บทที่ 27 วันนี้กินมื้อใหญ่อีกแล้ว
พอเห็นฉินต้าซาน ไป๋อวี้ก็มึนงงทันใด
จบเห่แล้ว โดนเขาจับได้ซะแล้วว่าหลอกลูกชายเขาไปแหย่รังผึ้ง
เธอรีบปรี่เข้าไปอธิบาย “ฉันว่าจะทำน้ำมะขามให้เขาดื่ม ถ้ามีน้ำผึ้งจะยิ่งดี ลองถามดูว่าเขาไปแหย่รังผึ้งได้ไหม”
ฉินต้าซานเลิกคิ้ว
ไป๋อวี้มองฉินเสี่ยวซู่แวบหนึ่งแล้วกล่าว “ตอนหลังคิดไปคิดมาแล้วรู้สึกว่าอันตรายเกินไปเลยช่างมันดีกว่า เสี่ยวซู่ของเราหน้าตาดีออกแบบนั้น เกิดโดนผึ้งต่อยขึ้นมาจะทำยังไง”
ฉินเสี่ยวซู่โมโหเดือดดาล “อย่ามาดูถูกกันหน่อยเลย! ฉันแหย่รังผึ้งทุกปีไม่ถึงร้อยครั้งแต่อย่างต่ำก็แปดสิบ เคยโดนผึ้งต่อยที่ไหนกัน!”
ไป๋อวี้ใหน้าถอดสี “งั้นน้ำผึ้งบนเขาไม่โดนผลาญจนหมดเลยเหรอ!”
ฉินเสี่ยวซู่แค่นเสียง
ฉินต้าซานมองลูกชายขี้โมแล้วถามแค่ว่า “ทำไมถึงบอกว่าเธอไม่ใช่คนดี”
“ตอนที่พ่อไม่อยู่บ้าน เธอเอาแต่ให้ผมกินวอวอโถว ทารุณผม!” ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยอย่างคับข้องใจ
ให้ตายยังไงไป๋อวี้ก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะโกรธเื่นี้ ถึงว่าวันนี้ดูขุ่นเคืองทั้งวัน
แต่เธอสอบถามมาแล้วว่าในหมู่บ้านแทบจะไม่ค่อยทำมื้อเที่ยงกัน
รถกระบะกับรถม้าของกองส่งกำลังบำรุงจะเข้ามาส่งอาหารให้คนในทุ่งนา ส่งให้กลุ่มคนเลี้ยงม้าอย่างพวกฉินต้าซานด้วย
ส่วนคนที่อยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำงานทำการเลยไม่ปรุงอาหาร
ต่อให้ปรุงอาหารก็เพียงแค่ทำลวก ๆ เท่านั้น
ไป๋อวี้สบถในใจไอ้เด็กเวรนี่ กินวอวอโถวแล้วยังไง เมื่อก่อนตอนน้องสาวนายอยู่ก่างจื่อหลิ่ง ไม่มีวอวอโถวให้กินด้วยซ้ำ
“ก็ยุ่งนี่นา” ไป๋อวี้ยิ้มสู้ “เสี่ยวซู่อย่าโกรธเลย คืนนี้ฉันจะทำของอร่อยให้”
เสี่ยวซู่แค่นเสียงหึ “ถ้าขืนเธอยังหลอกฉันอีก ฉันไม่ปล่อยไว้แน่!”
พูดจบก็หันหลังเตรียมวิ่ง
ฉินต้าซานขานเรียก “เสี่ยวซู่”
จากนั้นเงื้อมือโยนบางอย่างให้เขา
ฉินเสี่ยวซู่รับมาดูแล้วพบว่าเป็หนังสติ๊ก
เขามีแรงฮึดขึ้นมา ถือมันวิ่งออกไปทันที
ไป๋อวี้ไม่เห็นหนังสติ๊ก เพียงเอ่ยอย่างใว่า “เขาจะไปแหย่จริง ๆ เหรอ”
ฉินต้าซานพูดว่า “เธอให้เขาไปไม่ใช่เหรอ”
กล่าวจบก็ไม่สนใจใยดีไป๋อวี้ เก็บแปรงที่เสี่ยวซู่ทิ้งไว้แล้วทาน้ำมันตั้งอิ้วต่อ
ไป๋อวี้เห็นเขาท่าทางคล่องแคล่วก็พอใจอย่างมาก ลืมตัวไปว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพัง วิ่งกระโหย่งไปเก็บมะขามของเธอต่อ
ชาติที่แล้วตอนเด็กเธอกินเ้านี่เป็ประจำ
เวลาคนอื่นเห็นเธอกินก็จะรู้สึกเปรี้ยวจนเข็ดฟันแทน แต่หน้าร้อนทีไรเธอกลับชอบกินรสเปรี้ยว ๆ ของมันซะอย่างนั้น
พอโตขึ้น แม่บ้านของครอบครัวเป็ชาวยูนนาน ทำน้ำมะขาม ชามะขามเป็ แถมยังใช้มะขามปรุงรสเปรี้ยวได้อีกด้วย
รสชาติที่มีเอกลักษณ์เป็ที่โปรดปรานของเธอมากกว่าน้ำส้มสายชูซะอีก
เธอฮัมเพลงขณะปอกมะขามไปด้วย มือที่กำลังทาน้ำมันตั้งอิ้วบนแผ่นไม้ของฉินต้าซานชะงัก
ฮัมเพลงได้ไร้จังหวะจะโคน แถมเพี้ยนอีก ฮัมเพลงอะไรเนี่ย...
