บทที่21
ผู้ช่วยชีวิต
แสงแดดสาดส่องจาก้าลงมาด้านล่างยามเที่ยงวันที่แสงอรุณนั้นส่องประกายรุนแรงที่สุดออร่าความร้อนแผดซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณโดยเฉพาะใน่ยามกลางปี
บริเวณเขตชานเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนักที่ดินขนาดสามหมู่ที่มีรั้วไม้สูงประมาณเอวตั้งเอาไว้บริเวณทางเข้าด้านหน้าตอนนี้เต็มไปด้วยกลุ่มคนมากมายพี่กำลังยืนรวมตัวกันอยู่
กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็ชายฉกรรจ์ที่แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทพวกมันล้วนแล้วแต่เป็คนที่มีใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังมองดูแล้วไม่น่าจะใช่คนธรรมดาแต่ออกไปในทางผู้คุ้มกันเสียมากกว่า
ผู้คนจำนวนมากกำลังยืนอออยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าแต่คนพวกนี้ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะบุกรุกเข้าไป
แม้ว่าจะมีจำนวนมากและมองดูจากกลุ่มคนเหล่านี้ดูท่าทางไม่ใช่คนธรรมดาแต่พวกมันก็ยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าอย่างเป็ระเบียบ
เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าของพวกมันก็ไม่ก้าวเท้าเข้าไปภายในเขตที่ดินเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ลองดูเช่นนี้ก็พอจะล่วงรู้เจตนาของคนเหล่านี้อยู่บ้างว่าพวกมันคงจะไม่ใช่คนที่มาด้วยเจตนาไม่ดี
ลู่หยางที่กำลังยืนทำสวนอยู่บริเวณด้านหลังเขาเดินตรงออกมาชะโงกดูบริเวณด้านหน้าบ้านจากที่ตนเองได้ยินเสียงบางอย่าง
เมื่อเขาชะโงกหน้าออกมามองบริเวณด้านหน้าลู่หยางแสดงใบหน้าตื่นตระหนกใออกมาในทันทีมันเป็เพราะว่าสิ่งที่เขาพบเห็นก็คือบริเวณด้านหน้ารั้วบ้าน
กลุ่มคนมากมายกำลังมายืนรวมกันอยู่บริเวณนั้นแถมคนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็ชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่ใบหน้าของพวกมันก็ดูไม่เป็มิตรสักเท่าไหร่เสียด้วย
ลู่หยางอยู่บริเวณหลังบ้านทำไมน่าประหลาดใจดวงตากลิ้งเป็วงกลมไปมาด้วยความสงสัย‘ นั่นมันอะไรพวกนั้น? ’
ภายในใจบังเกิดคำถามขึ้นมาในทันทีเขามั่นใจว่าเขาไม่เคยรู้จักคนพวกนั้นมาก่อน
ลู่หยางแม้ว่าจะทำท่าทางลังเลอยู่บ้างแต่สุดท้ายเขาก็สาวเท้าตรงไปยังบริเวณประตูรั้ว
ลู่หยางเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยเหงื่อที่เขาสวมใส่อยู่เป็ชุดสีดำธรรมดาธรรมดาที่เหมาะกับการทำสวนภายในมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยคราบดินมากมายแถมยังถือจอบอยู่อีก
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อมองตรงไปที่ผู้ที่มายืนอออยู่บริเวณหน้าประตูรั้วอย่างสงสัย
ลู่หยางหรี่ตาเล็กน้อยพลางนึกในใจ‘ ถือว่าโชคดีตอนนี้หนิงหนิงอยู่ที่สถานศึกษา ’
ถ้าคนพวกนี้มาตอนบุตรสาวของเขาอยู่คงจะเป็กังวลมากกว่านี้แต่ในตอนนี้นางอยู่ที่สถานศึกษาภายในเมือง
พวกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหน้ายืนอยู่ด้วยท่าทางที่นิ่งเฉยใบหน้าของพวกมันนั้นสุดแสนจะเคร่งขรึมใช้ดวงตามองตรงมาที่เขาแต่ก็ไม่พูดอันใด
