"ให้หวนอี่เข้ามา!"
อิ๋งเจิ้งระงับความโกรธไว้ชั่วคราว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
จ้าวเการีบเดินออกไปนอกตำหนัก ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนก็ก้าวเร็ว ๆ เข้ามาด้านใน
หวนอี่ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของอิ๋งเจิ้ง ใจของเขาก็พลันดิ่งวูบ รีบก้าวไปข้างหน้าหลายก้าวแล้วคุกเข่าลงกล่าวว่า "ข้าน้อยผู้มีความผิดขอเข้าเฝ้าท่านอ๋อง โปรดท่านอ๋องลงทัณฑ์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"กองทัพแสนนายของข้า เหตุใดจึงเกือบถูกกวาดล้างจนสิ้น? ความได้เปรียบที่ตีได้ในเมืองชื่อลี่ เหตุใดจึงมลายหายไปหมดสิ้น?"
อิ๋งเจิ้งมองหวนอี่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สายตาอันเย็นเยียบนั้น ทำให้หวนอี่ไม่กล้าสบตาโดยตรง
"เป็ความผิดของข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยบัญชาการไม่เหมาะสม โลภในผลงานจนบุ่มบ่าม ส่งผลให้กองทัพพ่ายแพ้"
หวนอี่เล่าเื่ทั้งหมดว่าเขาเคลื่อนทัพไปยังเมืองเฝยเฉิงอย่างไร หลี่มู่ทำการวางกำลังซุ่มรอโจมตีขนาบข้างอย่างไร และสุดท้ายพ่ายแพ้อย่างไร จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า "ข้าน้อยยินดีรับโทษ โปรดท่านอ๋องลงทัณฑ์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"
"ทว่าก่อนที่ท่านอ๋องจะลงทัณฑ์ ข้าน้อยยังมีอีกเื่หนึ่งที่อยากจะกราบทูลท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ" หลังจากกล่าวจบ เขามองไปยังอิ๋งเจิ้งด้วยความกังวล
ลำดับต่อไป เขาหวังว่าจะใช้โอกาสนี้เสนอความดีความชอบให้แก่ไป๋จง
"ว่ามา!"
ใบหน้าของอิ๋งเจิ้งไม่มีการแสดงออกใด ๆ แต่เขาก็ให้โอกาส
ยิ่งเป็เช่นนี้ หวนอี่ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว แต่ก็ยังเอ่ยปากว่า "การที่ข้าน้อยสามารถนำทหารสองหมื่นกว่าคนที่เหลือตีฝ่าวงล้อมหนีออกมาได้ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยคนผู้หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ! คนผู้นี้ก็คือไป๋จง ที่ข้าน้อยเคยระบุไว้ในรายงานเมื่อวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
"หากข้าน้อยยอมฟังคำแนะนำของเขา ก็คงไม่พ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้"
หวนอี่เล่าเื่ของไป๋จงอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างกลิ่นสาบแพะ เมื่อเขาเล่าจบ ทุกคนในตำหนักต่างมองมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ
ชื่อของไป๋จงนั้น พวกเขาพอจะได้ยินมาบ้าง และผลงานการสังหารศัตรูหนึ่งร้อยเก้าคนก็แพร่สะพัดไปทั่ว ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีความกล้าหาญไม่ธรรมดา แต่หากเป็ตามที่หวนอี่กล่าวเมื่อครู่ มันไม่ใช่แค่เื่ความกล้าหาญเท่านั้น
การวิเคราะห์สถานการณ์ในสนามรบและการวางแผน ไป๋จงซึ่งเป็เพียงทหารใหม่ กลับเก่งกาจยิ่งกว่าแม่ทัพาุโอย่างหวนอี่เสียอีก
หลี่ซือและคนอื่น ๆ ไม่ค่อยเชื่อว่าทหารใหม่ที่เข้ากองทัพได้เพียงไม่กี่เดือนจะเก่งกาจได้ถึงระดับนี้ แต่การที่หวนอี่กล้าพูดออกมาในเวลานี้ ดูแล้วไม่น่าจะเป็เื่โกหก
"แม่ทัพหวน ท่านพูดจริงหรือ?" หวังว่านเป็คนแรกที่ตั้งข้อสงสัย
"เรียนท่านอัครมหาเสนาบดีหวัง เป็ความจริงทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ ทหารสองหมื่นกว่าคนที่รอดชีวิตกลับมาล้วนเป็พยานได้"
หวนอี่กล่าวพลางหันหน้าไปทางอิ๋งเจิ้ง แล้วก้มกราบอย่างนอบน้อม "ไป๋จงมีทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ มีทั้งความเด็ดเดี่ยวและเล่ห์เหลี่ยม โปรดท่านอ๋องทรงใช้สอยเขาให้เต็มที่ ข้าน้อยมิกล้าหลอกลวงท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ"
"ไป๋จงอีกแล้ว!"
