“ใช่ เจ้าจำเป็นต้องทำความสะอาด”
มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้ามีอาการขวยเขินเล็กน้อยอั้นเยว่ยิ้มออกมาด้วยอารมณ์ยินดีใบหน้าที่ขาวเนียนของนางแดงยิ่งขึ้นกว่าเก่าเสียงที่อ่อนหวานดังลอยอยู่กลางอากาศในยามค่ำคืน “แต่ว่าเจ้าไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ เพราะเจ้ายังมีเวลาอีกสามเดือนที่จะทำความสะอาดจานชามภายในห้องครัวให้สะอาดหมดจด”
“อืม!ความจริงแล้วข้าไม่ได้รู้สึกสนใจในการทำความสะอาดจานชามเพียงแต่สนใจในเตียงใบใหญ่ที่อยู่ในห้องนั้นมากกว่า ไม่รู้ว่าจะอ่อนนุ่มมากเพียงใด? นอนในเทือกเขามาตั้งหลายวันคิดถึงรสชาติของการนอนเตียงนุ่มๆ จะแย่อยู่แล้วถ้าหากเจ้าแพ้...คงไม่บ่ายเบี่ยงหรอกใช่ไหม?” มองผ่านม่านไข่มุกเข้าไปภายในห้องเย่ชิงหานเห็นเตียงสีชมพูขนาดใหญ่คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดออกมา
“คิกๆเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจเสียจริง” มองเห็นอาการคล้ายกับเด็กของเย่ชิงหานอั้นเยว่หัวเราะคิกๆ ขึ้นมาในทันทีทำเอาสิ่งที่อยู่บริเวณทรวงอกสั่นไหวไปตามเสียงหัวเราะมองดูแล้วเป็นภาพที่น่าชมอย่างที่สุด “ถ้าหากเจ้าเอาชนะข้าได้พี่สาวคนนี้จะยอมให้เจ้านอนบนเตียงใบใหญ่สีชมพูนั้น และยอมให้เจ้าเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มกลายเป็นชายหนุ่มด้วยเช่นกัน”
“ตกลงกันให้ชัดเจนก่อนว่าไม่ใช่ข้าชนะท่านด้วยพลังทั้งหมด แต่คือชนะเพียงแค่พลังฝีมือครึ่งหนึ่งของท่าน!”เย่ชิงหานไม่อาจทราบได้ว่าเตียงใหญ่สีชมพูใบนั้นสำหรับผู้คนในเมืองหมันหมายถึงอะไรและไม่รู้ว่ามีคนจำนวนมากเท่าใดที่ปรารถนา และพวกเขาคงไม่มีบุญวาสนาได้เห็นแต่เย่ชิงหานรู้เพียงว่าเตียงใหญ่ใบนั้นในวันนี้เป็นของเขาเท่านั้น
“ตกลง...หนุ่มน้อยเรามาเริ่มกันเถอะเอาแค่สัมผัสถูกก็พอ เดี๋ยวลานที่พักของข้าจะพังเสียก่อนวางใจได้พี่สาวคนนี้ไม่บิดพลิ้วแน่นอน และไม่มีนิสัยแบบนั้นด้วย” อั้นเยว่โบกมือไปมา จัดชุดอาบน้ำให้แน่นเข้าที่จากนั้นรวบเส้นผมสีดำงามสลวยไปมัดไว้ยังด้านหลัง
เย่ชิงหานเกาศีรษะพูดออกมาอย่างขวยเขิน “สาวสวยลืมบอกท่านไปว่าชื่อของข้าคือเย่ชิงหาน ข้ามีสัตว์อสูรตัวหนึ่งสามารถรวมร่างได้ไม่รู้ว่าแบบนี้จะถือว่าผิดกติกาหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรข้าก็ลืมบอกเจ้าไปเหมือนกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมาข้าเพิ่งจะบรรลุถึงระดับขั้นที่สามของขอบเขตเยี่ยมยุทธ์แม้จะลดขั้นพลังปราณรบลงมาครึ่งหนึ่งพลังฝีมือของข้าก็คงยังอยู่ในระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์อยู่ดี เจ้าใช้ร่างสัตว์อสูรได้เลยให้ข้าได้สัมผัสหน่อยสิว่าร่างสัตว์อสูรของตระกูลเย่นั้นแข็งแกร่งสักเพียงใด”