เป็ภรรยาที่หน้าตาสะสวย แต่ทำไมฮัมเพลงได้เพี้ยนขนาดนี้กันนะ
……
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งไปทีู่เาด้านหลัง หารังผึ้งไปทั่ว
ความจริงแหย่รังผึ้งไม่มีอะไรยาก แค่จุดไฟรมควันไล่ผึ้งก็สิ้นเื่
สำคัญที่รังผึ้งหายาก
บางครั้งเด็กเหลือขอในหมู่บ้านอย่างพวกเขาเตร็ดเตร่ไปทั่วป่าเขา ส่วนใหญ่ก็เจอแต่ต่อไม่ก็แตนอะไรเทือกนั้น มันไม่มีน้ำผึ้ง
ฉินเสี่ยวซู่คิดในใจว่า ‘รีบมาสร้างน้ำผึ้งหน่อย ขอฉันแหย่หน่อย น้องสาวฉันจะได้ดื่มไอ้ของเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ นั่น’
ไม่คิดเลยว่าจะเจอรังผึ้งเมื่อมาถึงตีนเขา
หึ วันนี้ดวงดีไม่หยอก
เขาเลยทำการรมควันแล้วเด็ดลงมา เอากลับไปอวดไป๋อวี้
ระหว่างทางยังใช้หนังสติ๊กที่พ่อให้ยิงดินเหนียวก้อนหนึ่งใส่หน้าต่างบานหลิวไฉ่อิงจนทะลุ
……
พอฉินเสี่ยวซู่กลับถึงบ้านก็พบว่าน้องสาวตนกลับมาแล้ว
ส่วนพ่อยังทาน้ำมันตั้งอิ้วอยู่ในสวน มีเสียงผู้หญิงจ้อกแจ้กจอแจดังออกมาจากในครัว
ฉินเสี่ยวซู่ตรงดิ่งไปที่ครัวโดยไม่สนใจพ่อเขา แล้วะโว่า “ฉันเอากลับมาให้แล้วนี่ไง!”
พูดจบก็โยนรังผึ้งที่ยังมีผึ้งไต่อยู่หลายตัวใส่เตาปรุงอาหาร
ป้าเฉินสะดุ้งโหยง “โอ้ เสี่ยวซู่ก็ได้มาเหมือนกันนี่นา!”