ก่อนหน้านี้ อิ๋งเจิ้งได้แสดงออกว่าชื่นชมไป๋จงมาก การใช้ความสามารถส่วนตัวสังหารศัตรูหนึ่งร้อยเก้าคน ผลงานเช่นนี้ไม่มีใครในกองทัพเทียบได้
วันนี้ได้ยินว่าไป๋จงช่วยกอบกู้สถานการณ์ ป้องกันไม่ให้กองทัพแสนนายถูกกวาดล้างจนสิ้น อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ทั้งหมดของหวนอี่และหลี่มู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เรียกได้ว่าคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำราวกับเทพเ้า
ผู้ที่มีพร์ระดับแม่ทัพหลักเช่นนี้ คือสิ่งที่อิ๋งเจิ้ง้า เมื่อคิดได้ดังนั้น ความโกรธจากการพ่ายแพ้เมื่อครู่ก็จางหายไปมาก และเริ่มสนใจในตัวไป๋จงมากขึ้นเรื่อย ๆ
อิ๋งเจิ้งถามว่า "แล้วตัวเขาเล่า? ได้ติดตามเ้ากลับมาที่เมืองเสียนหยางด้วยหรือไม่?"
หวนอี่ตอบว่า "ไป๋จงยังคงอยู่ในค่ายทหารที่มณฑลซ่างพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อสังเกตเห็นว่าสีหน้าของอิ๋งเจิ้งผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ท่านอ๋อง แม่ทัพหวังเปินและแม่ทัพเิอู่กลับมาแล้ว และขอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ"
ก่อนที่อิ๋งเจิ้งจะได้กล่าวอะไร จ้าวเกาก็เดินเข้ามาแจ้งจากนอกตำหนัก
"รีบตามเข้ามา!" อิ๋งเจิ้งกล่าวเสียงดัง
ไม่นานนัก หวังเปินและบุตรชาย พร้อมด้วยเิอู่ ก็เดินเข้ามาในตำหนักพร้อมกัน
"ข้าน้อยผู้มีความผิดขอเข้าเฝ้าท่านอ๋อง"
พวกเขากลับมาเพื่อยอมรับผิดเช่นกัน เมื่อเห็นหวนอี่ยังคงคุกเข่าอยู่ในตำหนัก จึงรู้สึกกังวลและคุกเข่าลงตาม
เิอู่กล่าวต่อว่า "ข้าน้อยพ่ายแพ้ที่เมืองเยี่ยเฉิง จำต้องถอยกลับมายังมณฑลเหอตง โปรดท่านอ๋องลงทัณฑ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าน้อยก็พ่ายแพ้เช่นกัน อีกทั้งยังถอยทัพก่อนจะรบ โปรดท่านอ๋องลงทัณฑ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
หวังเปินทราบว่าหลี่มู่มาที่เมืองฝานอู๋ และมีกองทัพสามแสนนายรวมตัวกันอยู่ที่นอกเมืองฝานอู๋ เนื่องจากความแตกต่างนั้นมากเกินไปจนเห็นว่าเทียบไม่ติด สิ่งแรกที่เขาคิดคือการถอนกำลังเพื่อรักษาทัพหลักเอาไว้ นับว่าเป็การถอยทัพก่อนรบจริง ๆ
"ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นเถิด! การที่หานและเว่ยส่งกำลังมาช่วยเ้า เป็เื่ที่ไม่มีใครคาดคิด ความรับผิดชอบในการพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเ้า"
อิ๋งเจิ้งไม่ได้โกรธเคืองการพ่ายแพ้ที่เมืองฝานอู๋และเมืองเยี่ยเฉิง เท่ากับการพ่ายแพ้ที่เมืองอี๋อันและเมืองเฝยเฉิง ไม่ว่าจะเป็หวังเปินหรือเิอู่ ต่างก็รู้จักรักษากำลังหลักด้วยการถอยทัพได้ทันท่วงที แต่หวนอี่กลับขาดจุดนี้ไปเล็กน้อย
"ขอบพระคุณท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!"