อั้นเยว่โคจรวิชากำลังภายในทำให้พลังปราณรบที่อยู่ภายในร่างลดระดับขั้นลงมาเหลือครึ่งหนึ่งแม้จะทำให้นางสามารถใช้พลังได้เพียงแค่ระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์แต่เท่านี้นางก็คิดว่าเพียงพอแล้ว จากการหาข้อมูลตามเส้นสายของนางรู้ว่าเย่ชิงหานมีสัตว์อสูรคุณภาพระดับสี่แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะนางคิดมาตลอดว่ามีเพียงพลังที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างมุมานะด้วยตนเองเท่านั้นถึงจะเป็นของจริงการหยิบยืมพลังจากสิ่งภายนอกมาเพิ่มพูนให้ตนเองล้วนเชื่อถือไม่ได้เป็นพลังที่มีได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เป็นแนวทางที่ผิดเฉกเช่นเดียวกันกับตระกูลเย่ที่ได้รับพลังจากสัตว์อสูร
แต่ว่าเพียงไม่กี่วินาทีที่ความคิดนี้เกิดขึ้นมาในหัวของนางพลันถูกระดับความเร็วที่น่าตื่นตระหนกของเย่ชิงหานพังทลายลงไปจนหมดสิ้นดวงตาคู่งามของนางตอนนี้เต็มไปด้วยแววตื่นตระหนก มองดูเงาร่างสีดำที่ราวกับภูตผีวิญญาณที่พริบตาเดียวก็แนบเข้ามาใกล้เบื้องหน้าของตนเองนางมีเวลาทำได้เพียงแค่อาศัยสัญชาตณาณของร่างกายและประสบการณ์ในการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมทำการเบี่ยงตัวหลบออกไปยังด้านข้างเท่านั้น
ท่วงท่าที่เบี่ยงหลบออกในตอนนี้ของอั้นเยว่ล้วนมาจากประสบการณ์การสู้รบที่สั่งสมมาหลายปีทำการคาดคะเนความเร็ว ทิศทาง และท่วงท่าที่เย่ชิงหานจะโจมตีเข้ามาแต่นางคงลืมไปว่าตนเองลดระดับขั้นพลังลงมาครึ่งหนึ่งแม้จะมีประสบการณ์การสู้รบที่ไม่เลว มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวแต่ว่า...มือเท้าของนางกลับตามไม่ทันประสาทสั่งการที่เร็วเกินไปเป็นเหตุให้ท่วงท่าที่เบี่ยงหลบออกไปนั้นเชื่องช้าไปหนึ่งก้าว ดังนั้นบริเวณลำคอของนางจึงถูกกริชสีดำเล่มหนึ่งแนบเข้ามาอย่างนิ่มนวล
“ท่านแพ้แล้ว ท่านติดหนี้คืนที่สวยงามแก่ข้าคืนหนึ่ง!”สัมผัสถึงกลิ่นอายของสาวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จของอั้นเยว่เย่ชิงหานหลับตาสูดดมอย่างละโมบ
สำหรับผลของการต่อสู้เย่ชิงหานไม่แปลกใจเลยสักนิดหลังจากรวมร่างพลังฝีมือของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวถึงระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ต่อสู้กับอั้นเยว่ที่ลดระดับพลังลงมาเหลือแค่ระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายตอนนี้เขาชนะแล้วดังนั้น...เขาจึงเริ่มลูบไล้ขาอ่อนทั้งสองข้างที่ขาวเนียนเรียวงามได้รูปของอั้นเยว่ผ่านเสื้ออาบน้ำสีขาวราวหิมะนั้น
“เดี๋ยวก่อน!”
