เถ้าแก่หวังรู้ดีว่าหมิงเป่าจูไม่โกหกและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกด้วย ทว่าก็อดวิตกกังวลในใจไม่ได้ จึงตัดสินใจจะไปสอบถามให้แน่ใจด้วยตนเอง
“มิต้องหรอกเจ้าค่ะ ขอบคุณน้ำใจเถ้าแก่หวัง แต่ข้าตามสมุนไพรคืนมาได้แล้วตอนแรกเขาก็ไม่ยอมรับผิดเหมือนกัน...”
หมิงเป่าจูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง
“แม่หนูเป่าจู ข้ารู้จักกับเถ้าแก่เหอมานานหลายปี เท่าที่ข้ารู้เขามิใช่คนเช่นนั้น” เถ้าแก่หวังเอ่ยอย่างสงสัย
เถ้าแก่เหอมีชื่อเสียงในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตในแวดวงการค้า
หลายคนมาทำการค้ากับเขาเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจเถ้าแก่หวังเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้
“ยังมีเรื่องหนึ่งที่ข้ายังมิได้บอกท่าน เหตุผลที่ข้าไม่ขายสมุนไพรให้ท่านอีกต่อไปเพราะเถ้าแก่เหอนำคนมาดักข่มขู่ข้าในตรอก”
ครั้งนั้นที่นางเลิกขายสมุนไพรให้จี้ซั่นถังส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจของนางเอง แต่เถ้าแก่เหอกลับเป็นตัวการสำคัญ
หาไม่แล้ว นางอาจยังคงยึดอาชีพขายสมุนไพรต่อไปอีกสักพัก
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเถ้าแก่หวังก็เข้าใจทุกอย่างในที่สุด ความเข้าใจผิดครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก
“แม่หนูเป่าจู เจ้าแน่ใจหรือว่าไปหาเถ้าแก่เหอตามที่อยู่ที่ข้าให้ไป”
เถ้าแก่หวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ในที่สุดก็เข้าใจต้นตอของปัญหา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ...”
หมิงเป่าจูกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเลเล็กน้อยตอนนั้นนางไม่ได้เข้าไปในจวน เพียงแต่ขวางทางเถ้าแก่เหอที่กำลังจะกลับเข้าจวนเท่านั้น
หรือว่า...
เถ้าแก่หวังมองแววตาของหมิงเป่าจูก็รู้ว่านางน่าจะคาดคะเนได้แล้ว
“ถูกต้องแล้วล่ะ แม่หนู เจ้าจำคนผิดแล้ว! คนที่เจ้าเจอน่าจะเป็นหลี่ว์เฉิงข้าไม่ได้ไปรับสมุนไพรจากที่นั่นนานแล้ว พูดไปเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่บ้าง”
“เกี่ยวข้องกับข้าหรือเจ้าคะ”
หมิงเป่าจูนึกฉงนเหตุใดการเปลี่ยนแหล่งรับสมุนไพรของเถ้าแก่หวังถึงเกี่ยวข้องกับนางได้ ในตอนนั้นนางยังไม่ได้เปิดร้านยาสมุนไพรเสียหน่อย
“ใช่แล้ว ข้าบังเอิญรู้มาว่าเป็นเพราะหลี่ว์เฉิงข่มขู่เจ้า เจ้าจึงไม่ยอมขายสมุนไพรอีกต่อไปคนใจแคบ ใช้วิธีการต่ำช้าสามานย์เช่นนี้ ไม่คบค้าสมาคมก็ช่างปะไร!”
