ลัลลภัสหันไปพูดกับเพนนีแบบไม่มีเสียง ซึ่งอ่านจากแปลความได้ว่า
"นี่มันคืออะไรกัน"
แต่เพนนีเห็นลัลลภัสพูดแบบนั้นก็ทำท่ายักไหล่ไม่สนใจแล้วเดินหมุนตัวไปยังเปียโนที่วางไว้บนเวที เพนนีเริ่มเล่นเปียโนอย่างมืออาชีพ เมื่อเวลาอยู่ต่อหน้าเปียโน เพนนีจะกลายเป็หญิงสาวที่ดูร่าเริง น่ามอง เรียบหรู ดูแพง เปรียบเสมือนกับดอกทานตะวันที่สดใสในยามพระอาทิตย์ขึ้น
แสงสปอตไลต์ที่ส่องรอบตัวเพนนียิ่งทำให้เธอดูงดงามมากยิ่งขึ้นไปอีก ประกอบกับเพลงที่เธอเล่น ซึ่งเป็เพลงประจำที่เธอชอบเล่นมาตลอดนับสิบชาติ ทั้งหมดดูเข้ากันจนสามารถเปลี่ยนให้หญิงสาวกลายเป็นางเอกได้ในพริบตาเมื่อเธอเริ่มเล่นเปียโน เสียงเปียโนที่กดออกมาด้วยความคล่องแคล่ว ท่วงทำนองที่เป็ออกมาเป็จังหวะ
แต่ครั้งนี้เพนนีไม่ได้ใช้แค่ความสามารถทางเปียโนดึงดูผู้คนเท่านั้น แต่เธอยังใช้เสียงร้องอันไพเราะทำให้ผู้คนติดตามชม ไม่อยากคลาดสายตาอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนที่ถูกกล่อมบรรเลงด้วยบทเพลงของเพนนีนี้ไม่ได้มีเพียงธนาวินทร์ ธนินทร์ หรือ ภาสพงษ์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคุณหญิงเฟื่องทอง ที่แม้แรกๆจะต่อต้านแต่เมื่อฟังไปนานๆก็เกิดความผ่อนคลายขึ้น อาการที่เ็ปก็ถูกบรรเทาลง
ทุกคนล้วนให้ความสนใจกับเพนนี แต่ลัลลภัสยังคงเป็คนเดียวที่ไม่ถูกบทเพลงนี้ทำให้เคลิบเคลิ้ม เธอตัดสินใจว่ายังไงก็ตามดาวเด่นในงานเลี้ยงคืนนี้คือเธอ คุณธนาต้องสนใจเธอไม่ใช่ยัยเพนนี
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลัลลภัสจึงเดินไปบรรเลงพิณ แต่สุดท้ายแล้วเสียงพิณของลัลลภัสที่บรรเลงออกมาแบบเป็ทำนองที่ไม่ต่อเนื่องก็ไม่สามารถสะกดผู้ฟังได้อย่างที่เพนนีสามารถทำได้ นอกจากนี้ความประหม่าและความอยากเอาชนะของเธอในตอนที่บรรเลงจึงทำให้เกิดเสียงที่ผิดเพี้ยน จนผู้คนหลุดจากภวังค์ในการฟังเปียโนของเพนนี สิ่งนี้ทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงเริ่มซุบซิบกันเอง
"นี่มันอะไรกัน ฉันว่าการเล่นเปียโนของคุณพนิตพรก็ดีอยู่ ละนี่ทำไมถึงมีเสียงอะไรมาทำให้เกิดความรู้สึกบาดหูแบบนี้"
คุณหญิงท่านหนึ่งพูด
"นั่นสิ น่ารำคาญจริงๆ ด้วยฉันกำลังฟังเพลินๆ ก็ต้องมาชะงักลง"
"ใครก็ได้ไปบอกคุณลูกแพร์หน่อยสิว่าให้เธอหยุดเล่น ฉันว่ามันแย่กว่าเดิมมาก"
"เธอเพิ่งเริ่มเรียนพิณเองนะ จะมาโชว์แบบนี้ไม่ได้ มันทำให้ผู้คนขาดสมาธิไปหมด ฉันล่ะไม่พอใจ"
"คุณหญิงเฟื่องทองจัดงานแบบนี้จริงๆหรอเนี่ย ฉันไม่อยากจะเชื่อ หรือความคิดนี้ไม่ใช่ของคุณหญิง"
"นั่นน่ะสิ ฉันว่าความคิดนี้เป็ของคนอื่นต่างหาก"
"ฉันก็ว่าเป็ของคุณลูกแพร์นั่นแหล่ะ ไม่ได้เป็อะไรกับครอบครัวคุณหญิงเฟื่องทองซะหน่อย คุณหญิงจะมาให้โชว์อะไรแบบนี้ เสียเวทีหมด"