ความรู้สึกสยิววูบวาบที่ขาอ่อนทำให้อารมณ์ความนึกคิดของอั้นเยว่กลับคืนมานางยื่นมือออกไปตีมือปลาหมึกของเย่ชิงหานออกแต่ก็ไม่ได้มีอาการโกรธหรือไม่พอใจแต่อย่างใดจะมีก็เพียงแค่ความสงสัยจึงเอ่ยถามขึ้น “พลังฝีมือของเจ้าเพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วขนาดนี้? เมื่อสองเดือนก่อนเจ้าไม่ได้เก็บงำฝีมือที่แท้จริงใช่ไหม?”
“รับรองว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน”เย่ชิงหานยื่นมือปลาหมึกนั้นออกไปอีกครั้ง ใบหน้าเคร่งขรึมแต่ลูกกระเดือกกลับขยับขึ้นลงอยู่ไม่ขาดพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาภายในใจอย่างชัดเจน “สองเดือนก่อนพลังฝีมือของข้าอยู่ในระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงจริงเป็นเพราะเมื่อก่อนข้าไม่ชอบฝึกฝนพลังยุทธ์ แต่เพราะความงามของเจ้าดึงดูดข้าข้าจึงตัดสินใจที่จะละทิ้งนิสัยไม่เอาไหนนั้นทิ้งเสียตั้งปณิธาณว่าจะตั้งใจฝึกฝน ในที่สุดโชคก็เข้าข้างข้า พลังฝีมือจึงพัฒนาขึ้นอย่างที่เห็น”
มองดูดวงตาเรียวหงส์ที่แคบยาวของอั้นเยว่ภายในดวงตานางคล้ายกลับพูดออกมาว่าเจ้าหลอกเด็กอมมืออยู่รึ? เย่ชิงหานกระแอมออกมาเบาๆยิ้มออกมาอย่างขวยเขิน แต่มือเท้าก็ไม่ได้หยุดนิ่งยังคงลูบไล้เลื่อนสูงขึ้นไปศีรษะแนบไปที่ข้างหูของนางแล้วพูดออกมาอย่างกระซิบกระซาบ “คนสวยข้าจะบอกความจริงให้เจ้าฟังสัตว์อสูรของข้าไม่ใช่แค่คุณภาพระดับสี่อย่างที่ลักษณะภายนอกแสดงออกมาให้เห็นเรื่องนี้...ท่านต้องช่วยข้าปิดเป็นความลับนะ!”
“อ้อ? เจ้าหนูน้อยอย่างเจ้าความลับเยอะแยะเสียจริง...ก็ได้! พี่สาวยอมรับว่าแพ้ในการเดิมพันในครั้งนี้คืนนี้พี่สาวคนนี้เป็นของเจ้าแล้ว” อั้นเยว่กะพริบตาปริบๆทำท่าทางยั่วเย้าซุกซนออกมามือทั้งสองข้างวางไปบนไหล่ของเย่ชิงหานอย่างเป็นธรรมชาติรูปร่างที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งแผ่ไอเร่าร้อนและน่าหลงใหลแนบชิดใกล้เข้ามา สองตาของนางหลับพริ้มริมฝีปากสีแดงอวบอิ่มทั้งสองข้างเผยอขึ้น ท่าทางเย้ายวนชวนให้เคลิบเคลิ้ม
เย่ชิงหานไม่เกรงใจแม้แต่น้อยกดริมฝีปากของตนเองแนบลงไปกับริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างหนักหน่วงราวกับว่าจะดูดเอาของเหลวที่อยู่ภายในริมฝีปากที่เหมือนกับกลีบดอกไม้นั้นให้แห้งเหือดไปในขณะเดียวกันมือเท้าก็ไม่หยุดนิ่งมือข้างหนึ่งลูบไล้จนถึงภูเขาใหญ่ที่สูงตระหง่านทั้งสองลูก ค่อยๆ คืบคลานเลื่อนสูงขึ้นต่อไปราวกับว่ายังหายอดของภูเขาไม่เจอสักทีขาอ่อนที่อยู่ด้านล่างงอเข่าดันแทรกขึ้นไปตรงกลางระหว่างขาขาวเนียนนั้น จากนั้นเสียดสีขึ้นลงไปยังพื้นที่ลี้ลับแห่งนั้นผ่านผ้าอาบน้ำสีขาวที่กั้นอยู่สัมผัสรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสุขสบายที่ส่งผ่านมารสสัมผัสที่หอมหวานที่ส่งผ่านมาทางปลายลิ้นความเต่งตึงและอ่อนนุ่มที่ส่งผ่านมาจากมือที่สัมผัสกับขุนเขาบวกกับรสสัมผัสจากการเสียดสีของเข่ากับพื้นที่ลี้ลับแห่งนั้นทำเอาอารมณ์ความรู้สึกของเขาเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปในความปรารถนาจนหลงทิศหลงทาง...