ฉินเสี่ยวซู่กล่าวอย่างงุนงง “ก็…เหรอ”
ป้าเฉินหุบยิ้มไม่ได้ “น้องสาวแกจับปลากับกระต่ายได้อย่างละตัว”
ฉินเสี่ยวกั่วยืนบนเก้าอี้ มือเท้าสะเอวแอ่นพุงน้อย ๆ ยิ้มอย่างภูมิใจ
ไป๋อวี้ยิ้ม “แค่โชคดีเฉย ๆ เธอจับได้ที่ไหนกัน”
ป้าเฉินโพล่งขึ้นว่า “จะไม่ใช่ได้ยังไง ปกติฉันออกไปเดินเตร่ตั้งหลายรอบ ฉันไม่เห็นจะได้กระต่ายกับปลากลับมาเลย กั่วเอ๋อร์ของเราสุดยอดมาก”
เธอว่าพลางอุ้มฉินเสี่ยวกั่วขึ้นมาหอมแล้วหอมอีก
ฉินเสี่ยวซู่มองกระต่ายกับปลาตัวเขื่อง พลันรู้สึกทันทีว่าความสำเร็จจากการแหย่รังผึ้งหายไปจนหมดสิ้น
ป้าเฉินบอกไป๋อวี้ว่า “งั้นฉันกลับไปจัดการกระต่ายตัวนี้ก่อน เดี๋ยวค่ำ ๆ จะเอามาให้”
“ได้ค่ะ รบกวนหน่อยนะคะ”
ไป๋อวี้ส่งเธอไปที่ประตู
เพราะกระต่ายกับปลาตัวนั้น คืนนี้สามครอบครัวเลยต้องร่วมวงกินข้าวด้วยกัน
เธอรู้ธรรมเนียม ป้าเฉินเอากระต่ายกลับไปต้องเก็บไว้ให้ตัวเองบางส่วนแหง ๆ
ส่วนจ้าวอิ้งหงจะเอาเครื่องปรุงไป คืนนี้น่าจะหิ้วน้ำเมามาด้วย
ไป๋อวี้คิดไม่ถึงว่าชีวิตความเป็อยู่ของคนชนทบทในยุค 70 จะดีขนาดนี้ วันนี้ได้กินมื้อใหญ่อีกแล้ว
เธอส่งคนกลับไปแล้วจึงเดินกลับมา มองฉินเสี่ยวซู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ฉินเสี่ยวซู่ “เธอ้าอะไรอีก”
ไป๋อวี้พูดเบา ๆ ว่า “เสี่ยวซู่ นายเชือดปลาเป็ไหม”
ฉินเสี่ยวซู่พลันบันดาลโทสะ “พ่อฉันอยู่ เธอไปสั่งเขาไป! ไปสิ!”
พูดจบเขาก็นอนแผ่หลาลงบนแคร่ไม้ในสวน สาบานว่านอกจากกินข้าวแล้ว ให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ลุกขึ้นมาอีก
ฉินต้าซานได้ยินก็เดินเข้ามา หิ้วปลาช่อนเหนือตัวนั้นไปจัดการ
ไป๋อวี้โล่งอกไปที
ปกติเธอทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่กล้าจับปลา แค่ขอดเกล็ดปลาเธอก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว
ตอนแรกวันนี้จ่ายสองหยวนซื้อเนื้อแพะมา เธอตั้งใจว่าจะทำเนื้อแพะผัดเผ็ดปิดปากสองพ่อลูกคู่นี้
ปรากฏว่าคืนนี้จะเลี้ยงแขกอีกแล้ว
เธอเลยต้องจัดการรังผึ้งก่อน ใช้น้ำผึ้งที่คั้นมาได้เคี่ยวน้ำมะขาม แล้วเอารังไปตากแห้ง
จากนั้นหั่นมันฝรั่งสองสามลูกแล้วใช้น้ำมันจี่จนเกรียมหอม จากนั้นนำลงไปผัดเผ็ดพร้อมกับเนื้อแพะ
ส่วนปลาตัวนั้น...ฉินต้าซานลงมืดได้ไม่เหมือนใคร เขากรีดบนหลังปลา ไม่ใช่ท้องปลา
แต่เมื่อกรีดจากหลังปลาก็นำมาทำเป็ปลาย่างได้พอดี
เธอกำลังจะหมักปลาตัวนั้น จู่ ๆ ปลาที่ถูกหั่นเป็สองท่อนก็ะโขึ้น
ไป๋อวี้ “ว้าย!”
ฉินต้าซานหันไปเห็นเธอสะดุ้งโหยง เลยเผลอยื่นมือไปรับจนกลายเป็ว่าอุ้มเธอในท่าเ้าสาว
“คิก ๆ ๆ”
ฉินเสี่ยวกั่วที่เพิ่งยื่นหน้าเข้ามาใช้มือน้อย ๆ ปิดหน้า ก่อนจะหดหัวกลับไป
ไป๋อวี้เป็โสดมาสองชาติ เคยมีประสบการณ์แบบนี้ที่ไหนกัน
เธอหดหัวและใบหน้าแดงก่ำหนีออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยเบา ๆ “ฉันไปย่างปลานะ”
ปรากฏว่าเพิ่งผินหน้าก็ได้ยินฉินเสี่ยวกั่วะโมาจากข้างนอกอย่างตื่นเต้น...
“พ่ออุ้มแม่! อุ้มแบบนี้!”
ไป๋อวี้ยื่นหน้าออกไปมองเห็นฉินเสี่ยวกั่วกำลังทำมือเป็ท่าอุ้มเ้าสาวกลางอากาศอย่างสมจริงสมจัง
โดยมีครอบครัวจ้าวโหย่วเต๋อยืนอยู่ตรงข้ามเธออย่างกระอักกระอ่วน