"ฉันเห็นด้วยกับที่คุณพูดนะคะ ฉันว่าคุณพนิตพรน่ะต่อให้เธอไม่ถูกกับคุณหญิงเฟื่องทอง ซึ่งพวกเราก็เห็นกันอยู่ แต่เธอน่ะได้รับเชิญให้ขึ้นมาแสดงแน่ๆ เพราะฝีมือการเล่นเปียโนของเธอสูงระดับประเทศขนาดนั้น แถมเสียงร้องยังไพเราะอีกด้วย ฉันว่าเธอนี่แหล่ะเป็คนที่สมควรจะได้แสดงโชว์ฟินนาเล่ปิดงาน"
"ฉันก็เห็นด้วยนะคะ เพิ่งเคยได้ยินคุณพนิตพรเปล่งเสียงร้องประสานไปกับเปียโน ไม่คิดเลยว่านอกจากฝีมือดีดเปียโนที่ดีแล้วเธอยังร้องเพลงเพราะอีก"
เสียงแเื่ผู้เข้าร่วมงานที่ตอนแรกถูกลัลลภัสใช้เสียงพิณทำให้การฟังหยุดชะงักลง เริ่มกลายเป็เสียงแห่งการต่อว่า จนกระทั่งในที่สุดเสียงของการว่าขานลัลลภัสนี้ก็ได้เปลี่ยนไปเป็เสียงแห่งความชื่นชมในความสามารถของเพนนี ซึ่งทำให้เพนนีก็ยิ่งได้รับความโดดเด่นในงานมากขึ้นไปอีก
เพนนีจึงเดินไปหาลัลลภัสบนเวทีแล้วกระซิบว่า
"นี่ลูกแพร์ ถ้าเธอเพิ่งฝึกดีดพิณก็อย่ารีบมาแสดงให้อายเลย ฝีมือฉันเทียบกับเธอต่อให้เป็เครื่องดนตรีคนละประเภท ยังไงฉันก็ชนะอยู่ดี อีกอย่างนะฉันจะบอกไว้ให้ ไอ้ที่เธอกำลังทำหรือกำลังคิดอยู่น่ะ ฉันตามทันเธอหมดนั่นแหล่ะ อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองฉลาดไปคนเดียวสิ เพราะฉันอยากให้เธอรู้นะไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉัน เพนนี พนิตพร คนนี้นี่แหล่ะที่นำหน้าเธอไปก้าวหนึ่งเสมอ"
"จะมากเกินไปแล้วนะยัยเพนนี"
"แล้วเธอจะทำอะไรฉันได้หรอ อย่าบอกนะว่าบีบน้ำตา ถ้าเธอจะบีบน้ำตาฉันจะทำให้ดูเอามั้ยล่ะ แล้วมาดูกันว่าเธอกับฉันใครบีบน้ำตาได้เก่งกว่ากัน"
"เฟยเฟย เ้าจงอย่าทำให้ผู้อื่นเคียดแค้น ควรปล่อยวางความไม่พอใจลงเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็ผลร้ายต่อตัวเ้าเอง"
ขณะที่เพนนีกำลังต่อว่าลัลลภัส อยู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงอวี๋เฟิงฟ่งที่กล่าวลอยมา ทุกประโยคที่นางพูด เพนนีได้ยินทุกคำ ก็เริ่มสงสัยจนกระทั่งหันไปมอง พบว่าตัวเองไม่ได้ถอดแหวนจึงหันไปบอกลัลลภัสว่า
"แปปนะ เดี๋ยวฉันมาทะเลาะต่อด้วย ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน" แล้วเพนนีก็รีบเดินออกไปจากบนเวที
"นี่ ยัยเพนนี เธอจะไปไหน ฉันยังไม่ได้ด่าเธอกลับเลยนะ นังตัวแสบ เธอจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้ กลับมาฟังฉันพูดเดี๋ยวนี้นังเพนนี"