ภายนอกหน้าต่างสายลมหนาวของฤดูใบไม้ผลิพัดหวีดหวิวภายในค่ำคืนแห่งฤดูใบไม้ผลินี้ไม่รู้ว่ามีคนอีกเท่าใดที่ไม่ยอมข่มตาหลับนอน
.................................
“ทำไม? เจ้าจะไปแล้วรึ?”
อั้นเยว่ถูกเสียงดังเล็กๆปลุกให้ตื่นจากการนอนหลับ เมื่อหันไปมองพบว่าหมอนใบที่อยู่ข้างๆไม่พบเจ้าของเสียแล้วหนุ่มน้อยคนนั้นกำลังจัดเก็บเสื้อผ้าพร้อมกับส่งยิ้มมองมายังตนเองภายในดวงตามีแววของความรักและสงสาร และความรู้สึกเศร้าเสียใจในการจากลา
“แม้ข้าอยากจะมีความสุขกับเจ้าให้มากกว่านี้แต่ในเมื่อเจ้าเป็นผู้หญิงของข้าแล้ว คิดว่าโอกาสหน้ายังต้องมีอีกแน่นอนดังนั้นข้าคิดว่าข้าควรไปจัดการปัญหาของข้าให้เรียบร้อยก่อนจะดีกว่าจากนั้นค่อยกลับมาจัดการเรื่องของเจ้าให้ถูกต้อง แม้ว่าการพูดเช่นนี้...จะเป็นการไม่รับผิดชอบอย่างมาก”
จากเด็กหนุ่มกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวทำให้ความเชื่อมั่นและความองอาจภายในดวงตาของเย่ชิงหานไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้ตัวเขาคิดถึงเตียงใหญ่ที่อ่อนนุ่มใบนี้คิดถึงหญิงสาวที่อยู่บนเตียงที่ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มลุ่มหลง ภายในใจบังเกิดความระทมทุกข์ไม่สบายใจขึ้น
“คิกๆหนุ่มน้อยอย่าคิดว่าข้าจะรับผิดชอบเจ้า...” อั้นเยว่ทีแรกว่าจะพูดหยอกล้อสักสองสามประโยคแต่เมื่อมองเห็นความจริงใจที่ปรากฏออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของหนุ่มน้อยนางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดความจริงในใจออกมา “อืม...ถ้าหากอยู่ตระกูลเย่แล้วไม่สบายใจเจ้าก็มาเมืองหมันได้นะ ที่นี่พี่สาวพอมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง”
“พอมีสิทธิ์มีเสียงคงเป็นเพราะขุมกำลังที่หนุนหลังเจ้าอยู่แต่เจ้าต้องจำไว้ให้ดี ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ตาม ขุมกำลังเพียงหนึ่งเดียวที่เจ้าสามารถพึ่งพาอาศัยได้อย่างมั่นคงที่สุดคือผู้ชายของเจ้าลืมบอกเจ้าไปอย่างหนึ่งเดิมพันเมื่อวานแม้เจ้าจะใช้พลังฝีมือทั้งหมดที่มีข้าก็ยังสามารถเอาชนะเจ้าได้อยู่ดีจำเอาไว้ชื่อของข้าคือเย่ชิงหาน...เป็นผู้ชายของเจ้า!”
ประตูถูกผลักออกสายลมหนาวพัดโชยเข้ามา ท่ามกลางสายลมหนาวนั้นร่างของหนุ่มน้อยค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆอั้นเยว่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มอย่างหงอยเหงาครุ่นคิดถึงคำพูดของหนุ่มน้อยภายในใจราวกับคลื่นยักษ์ที่พัดกระพือโหมซัดสาดอย่างบ้างคลั่ง
กับผู้มีพลังฝีมือระดับขั้นที่สามของขอบเขตเยี่ยมยุทธ์เขากลับกล้าพูดว่าเอาชนะได้? เขาอาศัยสิ่งใดในการเอาชนะ? แต่เมื่อคิดๆ ดู หลายเดือนก่อนยังเป็นนายน้อยลำดับเจ็ดที่ตกอับระดับพลังฝีมือแค่ระดับขอบเขตขั้นสูงตอนนี้กลับสามารถเอาชนะผู้มีพลังฝีมือระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์ได้ หนุ่มน้อยคนนี้เติบโตขึ้นรวดเร็วจนน่ากลัวอีกทั้งยังดูลี้ลับและมีความลับซุกซ่อนอยู่อย่างมากมายอาจจะเป็นไปได้ว่า...เขาสามารถเอาชนะข้าได้จริงๆ
ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อสักครู่เพิ่งรู้สึกได้ถึงไฟแห่งรักน้อยๆที่เริ่มมีต่อหนุ่มน้อยคนนี้ หรือว่าดวงตาคู่ที่เชื่อมั่นและจริงใจของเขาในที่สุดอั้นเยว่เลือกที่จะเชื่อคำของเขาแม้จะรู้สึกว่าเรื่องราวเช่นนี้ไม่ต่างจากเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
.................................
รู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระไม่ใช่มีแค่อั้นเยว่เพียงผู้เดียวยังมีเหมิ่งหลงที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มที่หน้าห้องโถงก็รู้สึกเช่นกันเหล้าก็ดื่มไปหลายไหแล้ว เวลาก็ล่วงเลยมาหลายชั่วโมงแล้วแต่ทำไมยังไม่เห็นเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นถูกตีหน้าฟกช้ำดำเขียวหามออกมาอีกหรืออาจจะเป็นไปได้ว่าตนเองดื่มเยอะเกินไป สิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา
เพียงแต่ในตอนที่เขาเมาจนตาจะหลับมิหลับแหล่อยู่นั้นทันใดนั้นประตูของลานที่พักด้านหลังก็ถูกเปิดออกเด็กหนุ่มที่เดินเข้าไปเมื่อก่อนหน้านี้เดินกลับออกมาอย่างหน้าตาเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาแถมยังพยักหน้ายิ้มให้กับชายแก่ที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ภายนอกอีกด้วยจากนั้นค่อยเดินออกจากโรงเตี๊ยมเลือนหายไปในท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด
เหมิ่งหลงมึนงงไปชั่วครู่สมองพลันปลอดโปร่งขึ้นมาในทันทีเขาใช้มือค้ำยันไปที่โต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากพร้อมกับส่ายหัวไปมาท่าทางของเขาคล้ายกับอยากจะกล่าวสิ่งใดกับเงาร่างที่เลือนหายไปในท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดนั้นเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกไปดี สุดท้ายก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา
ทำได้แค่เพียงชี้มือที่สั่นเทาไปยังเงาร่างนั้นแล้วบ่นอุบอิบกับตนเองด้วยสีหน้าขมขื่นเดือดดาล และอึดอัดใจ ราวกับว่าสิ่งที่ควรจะเป็นของตนพลันถูกคนขโมยไปเพียงแต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้นเองว่าของสิ่งนั้นไม่ได้เป็นของเขาตั้งแต่แรกแม้จะบอกว่าคนอื่นขโมยไปแต่ก็เป็นการขโมยที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา
สุดท้าย เขานั่งลงอีกครั้งรินเหล้าออกมาสองแก้วแต่กลับไม่ดื่มมันลงไปคล้ายกับว่ากำลังประกอบพิธีไว้อาลัยแก่ของบางสิ่งบางอย่างที่สูญเสียไปบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีวันจะได้มาครอบครอง...