การที่พวกมันใช้ดวงตามองมาที่เขาแต่ไม่พูดอันใดทำให้ภายในใจของลู่หยางยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก
และในขณะที่เขากำลังใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองพวกที่อยู่ด้านหน้าอยู่นั้นพวกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนเป็แถวระนาบยาวราวกับกำแพงขนาดใหญ่ได้ค่อยๆแหวกตัวออก
พวกมันได้แหวกตัวออกปรากฏให้เห็นเป็ทางยาวระหว่างกลางปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นมา
ลู่หยางดวงตาของตนมองไปที่ร่างของคนนั้นร่างของผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย เป็บุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายดูดีบุรุษผู้นั้นเป็บุรุษที่มีรูปร่างสูงโปร่งสง่างามรูปร่างเหมือนกับคุณชายตระกูลใหญ่ๆส่วน่อายุมองจากใบหน้าคาดเดาน่าจะมีอายุมากกว่าเขาสองถึงสามปีไม่น่าจะเหยียบวัยเลขสามน่าจะอยู่ใน่เลขสองปลายไม่ได้มีเพียงแค่รูปร่างกายและใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาเท่านั้นที่เหมือนกับคุณชายตระกูลใหญ่ๆ
แต่ว่าเครื่องแต่งกายของเขาเองก็เช่นเดียวกันคนผู้นั้นสวมใส่เครื่องแต่งกายเป็ชุดผ้าไหมสีครามดูดีแถมบริเวณส่วนต่างๆของร่างกายยังมีเครื่องประดับที่เป็เงินและทองสวมใส่อยู่อีก
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกเป็คนที่มีท่าทางสุขุมประมาณนึงบนใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาบ่งบอกว่าเป็คนอัธยาศัยดี
ลู่หยางประเมินจากสายตาของตัวเองแล้วพอจะคาดเดาได้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าน่าจะเป็คุณชายของตระกูลใดตระกูลนึง
และตระกูลน่าจะมีฐานะระดับนึงด้วยถึงกระนั้นจากสายตาของเขาที่มองก็พอจะคาดเดาได้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้านั้นไม่น่าจะใช่คนของราชสำนัก
ถ้าไม่ใช่คนของราชสำนักให้คนผู้นี้มาพบเขาด้วยเหตุอันใดภายในใจนั้นปรากฏความประหลาดใจดวงตาทั้งสองข้างกระพริบมองผู้ที่อยู่ด้านหน้าอย่างฉงน
เขามั่นใจว่าเขาไม่เคยรู้จักคนผู้นี้มาก่อนแถมคุณชายผู้นี้ที่มาปรากฏในด้านหน้าของเขายังมีผู้คุ้มกันมากมายที่อยู่บริเวณรอบร่างกายอีก
คุณชายท่าทางสง่างามผู้นั้นก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็วทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งของฝากรั้วโดยที่มีรั้วไม้สูงขนาดเอวกั้นระหว่างกลาง
คุณชายผู้นั้นยกมือทั้งสองข้างประสานกันแล้วก็ก้มคารวะอย่างนอบน้อม
ลู่หยางมองเห็นท่าทางก้มคารวะอย่างนอบน้อมพอจะคิดได้ว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะมาร้ายเขาเลยพอจะสงบใจได้แล้วกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ คุณชายท่านนี้… "
คุณชายที่อยู่ด้านหน้าหลังจากก้มคารวะ1 ครั้งตามมารยาทเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วกล่าวถามอย่างผู้ที่มีปัญญา“ ขอถามนายท่านผู้นี้สักหน่อยท่านใช่ท่านลู่หยางหรือไม่? ”
ลู่หยางพยักหน้าหนึ่งคราตอบรับไม่คิดปกปิดตัวตน
ชายท่าทางสุภาพอ่อนน้อมที่อยู่ด้านหน้าจึงถามต่ออีกในทันที“ เมื่อ 3 วันก่อนท่านใช่คนที่ช่วยคนเอาไว้กลางถนนบริเวณกลางตลาดใช่หรือไม่?”