ลัลลภัสที่ตอนแรกแค่พูดกระซิบกับเพนนี เมื่อเห็นว่าเพนนีรีบเดินหนีลงไปเหมือนมีความลับอะไรบางอย่าง ทำให้เธอรู้สึกใจนกระทั่งโพล่งออกมาจากเสียงที่เบาก็กลายเป็เสียงะโบนเวที ที่ทำให้แเื่ทุกคนในงานต่างมองเป็ตาเดียว แน่นอนว่าลัลลภัสทำสำเร็จแล้วตอนนี้ทุกคนต่างมองเธอเป็ดาวเด่นของงาน แต่สายตาที่มองมาก็บอกได้ชัดเจนว่าไม่ใช่เื่ที่ดีแม้แต่นิดเดียว เพราะทุกสายตาเหมือนกำลังมองหญิงสติไม่ดี ไร้คนอบรมสั่งสอน โวยวายไม่รู้จักสัมมาคารวะและกาลเทศะ ลัลลภัสเห็นดังนั้นจึงทนไม่ได้ รีบเดินเร็วจนเกือบจะกลายเป็ออกจากงานไป
ทางฝั่งเพนนีในห้องน้ำของโรงแรม เมื่อชัดเจนว่าเธอไม่ได้หูฝากและได้ยินเสียงอวี๋เฟิงฟ่งจริงๆ จึงเรียกให้นางปรากฏตัวออกมา
"ฟ่งเอ๋อ คุณอยู่ที่นี่ใช่มั้ย ฉันรู้นะ ฉันได้ยินเสียงคุณ"
"ฟ่งเอ๋อ ฉันมีอะไรจะบอกคุณ คุณออกมาให้ฉันเห็นเร็วๆสิ"
เพนนีอยากจะขอโทษอวี๋เฟิงฟ่งแต่ไม่วายอดไม่ได้ที่จะออกคำสั่ง อวี๋เฟิงฟ่งอดทนรอที่จะไม่รีบปรากฎตัว เพราะรู้ว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกผิด จนกว่าถึงประโยคที่เธอรอคอยเท่านั้น เธอจึงจะออกมา
"ถ้าคุณไม่ออกมา อย่าหวังเลยว่าฉันจะช่วยคุณไขคดีปริศนาตามสืบหาการตายของพวกเราทั้งคู่ในอดีต"
เมื่อได้ยินว่าเพนนีเหมือนจะยอมรับปาก อวี๋เฟิงฟ่งจึงปรากฏกายขึ้น
"โอโห นี่ฟ่งเอ๋อ คุณยังใส่ชุดเดิมอีกหรอ ต่อให้ตายไปแล้ว ก็ไม่รู้จักการเปลี่ยนชุดรึไง ตายไปนานแล้วทำไมยังไม่ปรับตัวเองให้เป็ิญญาที่เข้ากับแฟชั่นยุคนี้อีก"
"เฟยเฟย ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูดหรอนะว่าแฟชั่น คือเื่ใด เื่การแต่งกายของข้าก็ปล่อยให้เป็เื่ข้าเถอะ อย่ามาก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แล้วนี่เ้าเรียกข้าออกมาทำไม รู้สึกอะไรกันถึงเรียกข้าออกมา"
อวี๋เฟิงฟ่งโยนหินถามทาง ให้เพนนีตอบมาเองจะดีกว่าไปบังคับให้หญิงสาวพูด
"ก็ข้า เอ๊ย ฉันรู้สึกผิดน่ะสิ ที่วันนั้นไปพูดจาไม่ดีกับคุณ นายพงษ์เขาเตือนสติฉันเอาไว้น่ะ ฉันรู้สึกผิดจริงๆนะ ฉันต้องขอโทษด้วย ปกติฉันไม่ขอโทษใครก่อนนะ แต่ฉันรู้สึกผิดกับคุณจริงๆ"
"เฟยเฟย ก่อนจะพูดจาสิ่งใดต้องคิดให้ดี คิดให้รอบคอบ เพราะคำพูดออกมาแล้วมันเป็นายของเ้า เ้าต้องไม่เอาความใจร้อนของตัวเองแล้วพูดทุกสิ่งที่คิด ตอกย้ำทุกสิ่งที่เ้าอยากด่า เพราะสุดท้ายแล้วมันจะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ใด"
"แหม่! ฟ่งเอ๋อ ฉันก็รู้แล้วน่า เอาเป็ว่าต่อไปนี้ฉันจะระมัดระวังมากขึ้น จะไม่ให้ด่าใครพร่ำเพ้อ สัญญาเลย"
"อย่าสัญญาหรือสาบานกับผู้ใดพร่ำเพรื่อ ไม่เช่นนั้นคำสัญญาจะเป็บ่วงที่ผูกรัดเ้าไว้ตลอดไป"
อวี๋เฟิงฟ่งไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นจะไปตรงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันนี้มันกลายเป็สิ่งที่ผูกรั้งให้เพนนีต้องจมอยู่กับชีวิตเวียนว่ายตายเกิดตลอดมา
"เธออย่าให้ฉันต้องขอโทษซ้ำๆเลย"
เพนนีเริ่มรู้สึกเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