ขณะกล่าววาจาเถ้าแก่หวังก็มีท่าทางเดือดดาลขึ้นมา
หากไม่ใช่เพราะเจ้าสวะหลี่ว์เฉิงผู้นั้นตนเองคงไม่ต้องมากลัดกลุ้มเรื่องสมุนไพรถึงเพียงนี้
แต่มันก็ผ่านไปแล้วตอนนี้แม่หนูมาเปิดร้านยาสมุนไพรเป็นของตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เขาก็ยินดีกับนางด้วย
ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เองมาบัดนี้หมิงเป่าจูถึงเข้าใจสาเหตุที่คนผู้นั้นใช้อุบายเล่นงานตนเอง
นางนึกว่าเป็นเพราะแค้นที่ตนเองเคยไปตัดหนทางหาเงินของเขาอยู่ช่วงหนึ่ง
ไม่คาดคิดว่าจะจับพลัดจับพลูไปตัดช่องทางทำมาหากินในอนาคตของเขาไปด้วยมิน่าเล่า ตอนเขาพบนางถึงได้แสดงท่าทีก้าวร้าว ไม่ไว้ไมตรีเยี่ยงนั้น
หลังจากรู้ต้นสายปลายเหตุแล้วหมิงเป่าจูก็ลากลับ
การซื้อเครื่องเรือนและการจัดเตรียมสมุนไพรทำให้เสียเวลาไปหลายวัน
ที่สำคัญที่สุด เงินที่นางมีติดตัวก็เหลือน้อยเต็มทีต้องรีบหาเงินโดยเร็ว
ส่วนเรื่องเปิดร้านแน่นอนว่าต้องทำให้เอิกเกริก และต้องประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง
มิเช่นนั้น หากไม่มีใครรู้ว่ามีร้านยาสมุนไพรอยู่ตรงนี้อีกแห่งคนไข้จะมาหาได้อย่างไร
“ตั้งชื่อร้านหรือ”
ดวงตากลมโตของหมิงเป่าอวี้ลุกวาววางตะเกียบลงพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ดีเลย ข้าขอคิดดูสักชื่อ เรียกว่า... เรียกว่าฮุ่ยเหรินถัง[1]เป็นอย่างไร”
ระหว่างมื้อเย็นหมิงเป่าจูบอกกับน้องชายและหลี่ไหวฺอวี้ว่าจะเปิดร้านยาสมุนไพรในเร็ววันนี้ และขอให้ทั้งสองช่วยกันตั้งชื่อร้านหมิงเป่าอวี้ได้ยินดังนั้นก็กระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“อืม... เหมือนว่าในเมืองจะมีร้านที่ใช้ชื่อนี้ไปแล้วนะ”
แม้เป็นชื่อที่ดูเรียบง่ายทว่ามีพลังยิ่งใหญ่แต่แน่นอนว่าไม่สามารถตั้งชื่อซ้ำกันได้ หาไม่แล้วนอกจากชาวบ้านจะเกิดความสับสน ร้านฮุ่ยเหรินถังที่ตั้งชื่อนี้ก่อนก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน
นางไม่ควรล่วงเกินคนร่วมอาชีพเดียวกันตั้งแต่เพิ่งเปิดร้านกระมัง
“เช่นนั้นเปลี่ยนใหม่ก็ได้ จี้ซื่อถัง[2]เป็นอย่างไร” หมิงเป่าอวี้เสนออีกครั้ง
หมิงเป่าจูส่ายหน้าเถ้าแก่หวังแห่งจี้ซั่นถังมีน้ำใจกับนางมาก หากนางตั้งชื่อคล้ายคลึงกัน คงถูกมองว่าจงใจอาศัยชื่อเสียงของผู้อื่นเป็นแน่
“เป่าหฺวาถัง?โรงหมอเฉียนคุน? หย่งอันถัง?” หมิงเป่าอวี้เสนอชื่อออกมาเรื่อยๆ แต่หมิงเป่าจูยังคงไม่พอใจ
“ชื่อสุดท้าย เจิ้งชี่ถัง?” หมิงเป่าอวี้เอ่ย
“เหมือนสถานฝึกยุทธ์มากกว่า...” หมิงเป่าจูอึ้งเล็กน้อย ก่อนตอบกลับ
“พี่สาว ข้อเรียกร้องของท่านสูงเกินไป ข้าคิดไม่ออกแล้วจริงๆ...”
เขาเสนอรายชื่อที่พอจะนึกได้ออกมาหมดแล้วแต่พี่สาวก็ยังไม่พยักหน้าเห็นด้วยสักที
หมิงเป่าจูหยุดตะเกียบในมือมองไปที่น้องชาย แท้จริงแล้วนางไม่ได้เรียกร้องสูงอะไรมากมาย
แต่ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมากมายแค่ฟังติดหูก็พอ
“พี่ไหวฺอวี้ เหตุใดไม่พูดอะไรบ้าง ท่านลองคิดสักชื่อสิ”
พี่ไหวฺอวี้มีประสบการณ์กว้างขวางรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่ตนเองไม่รู้ ต้องคิดชื่อที่ถูกใจพี่สาวได้แน่นอน
หมิงเป่าจูหันไปมองนัยน์ตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเบาๆ
“หมิงเฉ่าถัง เป็นอย่างไร” หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยเรียบๆ
“หมิง?” หมิงเป่าจูย้อนถาม
“อื้ม หมิง” หลี่ไหวฺอวี้ตอบ
ทั้งสองสบตากัน หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มมุมปากหมิงเป่าจูเข้าใจในทันที
โรงหมอของสกุลหมิงถือกำเนิดจากชนชั้นรากหญ้า เรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง 'เฉ่า' ยังสื่อถึงยาสมุนไพรช่างเป็นนัยยะที่ดีจริงๆ!