พวกเขารู้ว่าปัญหาของตนไม่ใหญ่หลวงนัก หวนอี่รู้สึกอิจฉาเป็อย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่เขาทำตัวเอง พ่ายแพ้อย่างหนักหน่วงเช่นนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง
หวังเปินกล่าวต่อว่า "ท่านอ๋อง ข้าน้อยอยากเสนอชื่อคนผู้หนึ่ง หากมีคนผู้นี้อยู่ กองทัพต้าฉินหลังจากนี้จะมีแต่ชัยชนะ ไม่มีทางพ่ายแพ้อีกแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
"ท่านหวังก็้าเสนอคนเก่งด้วยหรือ หรือว่าในกองทัพมีผู้มีพร์ด้านการทหารปรากฏขึ้นอีก?"
อิ๋งเจิ้งสนใจมาก จึงถามว่า "คนผู้นี้คือใคร?"
หวังเปินกล่าวว่า "เขาชื่อไป๋จง เคยบอกกับหวังหลีบุตรชายของข้าว่าหากหลี่มู่ถูกเรียกตัวกลับเมืองหานตัน เมืองฝานอู๋ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนรายละเอียดเป็อย่างไร ข้าน้อยขอให้หวังหลีเป็ผู้กราบทูลให้ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ"
ไป๋จงอีกแล้ว!
ทุกคนต่างใ เมื่อครู่หวนอี่เคยพูดถึงเื่ที่ไป๋จงคาดการณ์เื่เมืองฝานอู๋ไว้ แต่หวนอี่รู้ไม่มากนักจึงไม่ได้ลงรายละเอียด ทว่าตอนนี้คนที่หวังเปินเสนอชื่อ ก็คือไป๋จงเช่นกัน
หากทุกอย่างเป็ความจริง ทหารใหม่ที่เข้ากรมได้เพียงไม่กี่เดือนผู้นี้ กำลังจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในเร็ววัน
"อนุญาต!" อิ๋งเจิ้งกล่าวเรียบ ๆ
หวังหลีประสานมือคำนับก่อน จากนั้นจึงเล่าเื่ของไป๋จงอย่างละเอียด ซึ่งมีบางส่วนที่ซ้ำกับสิ่งที่หวนอี่เล่า แต่เนื้อหาที่เขาเล่า ยังมีเื่ที่ไป๋จงควบม้าบุกเข้าไปในวงล้อมของกองทัพจ้าวเพียงลำพัง เกือบจะสังหารหลี่มู่ได้ และยังสามารถถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ แม้แต่หวังเจี่ยนก็ยังต้องตกตะลึง หลี่มู่ในฐานะแม่ทัพหลัก ทหารม้าที่คุ้มกันรอบกายย่อมมีจำนวนไม่น้อยแน่นอน วรยุทธ์ของไป๋จงแข็งแกร่งถึงระดับนี้เชียวหรือ!