ลู่หยางผงะเล็กน้อยเหลือบตาของตนเองมองบนแล้วก็พยายามคิดถึงเหตุผลที่คนพูดนี้เดินทางมาหาเขา
ในทุกๆวันที่เดินเข้าไปส่งหนิงหนิงที่สำนักศึกษาระหว่างการเดินไปถึงสถานที่แห่งนั้นเขาก็ได้ยินผู้คนพูดถึงเื่ของเขาอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่คิดว่าเื่ของตัวเองนั้นมันจะใหญ่โตขนาดที่มาเข้าหูคนผู้นี้
ลู่หยางคิดถึงผลได้ผลเสียอยู่สักพักก่อนจะตอบกลับไปโดยการพยักหน้า
เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนั้นคุณชายท่าทางสุภาพอ่อนน้อมที่อยู่ด้านหน้ายิ่งปรากฏรอยยิ้มออกมามากขึ้นคนผู้นั้นยกมือทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้งก้มคารวะแล้วกล่าว “ข้าน้อยขอแนะนำตัวข้ามีนามว่าเว่ยเจ๋อจง ”
คุณชายผู้มีท่าทางสุภาพด้านหน้าแนะนำตนเองออกมาด้วยท่าทางที่นอบน้อมมากกว่าเดิม
ลู่หยางผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ่งแสดงท่าทางนอบน้อมเขายิ่งไม่เข้าใจแต่ว่ามารยาทของผู้คนส่วนใหญ่แล้วถ้าอีกฝ่ายนอบน้อมมาเขาก็ตอบกลับไปอย่างมารยาท
ลู่หยางมือประสานกันแล้วเขากลับไป“ คุณชายเว่ยมีธุระอันใดกับข้าอย่างนั้นหรือ? ”
คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแล้วกล่าว“ เข้ามาตอบแทนนายท่าน เมื่อวานคนที่ท่านช่วยเอาไว้เป็พ่อบ้านของตระกูลข้า ”
ลู่หยางแสดงใบหน้าเรียบเฉยเงยหน้าเล็กน้อยแม้ว่าคนที่เขาช่วยไว้เมื่อวานจะเป็พ่อบ้านของตระกูลเว่ยแล้วมันอย่างไรคนผู้นี้ถึงกับต้องมาตอบแทนเขาเลยอย่างนั้นรึ?
ลู่หยางยกมือขึ้นมาลูบปลายคางของตนเองพลันคิดบางอย่าง‘ ไม่คิดว่าตระกูลเว่ยให้ความสำคัญกับพ่อบ้านขนาดนี้ ’
เขารู้สึกประหลาดใจโดยทั่วไปแล้วถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็พ่อบ้านของตระกูลแต่ว่าคนที่เป็นายก็ไม่น่าจะให้ความสำคัญมากขนาดนี้
ลู่หยางหลังจากที่คิดอยู่สักพักหันกลับไปแล้วตอบกลับ“ ไม่จำเป็หรอกภาระค่าช่วยเอาไว้ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอยู่แล้ว ”
เว่ยเจ๋อจงมองผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง“ บุญคุณต้องทดแทนนี่เป็กฎที่รู้กันดีอยู่แล้วขอรับ ”
“ ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ? ” เว่ยเจ๋อจงกำลังยืนอยู่อีกฝั่งของรั้วกล่าวขึ้นพลางมองไปยังผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง
ลู่หยางลองมองดูสถานการณ์ในตอนนี้มันก็คงจะไม่ดีนะที่เขาให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนยืนอยู่อีกฟากฝั่งแล้วก็สนทนากันเช่นนี้