“ประเสริฐ! เอาหมิงเฉ่าถังนี่แหละ!”
หมิงเป่าจูตบโต๊ะตัดสินใจพรุ่งนี้นางจะไปหาช่าง สั่งทำป้ายร้าน!
“สมกับเป็นพี่ไหวฺอวี้ ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
หมิงเป่าอวี้ชูหัวแม่โป้งให้หลี่ไหวฺอวี้พลางยกยอปอปั้นเป็นการใหญ่
หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเอื้อมมือไปยีผมของอีกฝ่าย
หมิงเป่าจูเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ยื่นมือไปลูบผมน้องชายตามความเคยชิน
เมื่อมือของทั้งสองสัมผัสกันต่างก็อึ้งผงะไปชั่วขณะ หลังจากนั้นก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
ชื่อโรงหมอตั้งเสร็จเรียบร้อยต่อไปก็เป็นเรื่องของการป่าวประกาศ
หลังจากสั่งทำป้ายร้านเสร็จแล้วหมิงเป่าจูก็ไปที่โรงพิมพ์
ตกบ่ายกลับมาบ้านก็แบ่งกระดาษปึกหนาๆ กองหนึ่งให้กับน้องชายและหลี่ไหวฺอวี้คนละครึ่ง
“มหามงคลฉลองเปิดร้านใหม่! หมิงเฉ่าถังจะเปิดร้านอย่างเป็นทางการในอีกสามวันข้างหน้าเพียงแค่นำใบปลิวนี้มาแสดงในวันเปิดร้าน สามารถเข้ารับการตรวจโดยไม่มีค่าใช้จ่าย! ที่ตั้งร้านอยู่ที่ถนนฉางหรง...พี่หญิง นี่คืออะไร”
หมิงเป่าอวี้จ้องมองตัวอักษรบนกระดาษอ่านอย่างละเอียด แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใด จึงมองหมิงเป่าจูด้วยความสงสัยใคร่รู้
“นี่เรียกว่าใบปลิว ภารกิจในสองวันนี้คือแจกใบปลิวตามท้องถนนทุกวันและพยายามให้คนที่ได้รับใบปลิวมาที่ร้านของเราให้ได้มากที่สุด!”
ไม่ว่ายุคสมัยใดมนุษย์ล้วนมีความโลภเป็นพื้นฐาน ไม่มีผู้หนีพ้นความยั่วยวนจาก คำว่า ‘ไม่มีค่าใช้จ่าย’ไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ารักษาพยาบาลซึ่งมีราคาสูงมาตั้งแต่โบราณ
แม้ว่าคนในอำเภอแห่งนี้จะดูมีฐานะกว่าหมู่บ้านชิงหยางมากแต่คนยากคนจนก็มีไม่น้อย
เมื่อเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษาพวกเขามักจะยอมทนทุกข์ทรมาน ปล่อยให้เรื้อรังจนกลายเป็นโรคร้ายในที่สุด
ด้วยใบปลิวนี้ คนไข้ที่ไม่กล้าพบหมอเพราะเหตุผลทางการเงินก็สามารถมาพบหมอที่ร้านของนางโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ต้องสามารถดึงดูดคนไข้จำนวนมากได้แน่นอน
“แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่มาส่วนใหญ่ก็จะมีแต่คนยากจนน่ะสิ”หมิงเป่าอวี้เอ่ยพลางขมวดคิ้ว
หมิงเป่าจูเข้าใจความหมายของน้องชายคนยากจนเห็นว่าไม่เก็บค่ารักษาต้องมากันอยู่แล้ว แต่หากภายหลังมีการเก็บเงิน พวกเขาก็อาจจะไม่กลับมาอีก
การทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากทำการกุศลไม่มีทางได้กำไรแม้แต่น้อย
“คำกล่าวนี้ผิดแล้ว วิธีการของพี่สาวเจ้าเพื่อเป็นการทำให้หมิงเฉ่าถังเป็นที่รู้จักต่างหากเล่า”หลี่ไหวฺอวี้กล่าว
“ใช่แล้ว! ถูกต้อง!”
หมิงเป่าจูคิดจะอธิบายหลี่ไหวฺอวี้กลับพูดออกมาก่อน แต่การวิเคราะห์ของเขาไม่ผิดจริงๆ นางเห็นด้วยอย่างถึงที่สุดเอาเถอะ ช่างมันเถอะ
[1] ฮุ่ยเหรินถัง(惠仁堂) ความหมายคือโรงหมอเกื้อการุณย์
[2] จี้ซื่อถัง(济世堂) ความหมายคือโรงหมอฉุดช่วยมหาชน