"ฉันบอกแล้วว่าจะช่วยคุณไขคดีปริศนาการตายในจวนกงๆอะไรของชาติที่แล้ว แต่ปัญหาคือ ฉันทะลุไปอยู่ในชาติของคุณไม่ได้นี่สิ ถ้าฉันทะลุได้นะ ฉันสัญญาเลยต่อให้ตัวฉันตาย ฉันก็ต้องไขความลับนี้ออกมาให้ได้"
"จวนหรงไท่กง เฟยเฟยนี่เ้าเอาอีกแล้วนะ ข้าเพิ่งพูดกับเ้าไปหยกๆ เหตุใดจึงไม่เคยคิดที่จำเช่นนี้ เหมือนกันไม่มีผิดทั้งชาตินี้ชาติก่อน จะเป็แม่พันนี หรือเป็เฟยเฟย เ้าก็คือเ้าจริงๆ ละทิ้งนิสัยเดิมไม่ได้"
"เพนนีต่างหากเล่า แต่เอาน่า คือฉันน่ะไม่เคยเป็เฟยเฟย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็ยังไง แต่ชาตินี้ฉันคือเพนนี คุณเพนนี พนิตพร ฉันเวียนว่ายตายเกิดมานานแล้ว ดังนั้นชาตินี้ฉันรู้แค่ว่าตัวฉันเป็ยังไงเท่านั้นก็พอ เอาเป็ว่าฉันสัญญาไปแล้วว่าจะช่วย ถ้าวันไหนเกิดเื่ที่ทำให้ฉันทะลุมิติได้จริงๆ ฉันก็จะช่วยแน่นอน คนอย่างเพนนีพูดแล้วไม่คืนคำ"
"เอาเป็ข้าเชื่อเ้าเฟยเฟย และข้าเชื่อมั่นอีกด้วยว่าเ้าทำได้"
"แน่นอนจ่ะฟ่งเอ๋อ เพนนีสักอย่าง เอาเป็ว่าเราเคลียร์กันแล้วนะ ฉันจะรีบออกไปก่อนละ เข้ามานานคนสงสัย เดี๋ยวเติมลิปสติกสักหน่อยจะได้ดูสดชื่นขึ้น"
เพนนีก็หยิบลิปสติกสีประจำตัวขึ้นมาเติมปาก แต่ก่อนที่หญิงสาวจะออกจากห้องน้ำไป ก็พบว่ามีคนเปิดประตูเข้ามา คนคนนั้นไม่ใช่ใครแต่คือ ลัลลภัสนั่นเอง
"ยัยเพนนี เธอเป็ใครกันแน่ อะไรคือเวียนว่ายตายเกิด อะไรคือทะลุมิติ เธอบอกฉันมานะ เธอมีความลับอะไรแล้วที่สำคัญเมื่อกี้เธอคุยกับใคร ในเมื่อในห้องน้ำนี้มีเธอแค่คนเดียว หรือว่าจริงๆแล้วเธอไม่ใช่เพนนี"
ลัลลภัสที่หลังจากออกมาจากห้องจัดประชุมงานเลี้ยง เธอสติแตกเลยวิ่งมาที่ห้องน้ำที่ยัยเพนนีอยู่ ตอนแรกก็ว่าจะหาเื่ทะเลาะแต่เมื่อได้ยินเสียงยัยเพนนีที่เหมือนกำลังคุยกับใครอีกคน ในเื่ราวน่าเหลือเชื่อที่มันไม่น่าจะเป็ไปได้ ทำให้เธอทนเก็บความสงสัยไม่อยู่จนต้องโพล่งถามไปเพื่อให้ได้รับคำตอบ
"อย่าเพ้อเจ้อนะยัยลูกแพร์"
เพนนีเชิดหน้าตอบกลับไปในทันที
"ถ้าเธอไม่ตอบ ฉันจะออกไปบอกคุณหญิงเฟื่องทองแน่ เธอก็รู้หนิว่าคุณหญิงเชื่อเื่ดวง เื่เหนือธรรมชาติมากขนาดไหน ฉันว่าเธอรู้แต่คงไม่รู้มากเท่าฉันแน่ เพราะฉันไปสืบมาแล้ว เธออยากรู้มั้ยล่ะว่าทำไมคุณหญิงเฟื่องทองถึงไม่อนุญาตให้เธอแต่งงานกับคุณสักที"
เมื่อเห็นลัลลภัสกำลังจะย้ายไปประเด็นของคุณหญิงเฟื่องทอง ตัวของเพนนีก็สงสัยเช่นกัน เธอจึงรีบเบี่ยงประเด็นไปในทันที
"อย่ามาโยกโย้ รีบพูดมานะยัยลูกแพร์ทำไมคุณหญิงแม่ ถึงไม่ให้ฉันแต่งงานกับคุณธนา พูดเดี๋ยวนี้เลย เร็วๆ เข้า"
"ถ้าเธออยากรู้เราก็มาแลกเปลี่ยนข้อสงสัยของแต่ละฝ่ายกันสิ กล้ามั้ยล่ะ"
ลัลลภัสท้าทายซึ่งนั่นทำให้เพนนีเกิดความหนักใจเป็อย่างมาก