถึงเพียงนี้มาก่อน อีกทั้งยังนึกไม่ออกว่าในเมืองหลวงจะมีชายหนุ่มที่สะกดสายตาได้ถึงเพียงนี้
เขาเป็ใคร บุตรชายสกุลใด เหตุใดถึงได้รู้จักกับเซียวจิ่วเอ๋อร์
เป่ยมู่หานก้มลงมองนางที่พุ่งเข้ามาในอ้อมอกของเขา มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเย้ยหยัน
“คิดจะกระโจนเข้ามาให้อ้อมอกอย่างนั้นหรือ”
“…”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางเริ่มเชื่อว่าเขาคงเป็บุรุษที่ควรต้องรักษาอาการทางสมองยิ่งกว่าเจี่ยเจิ้งชูเสียอีก
เขาตาบอดหรืออย่างไร ถึงมองไม่ออกว่านางถูกผลักเข้ามา!
“เซียวจิ่วเอ๋อร์! เขาเป็ใครกัน” เซียวหรันตั้งสติได้ รีบถามอย่างร้อนรน “เ้าเล่นกินในถ้วยมองในหม้อ [1]แค่ยั่วยวนคุณชายซูยังไม่พอ ยังกล้าไปล่อลวงคนอื่นอีกหรือ?!”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าล่อลวงเขา” เซียวจิ่วเอ๋อร์ย้อนถามด้วยความไม่พอใจ “อีกอย่าง ข้ายั่วยวนคุณชายซูเมื่อไหร่กัน”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้! คุณชายส่งคนมาซุ่มดูที่โรงเตี๊ยม หากไม่ใช่เพราะเ้า เขาจะมาทำอะไรที่ที่พักโทรมๆ เช่นนี้”
“เ้าก็ไปถามเขาเองสิ!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์หันกลับไปมองเป่ยมู่หานตาขวาง เมื่อเห็นเขามีสีหน้าราวกับดูละครสนุกปนรังเกียจนาง นางก็เกิดความคิดขึ้นทันใด ดวงตาเปล่งประกายพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“เ้าอยากรู้ว่าเขาเป็ใครใช่หรือไม่” เซียวจิ่วเอ๋อร์คว้าแขนของเป่ยมู่หานมาทันที ก่อนจะหันไปมองเซียวหรันด้วยสีหน้าภูมิใจ “งั้นข้าบอกให้ก็ได้ เขาคือคนที่ข้าแอบเลี้ยงดูอย่างลับๆ!”
ไหนๆ นางก็ถูกเขาจดชื่อใส่ในบัญชีคนที่จะสังหารแล้ว จะทำหรือไม่ทำอะไรก็คงไม่ต่างกัน เช่นนั้นก็จัดการให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า!
การกระทำของเซียวจิ่วเอ๋อร์ทำให้เป่ยมู่หานร่างแข็งค้าง เขาเผลอคิดจะยกมือขึ้นผลักนางออก แต่กลิ่นอายบางอย่างที่ห่างหายไปนานทำให้เขากำหมัดแน่นโดยไม่ขยับตัว
เขาขมวดคิ้วก้มมองใบหน้าที่คอยวนเวียนในความคิดของเขาอีกครั้ง พร้อมกับสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยจากตัวนาง สายตาที่เคยเคร่งขรึมและระมัดระวังมาตลอดก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เขาจำต้องยอมรับว่า ตัวปลอมที่ถูกส่งมาแฝงตัวในครานี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ แม้กระทั่งความเย่อหยิ่งและความรักอิสระเสรีอย่างบ้าคลั่งที่แทบไม่สนใจสิ่งใด นางก็เลียนแบบได้อย่างเหมือนจริงจนน่าประหลาดใจ
“ละ...เลี้ยงดูหรือ”
เซียวหรันถึงกับหน้าขึ้นสีแดงด้วยความใ นางมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ ก่อนจะมองไปยังบุรุษรูปงามที่เซียวจิ่วเอ๋อร์คว้าแขนไว้แน่น แต่เขากลับไม่แสดงท่าทางขัดขืนแต่อย่างใด ใบหน้านั้นยังคงนิ่งเฉยไร้อารมณ์ นางไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
“เป็ไปไม่ได้! เ้ามีเงินที่ไหนไปเลี้ยงเขา”
“เื่ของข้า!” เซียวจิ่วเอ๋อร์ตอบกลับอย่างยั่วโมโห “เขาตามข้ามาเอง ข้าก็ไม่ได้อยากเลี้ยงดูเขาหรอกนะ แต่เขาดันเกาะข้าแน่นเสียจนข้าต้องยอม นี่ข้าเองก็ลำบากใจเหมือนกัน!”
พูดจบ นางก็ลอบชำเลืองมองเป่ยมู่หานแวบหนึ่ง
เหตุที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กล้าพูดจาเหลวไหลเช่นนี้นั้นก็เพราะนางเชื่อว่าเป่ยมู่หานคงไม่มีทางเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าเซียวหรัน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สวมหน้ากากมารนั่นมาตลอดเวลาที่ปรากฏตัวหรอก!
แม้ว่านางจะมั่นใจว่าเขาจะไม่เปิดเผยตัวตนด้วยการอ้างชื่อราชครู แต่นางกลับไม่มั่นใจว่าเขาจะไม่ลงมือกับนาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องโดนเขาซัด แต่ปรากฏว่าชายผู้นั้นกลับไม่มีทีท่าจะลงมือ นี่มันเื่อะไรกัน
นางลอบชำเลืองมองเป่ยมู่หานหลายครั้ง และในจังหวะที่ไม่ทันระวัง สายตาของนางก็ประสานเข้ากับเขาโดยตรง
เมื่อเห็นประกายความโกรธแฝงอยู่ในแววตาของเขา เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็รีบปล่อยมือจากชายเสื้อของเขา ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ แล้วทำท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกัน
แววตาของทั้งคู่ดูเหมือนจะฟาดฟันกันกลางอากาศ แต่สำหรับเซียวหรันที่มองอยู่กลับคิดว่ามันเป็การส่งสายตาเชิงชู้สาว
เซียวหรันถึงกับสูดหายใจแรงด้วยความใ มือที่ชี้ไปยังเซียวจิ่วเอ๋อร์เริ่มสั่นก่อนจะตวาดว่า “เ้านี่มันไร้ยางอายจริงๆ!”
“เ้าเป็ไก่อ่อนหรือไร มีแต่คำด่าซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ย้อนกลับอย่างไม่ไยดี “ข้ากับเซียวจื้อหยวนตัดขาดกันไปแล้ว ข้าไม่ใช่คนของสกุลเซียวอีกต่อไป เ้าจะมายุ่งอะไรกับข้า? ข้าขอเตือนว่าอย่ามายั่วโมโหข้าในตอนที่ยังใจเย็นอยู่ ไม่เช่นนั้น เ้าคงมีชีวิตไม่ถึงสองเดือนแน่นอน!”
[1] กินในถ้วยมองในหม้อ เป็สำนวนที่มีความหมายว่า โลภมากหรือไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว และยัง้าสิ่งอื่นเพิ่ม