ลองคิดดูเห็นควรว่าให้คนพวกนั้นเข้ามาได้เพราะว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใดลู่หยางจึงหันไปแล้วก็กล่าว “เชิญขอรับแต่ว่าเรือนของข้าคงจะรับคนทั้งหมดเอาไว้ไม่ไหวเรียนเชิญคุณชายและผู้ติดตามเข้ามาได้เพียงสองคนนะขอรับ”
พวกผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังเป็ชายฉกรรจ์นับ10 คน ถึงอย่างไรเขาก็มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยเอาไว้ก่อน
เว่ยเจ๋อจงแสดงเจตนาบริสุทธิ์และทำตามคำพูดนั้นเดินเข้าไปพร้อมกับผู้ติดตามเพียงแค่ 2 คน
เอามาถึงบริเวณด้านในโต๊ะไม้เก่าๆที่ตั้งอยู่ใจกลางบ้านชุดน้ำชาและขนมจำนวนเล็กน้อยถูกมาเสิร์ฟให้กับแขกผู้มาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้เป็ผู้แรก
เมื่อนำน้ำชาและขนมมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตกลู่หยางลงตรงฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวตามมารยาท“ ขออภัยด้วย บ้านของข้าไม่ค่อยจะมีน้ำชาหรือว่าขนมดีๆคอยต้อนรับแขกที่มีอยู่ก็มีเพียงแค่นี้หวังว่าคุณชายเว่ยจะไม่ถือสา ”
เว่ยเจ๋อจงผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ้มอย่างเป็มิตรพลางกล่าว“ มิได้!! มิได้!! ข้ามาเยี่ยมเยียนโดยไม่บอกกล่าวเพียงนายท่านให้ข้าเข้ามาเพียงแค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
ลู่หยางมองเห็นคนผู้ที่อยู่ด้านหน้าของเขาวางตัวดีไม่ใช่เพียงแค่วางตัวดีเท่านั้นยังมีกิริยามารยาทภายนอกที่ดูสง่างาม
ลู่หยางชื่นชมอีกฝ่ายด้วยสายตาอยู่สักพักก็ถามขึ้นมา“ ไม่ทราบว่าคุณชายเดินทางมาหาข้ามีเื่อันใดเป็พิเศษหรือไม่? ”
ลู่หยางสงสัยั้แ่ในตอนแรกแล้วตอนแรกที่เขาตอบปฏิเสธรับของรางวัลตอบแทนคนผู้นี้ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าบุญคุณต้องทดแทนแต่ถ้ามองในมุมมองของกำไรและขาดทุนมันเองก็น่าจะได้กำไรที่ว่าไม่ต้องเสียสินน้ำใจตอบแทนเขา
แต่ว่ากลับตรงกันข้ามเพราะว่าคุณชายผู้นี้ยังทำการดึงดันขอเข้ามาภายในนี้ในฐานะแขกลู่หยางจึงมองว่าน่าจะมีบางอย่างบทสนทนาลำดับการสนทนาและก็จุดประสงค์ที่ซ่อนเร้นเอาไว้ภายในบทสนทนาเขาเคยศึกษาเกี่ยวกับเื่พวกนี้มาเป็วิชาการพูดแล้วก็จิตวิทยา
ขอแบบนั้นเขาเลยพอจะรู้จุดประสงค์ของผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้ว่าน่าจะไม่ได้มีเพียงแค่นี้
คุณชายที่อยู่ด้านหน้ายิ้มเล็กน้อยพลางลดถ้วยน้ำชาที่ปากของตนเองลงแล้วกล่าว“ นายท่านลู่เป็คนฉลาดเฉลียวจริงๆด้วยไม่สามารถหลอกท่านได้สมแล้วที่มีวิชาการแพทย์อันล้ำเลิศ ข้ามีเื่สำคัญอย่างจะมาปรึกษาท่าน… ”
จบบท