หวังเจี่ยนเตือนด้วยความกังวลว่า "หวังหลี อย่าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า"
คำพูดของหวังหลีอาจส่งผลกระทบต่อตระกูลหวัง เขาจึงกังวลว่าจะนำปัญหามาให้
"ท่านอ๋อง ข้าน้อยมิได้พูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า ทุกอย่างเป็ความจริงพ่ะย่ะค่ะ" หวังหลีรีบอธิบายทันที
"ดี!" ในใจของอิ๋งเจิ้งเชื่อไปแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจเื่การพ่ายแพ้อีกต่อไป
เขาลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "จ้าวเกา จงร่างราชโองการให้ข้า แต่งตั้งไป๋จงเป็จั่วซู่จ่างขั้นที่สิบ เรียกตัวเขามายังเมืองเสียนหยาง เมื่อข้าตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา จะกำหนดตำแหน่งทางทหารให้อีกครั้ง จ้าวเกา เ้าจงเดินทางไปจัดการเื่นี้ ต้องรวดเร็วที่สุด!"
หากสามารถยืนยันได้ว่าความสามารถของไป๋จงไม่มีปัญหา เขาจะใช้งานอย่างเต็มที่ หรือแม้แต่ปั้นไป๋จงให้เป็อู่อันจวินคนที่สอง
อิ๋งเจิ้งรู้สึกเสมอว่าความโศกเศร้าของไป๋ฉี่ เป็เพียงเพราะเกิดผิดยุคสมัย
หากอยู่ในยุคที่เขาอิ๋งเจิ้งเป็ผู้มีอำนาจ ย่อมไม่มีวันต้องตาย หากไป๋จงมีศักยภาพที่จะเป็เช่นไป๋ฉี่ หรือแม้แต่เหนือกว่าไป๋ฉี่ เขาจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อบ่มเพาะ เพื่อกวาดล้างหกแคว้นทางตะวันออกให้สิ้นซากเพื่อต้าฉิน
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวเการับคำ
เิอู่กล่าวว่า "ท่านอ๋อง หานและเว่ยส่งกำลังมาช่วยเ้า เราควรจะ..."
เขากำลังจะบอกว่า ให้ไปล้างแค้นหานและเว่ย มิเช่นนั้นคงยากที่จะระงับความโกรธนี้ได้
"รอให้ไป๋จงมาถึงเมืองเสียนหยางก่อน แล้วค่อยหารือเื่นี้!"
อิ๋งเจิ้งพูดขัดจังหวะเิอู่ แล้วกล่าวต่อว่า "ส่วนหวนอี่ การพ่ายแพ้ที่เมืองอี๋อันถือเป็ความผิด แต่มีความดีความชอบที่เมืองชื่อลี่ และมีความดีความชอบในการเสนอชื่อคน เื่นี้ให้ถิงเว่ยตัดสินตามกฎหมาย ส่วนเิอู่และหวังเปิน แม้จะพ่ายแพ้ แต่สาเหตุไม่ได้อยู่ที่พวกเ้า ให้ลดบรรดาศักดิ์ลงสามขั้น"
ถิงเว่ยซึ่งก็คือหลี่ซือ ก้าวออกมากล่าวว่า "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"
"ขอบพระคุณท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" เิอู่และหวังเปินก้มคำนับพร้อมกัน
การลดบรรดาศักดิ์สามขั้น คือยศลดลงสามระดับ บทลงโทษนี้ไม่ถือว่าหนักหนา พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร
หวนอี่เมื่อได้ยินว่าตนมีความดีความชอบ ในใจก็คิดว่าคงไม่ต้องโทษปะา บางทีอาจใช้บรรดาศักดิ์และเงินทอง เพื่อชดเชยความผิดจากการพ่ายแพ้ได้
นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว