ตอนที่ 37 ข้าถือซะว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน
หลังจากที่ชายหนุ่มกับทหารที่ตามด้วยยอมจำนวนหมดแล้วมอแกรนก็สั่งให้ทหารยึดอาวุธและม้าของพวกมันทั้งหมดไว้ และควบคุมตัวกลับเข้าไปในเมืองเพื่อรอรับการสอบสวนจากอากอร์นซึ่งชายหนุ่มคนนี้ต้องเป็นคนสำคัญของเมืองคอล์โบแน่มอแกรนเลยคิดจะรออากอร์นก่อน.......
ส่วนอากอร์นกับสัตว์ร้ายนั้นทั้งสองต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดสัตว์ร้ายก็ตายลงโดยที่ถูกอากอร์นฟันขาดเป็นสองส่วนแต่ทว่าในตอนที่มันกำลังจะขาดเป็นสองส่วนในแนวตรงนั้นอากอร์นก็ได้เปลี่ยนวิถีของดาบอย่างกะทันหันและเบี่ยงออกด้านข้างเล็กน้อย......
ที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะว่าภายในท้องของสัตว์ร้ายระดับปฐพีขั้นที่สี่ตัวนี้มีของที่ทำให้อากอร์นรู้สึกสนใจอยู่ซึ่งของที่ว่านั้นก็คือไข่จำนวนหลายสิบใบนั้นเอง สัตว์ร้ายตัวนี้มีชื่อว่า[ดราโกแลนน์] เจ้าตัวนี้มีรูปร่างคล้ายๆกับกิ้งก่าแต่มีเกล็ดที่แข็งแกร่งปกคลุมร่างของมันเอาไว้......
นอกจากนั้นพวกมันยังเป็นสัตว์ที่มีความไวและดุร้ายแต่หากนำไปฝึกให้เชื่องแล้วใช้ในการเป็นพาหนะของทหารแล้วละก็กองทัพนั้นจะกลายเป็นกองทัพที่น่าเกรงขามเลยทีเดียวเพราะสัตว์ร้ายตัวนี้เป็นสัตว์ร้ายระดับสี่และสามารถพัฒนาได้จนถึงระดับห้าหรืออาจจะพัฒนาจนกายเป็นสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งและความน่ากลัวเทียบเท่ากับนักรบระดับปฐพีขั้นที่หกหรือเจ็ดเลย.....
แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นก็อยู่ที่ว่าจะสามารถเลี้ยงดูและฝึกสอนพวกมันได้หรือไม่เท่านั้นแน่นอนว่าอากอร์นเองก็คิดในเรื่องนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากในตอนนี้แต่ในอนาคตเขาก็ยังสามารถที่จะรวบรวมพวกมันได้ไม่ว่าจะจับหรือซื้อพวกมันมาจากกลุ่มการค้า......
ส่วนชายหนุ่มที่กำลังถูกคุมตัวเข้าไปในเมืองนั้นแววตาของมันก็หม่นหมองลงอย่างเศร้าใจในทันเมื่อมันได้เห็นไข่ของสัตว์ร้ายที่มันและพวกพยายามจัดการถูกแย่งชิงไปในคราแรกมันนึกดีใจที่อากอร์นฟันดาบผ่าตรงร่างของสัตว์ร้ายแต่ใครจะไปคิดว่าอากอร์นจะเปลี่ยนทิศทางของดาบอย่างกะทันหันในช่วงเวลานั้นกัน......
หากอีกฝ่ายไม่ใช้นักรบชั้นสูงแล้วละก็ทักษะการใช้ดาบของเขาต้องสูงมากแน่ๆ ชายหนุ่มคิดแต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมอากอร์นถึงทำแบบนั้นได้ ทั้งๆอากอร์นก็อายุพอๆ กันกับตัวมันเลย แต่กลับแข็งแกร่งน่าดูน่าเกรงขามกว่า.......
เมื่อสัตว์ร้ายตายแล้วและกลุ่มของชายหนุ่มก็ถูกจับตัวเอาไว้แล้วเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดก็จบลงกลับสู่ความสงบอีกครั้งแต่ทหารที่ทำหน้าที่รักษาการอยู่บนกำแพงยังคงไม่ลดละการป้องกันลงแม้แต่นิดนั่นเป็นเพราะว่าอาจจะมีสัตว์ร้ายแบบไอ้ตัวเมื่อครู่นี้โผล่มาอีกก็เป็นได้.....
...........................
ณ ลานกว้างหน้าอาคารหลังใหญ่ในค่ายทหารแห่งใหม่.......
“คุกเข่าลง!!”เสียงร้องตะโกนของเจมส์วิชดังขึ้นพร้อมกับผลักร่างขององค์ชายจากเมืองคอล์โบไปด้านหน้า......
หึ!!
“ฝันไปเถอะพวกเจ้าจะรังแกกันมากเกินไปแล้ว ข้าเป็นถึงองค์ชายของเมืองคอล์โบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเขตเมืองแทบนี้หากพวกเจ้ายังไม่ปล่อยข้าไปข้ารับรองได้เลยว่าเสด็จพ่อของข้าต้องส่งกองทัพมาบดขยี้เมืองบ้านนอกๆของพวกเจ้าแน่!!”
ชายหนุ่มคนนี้ยังคงแสดงท่าทีหยิ่งยโสออกมาพร้อมกับกล่าวอ้างถึงความยิ่งใหญ่คับเมืองของบิดาของมันที่เป็นเจ้าเมืองคอล์โบและมันก็คิดว่าคำพูดของมันจะต้องได้ผลแน่นอน แต่ในจะไปรู้ว่าในขณะที่มันพูดจบนั้นฝ่ามือที่ไม่ทราบที่มาพุ่งเข้ามากระทบที่ใบหน้าของมันอย่างจัง.....
เพียะ!!
องค์ชาย!!
เสียงตบนี้ทำให้อัศวินและทหารที่ติดตามมาด้วยต่างพากันดิ้นเพื่อให้หลุดจากการถูกจับเพื่อที่จะเข้าไปช่วยชายหนุ่มที่พึ่งถูกตบไปแต่ไม่ว่าพวกมันจะดิ้นยังไงพวกมันก็ไม่อาจที่จะดิ้นหลุดการจับกุมของทหารเมืองเซนต์จูรี่ไปได้ราวกับถูกครีมขนาดยักษ์หนีบเอาไว้อย่างนั้นแหละ......
ซึ่งอัศวินผู้ติดตามของชายหนุ่มนั้นเป็นถึงนักรบระดับปฐพีขั้นที่สองแต่มันก็ต้องถูกแรมโบ้ผู้บ้าคลั่งที่มีระดับพลังสูงกว่ามันหนึ่งขั้นจับตัวเอาไว้ทำให้อัศวินคนนี้ไม่อาจที่จะขยับตัวได้ ส่วนทหารคนอื่นๆเพียงแค่ทหารเก่าที่ติดตามอากอร์นต่อสู้มาตลอดจับไว้พวกมันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว.......
“ตบนี้สำหรับที่เจ้ากล้าข่มขู่พวกเราต่อหน้านายท่าน”เจมส์วิชผู้ที่เป็นคนลงมือตบชายหนุ่มได้พูดขึ้นพร้อมกับใช้สายตาที่แฝงไปด้วยเจตนาฆ่าจ้องมองไปที่ชายหนุ่ม.....
ถึงว่าระดับพลังของเจมส์วิชจะน้อยกว่าองค์ชายจากเมืองคอล์โบแต่จิตสังหารที่ชายหนุ่มเจมส์วิชปล่อยออกมานั้นมีมากยิ่งกว่าตัวองค์ชายนี้เสียอีกไม่เพียงแค่เจมส์วิชเท่านั้น บุคคลที่อยู่รอบๆนี้ต่างก็ปลดปล่อยคลื่นและรังสีฆ่าฟันออกมาทั้งนั้นจนทำให้บรรยากาศอยู่เย็นยะเยือกไปหมด.....
อึก!!
องค์ชายจากเมืองคอล์โบเห็นแบบนั้นมันก็ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่เลยทีเดียวเพราะมันไม่คิดว่าคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่สนใจในฐานะของมันหรือสถานะความแข็งแกร่งของเมืองอันดับหนึ่งในแทบนี่เลยซ้ำยังไปทำให้ทุกคนในที่นี้แสดงความกระหายเลือดเพิ่มขึ้นไปอีก......
พรึบ!!
อากอร์นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ด้านหน้าขององค์ชายจากเมืองคอล์โบได้โบกมือหนึ่งครั้งเพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบลงก่อน ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาว่า......
“เจ้าคือองค์ชายแห่งเมืองคอล์โบอย่างนั้นรึ?”อากอร์นถามพร้อมกับแสดงสีหน้ายิ้มๆ ออกมา......
“ชะ....ชะ....ใช่!!ข้าองค์ชาย........”
เพียะ!!
“พูดกับท่านบารอนเจ้าควรที่จะมีหางเสียงด้วย!!”ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังพูดยังไม่ทันจบประโยคนั้นเสียงตบก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตวาดของเจมส์วิช......
เจ้า!!
ชายหนุ่มรู้สึกอับอายและโกรธแค้นเจมส์วิชเป็นอย่างมากเพราะนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มันถูกตบหน้าโดยฝีมือของเจมส์วิช และในทุกๆครั้งเจมส์วิชก็ไม่เคยไว้หน้ามันเลยสักนิดเดียวและมันก็สัญญาว่าหากมันรอดไปได้มันต้องกลับมาเอาคืนเจมส์วิชให้มากกว่าเป็นพันๆเท่าแน่.....
แต่ในตอนนี้มันยังคงทำอะไรไม่ได้เพราะมันอยู่ในกำมือของศัตรู ดังนั้นชายหนุ่มจึงจำเป็นต้องยอมอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดและความอัปยศในครั้งนี้ก่อนจะพูดขึ้นว่า.....
“ใช่แล้วขอรับท่านบารอน”
“อือ.....เจ้าแล้วก็คนของเจ้ามาทำอะไรแถวนี้แล้วสัตว์ร้ายตัวนั้นพวกเจ้าไปเจอมันที่ใด?” อากอร์นรู้สึกพอใจในผลงานของเจมส์วิชมากแต่เนื่องจากเขายังต้องการรู้ข้อมูลจากชายหนุ่มคนนี้อยู่และเขาก็อยากรู้ว่าเจ้าสัตว์ร้าย [ดราโกแลนน์] นั้นยังมีอีกไหม.....
แน่นอนว่าชายหนุ่มเข้าใจความหมายของอากอร์นดีว่าเขาหมายถึงสิ่งใดและเขาก็ไม่เต็มใจเท่าไหร่นักที่จะตอบคำถามเหล่านี้แต่เพื่อต้องเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ให้ได้ ชายหนุ่มจึงได้ยอมบอกอากอร์นแต่โดยดีเพียงแค่ปรับแต่งเรื่องราวเล็กน้อย.....
“พวกเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ร้าย[ดราโกแลนน์] ที่ย้ายถิ่นฐานมาแถวนี้ฝูงหนึ่ง พวกเราเลยคิดที่จะออกไปล่าพวกมันแต่พวกเราไม่คิดว่าพวกมันจะมีความสามารถมากขนาดนี้ขนาดที่ทหารมากกว่าห้าร้อยนายและนักรบระดับปฐพีขั้นที่สามอย่างข้ายังเอาไม่อยู่”
“ดังนั้นแล้วพวกเราจึงได้หนีเจ้าสัตว์ร้าย[ดราโกแลนน์] พวกนั้นมา และด้วยความบังเอิญที่พวกเขาหนีมาอย่างไม่ได้ดูทิศทางพวกเราก็มาพบเข้ากับเมืองของท่านบารอนพอดีและสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ส่วนสถานที่ที่พวกเราเจอพวกมันนั้นพวกเราเองก็จำไม่ได้เช่นกัน เพราะพวกเรารีบวิ่งหนีกันจนหลงทิศไปหมด”
ชายหนุ่มอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่กะพริบตาราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดและยังแสร้งทำเป็นคนขี้หลงขี้ลืมอีกด้วย......
“อื้ม!เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง ฝูงดราโรแลนน์ฝูงนี้ข้าคิดว่าเมืองคอล์โบคงต้องการพวกมันมากและข้าก็คิดว่าบางทีข้าอาจจะมอบพวกมันเป็นของขวัญให้กับเจ้าเมืองคอล์โบด้วยรวมถึงส่งตัวเจ้ากลับไปยังเมืองอย่างปลอดภัย”อากอร์นทำท่าคุ้นคิดไปพูดไปเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้.....
ซึ่งหลังจากที่ชายหนุ่มได้ยินที่อากอร์นพูดใบหน้าของมันก็พลันฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจเพราะมันไม่คิดว่าบารอนหนุ่มผู้นี้จะโง่เง่าได้ขนาดนี้ถึงกับยอมเชื่อที่มันพูดอย่างง่ายๆแถมยังคิดที่จะจับสัตว์ร้ายระดับสี่อย่างดราโกแลนน์ไปมอบให้กับบิดาของมันด้วยแต่ในขณะที่ชายหนุ่มและผู้ติดตามกำลังฝันหวานอยู่นั้นเสียงของอากอร์นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง.....
“แต่คิดไปคิดมาแล้วเมืองคอล์โบเองก็เป็นหนึ่งในพันธมิตรทั้งสี่ของเมืองแซนดี่ที่ส่งทัพมารุกรานเมืองเซนต์จูรี่ของข้าแถมพวกมันยังรวมหัวกันเพื่อที่จะจัดการเมืองของข้าด้วย เช่นนั้นฝูงดราโกแลนน์ทั้งหมดข้าจะรับเอาไว้เองส่วนพวกเจ้า.......ฆ่า!!”
ฉับ!! ฉับ!!ฉับ!!
เพียงคำพูดเดียวของอากอร์นทหารที่ยืนรายล้อมควบคุมทหารของชายหนุ่มก็ถูกตัดหัวออกจากร่างของพวกมันในทันทีรวมถึงอัศวินคู่กายของชายหนุ่มด้วย ศพไร้หัวทั้งหมดถูกปล่อยให้นอนลงกับพื้นเลือดไหลท่วมพื้นเต็มไปหมดเหลือเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่ยังไม่ถูกฆ่า.....
นั้นเพราะว่าอากอร์นต้องการข้อมูลและความลับของเมืองคอล์โบจากมันอยู่เขาเลยต้องทำการสอบสวนชายหนุ่มที่เรียกตนว่าองค์ชายและพ่อตัวเองเป็นราชา เหมือนกับเจ้าเมืองแซนดี่ที่เรียกตนว่าเป็นราชาเจ้าแห่งดินแดนที่มันปกครองอยู่......
ม่ายยยยยยยย!!
“ไอ้ปีศาจ!!ไอ้สารเลว!! ไอ้ชาติชั่ว!!แกทำแบบนี้กับคนของเมืองคอล์โบและข้าที่เป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์เสด็จพ่อต้องไม่ปล่อยแกและคนของแก รวมถึงชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ไปแน่!!”
เพียะ!!
“พูดมากน่ารำคาญวะต่อให้พ่อของเจ้ามา บิดาคนนี้ก็ไม่กลัวหรือต่อให้ไอ้ราชาอีกสี่เมืองมาข้าคนนี้ก็ไม่กลัวเช่นกัน ดีเสียอีกข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลายกทัพไปหาพวกมันให้เมื่อย และก็คำพูดของเจ้าเมื่อครู่นี้ข้าถือซะว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน!”
กะ.....กะ.....แก!!!