ชายคนนั้นกัดฟันแน่น พยายามดึงแขนกลับ แต่ไม่ว่าออกแรงเท่าใด มือของหลินเทียนก็ยังนิ่งราวกับเหล็กกล้า เขาดิ้นไปมาพยายามสะบัดให้หลุดจากการจับกุม ทว่าก็ไม่เป็ผล
หลินเทียนปัดมือไปด้านข้างเบา ๆ ชายคนนั้นถอยครูดไปหลายก้าวเกือบล้ม โชคดีที่คนด้านหลังรีบเข้ามาพยุงไว้ทัน
“ข้าไม่อยากมีปัญหา อย่ามายุ่งกับข้าดีกว่า”
หลินเทียนพูดจบก็เดินไปด้านหน้า เตรียมยืนยันตัวตนเพื่อเข้าไปด้านใน แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หยุดก่อน ข้าต้องขอโทษแทนคนของข้าที่วู่วาม ข้าขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านได้หรือไม่”
หลินเทียนหันไปมองเจียงซานเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“รู้ไปเ้าก็ไม่ได้อะไรหรอก ส่วนคนของเ้าก็หัดสั่งสอนพวกมันดี ๆ บ้าง อย่าให้ไปกัดใครเข้า”
พูดจบเขาก็เดินต่อโดยไม่สนใจอีกฝ่าย
“รบกวนยืนยันตัวตนด้วย”
ทหารยามเอ่ยขึ้น หลังยังไม่หายใกับเหตุการณ์เมื่อครู่ หลินเทียนพยักหน้า ก่อนหยิบแผ่นหยกออกมายื่นให้ ทหารคนนั้นรับไปตรวจดู พอเห็นสัญลักษณ์บนแผ่นหยก สีหน้าก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบยื่นคืนให้อย่างนอบน้อม
“เชิญท่านเข้าไปด้านในได้เลย”
หลินเทียนรับแผ่นหยกคืนก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ส่วนด้านหลัง เจียงซานยืนมองแผ่นหลังของเขาเงียบ ๆ
“คุณชายเจียง ท่านจะปล่อยมันทำท่านเสียหน้าแบบนี้จริง ๆ หรือ”
ชายหนึ่งในสี่คนที่ติดตามมาด้วยเอ่ยขึ้น เจียงซานหันไปมองคนพูดก่อนกัดฟันแน่น
“ปล่อยมันไปก่อน ที่นี่เราลงมือได้ไม่เต็มที่”
ทั้งห้าคนมองตามแผ่นหลังของหลินเทียนที่ค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านในด้วยสายตาครุ่นแค้น
“เ้าหนุ่มนั่นแย่แน่ ถูกคุณชายเจียงหมายหัวเข้าแล้ว”
“ใช่ ข้าล่ะเสียดายคนมีฝีมือแบบเขาจริง ๆ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน หลังจากกลุ่มของเจียงซานเดินเข้าไปด้านใน
หลินเทียนเดินผ่านประตูขนาดใหญ่เข้าไป ด้านในกว้างขวางมาก เขามองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ ก่อนเดินไปยังป้ายขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล บนนั้นบอกตำแหน่งส่วนต่าง ๆ ของหอตำราเอาไว้ครบถ้วน
เขายืนอ่านอยู่ครู่ใหญ่ ที่หอตำราแห่งนี้มีทั้งหมดหกชั้น แต่ละชั้นจะมีผู้ดูแลประจำอยู่ และยังมีห้องพิเศษสำหรับฝึกวิชาวรยุทธ์ เรียกว่า “ห้องตื่นรู้” หลังอ่านตำราเสร็จ ผู้ใช้สามารถเข้าไปฝึกวิชาได้ทันที ห้องนั้นเก็บเสียงและแรงสั่นะเืได้ เพราะสร้างจากวัสดุพิเศษ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนผู้อื่น
หลินเทียนยืนอ่านต่ออีกครู่ ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสาม ด้านในชั้นนี้มีผู้คนน้อยกว่าสองชั้นแรกอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่เป็ตำราเก่าและบันทึกโบราณ
เขามองสำรวจรอบ ๆ อย่างสนใจ แม้คนจะมาใช้น้อย แต่ทุกอย่างกลับสะอาดสะอ้าน เขาเดินไล่มองตำราแต่ละเล่มพลางพึมพำกับตัวเอง
“สมแล้วที่ชื่อหอตำรา ตำราที่นี่เยอะจริง ๆ ข้าคงมาถูกที่แล้ว…แต่เยอะขนาดนี้ แล้วข้าจะหาบันทึกเกี่ยวกับโซ่ตรวน์เจอได้ยังไงกัน”
หลินเทียนเดินบ่นไปเรื่อย ๆ พลางหยิบตำราต่าง ๆ ขึ้นมาเปิดดูทีละเล่ม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขาหาบันทึกเกี่ยวกับโซ่ตรวน์ไม่เจอ จึงเปลี่ยนมาอ่านตำราวิชาวรยุทธ์แทน ด้วยความสามารถที่ระบบมอบให้ ทำให้เขาอ่านและเข้าใจวิชาเ่าั้ได้รวดเร็วมาก
เพียงไม่นาน เขาก็อ่านตำราไปแล้วมากกว่าร้อยเล่ม
เ้าดำเองก็ลอยไปลอยมา คอยเปิดหาหนังสือที่มันสนใจอยู่ไม่หยุด
หลินเทียนเดินอ่านไปเรื่อย ๆ จนมาถึงมุมหนึ่งของชั้น เขาวางตำราในมือลง เตรียมจะออกไปด้านนอก เพราะเวลาตอนนี้ใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว
เขากำลังจะหันไปเรียกเ้าดำ แต่สายตาเฉียบคมกลับสะดุดเข้ากับบางอย่างที่มุมลึกด้านใน
หลินเทียนไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังเรียกหาเขาจากตรงนั้น ทั้งที่บริเวณนี้ไม่มีผู้คนอยู่เลย
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ ก่อนจะหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง
ตรงมุมที่ถูกซ่อนอยู่ด้านใน มีตำราเก่าเก็บเล่มหนึ่งวางอยู่เพียงลำพัง
หลินเทียนหยิบมันขึ้นมา ปกสีดำสนิท ฝุ่นเกาะหนาจนแทบมองไม่เห็นตัวหนังสือ เขาปัดฝุ่นออกเบา ๆ ก่อนจะมองอีกครั้ง
บนหน้าปกเขียนด้วยภาษาโบราณว่า
“เพลิงนิลกาฬกลืน์”
หลินเทียนมองชื่อวิชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดอ่านอย่างสนใจ
“นี่มันวิชาอะไรกัน…ช่างร้ายกาจนัก”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนถือตำราเล่มนั้นไปหาผู้ดูแลชั้น
หลินเทียนวางตำราลงตรงหน้าอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยถาม
“ท่านผู้ดูแล ตำราเล่มนี้มาจากที่ใด แล้วอีกส่วนหนึ่งของตำราหายไปไหน”
ผู้ดูแลมองหลินเทียนเล็กน้อย ก่อนก้มลงมองตำราบนโต๊ะ เขาสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“นี่มัน…ตำราเล่มนั้น!”
เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ
“พ่อหนุ่ม ข้าแนะนำว่าอย่าใช้ตำราเล่มนี้จะดีกว่า ถือว่าข้าเตือนเ้าแล้วกัน”
ผู้ดูแลฮวงเอ่ยขึ้น หลินเทียนจึงถามต่ออย่างสงสัย
“ทำไมหรือ ผู้ดูแลฮวง”
อีกฝ่ายมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“นี่คือตำราวิชามาร มีเพียงไม่กี่คนที่อ่านมันได้ เพราะผู้ที่เขียนใช้ภาษาโบราณ ข้าเองก็ไม่อยากพูดนัก แต่ทุกคนที่ลองอ่านตำราเล่มนี้ สุดท้ายล้วนถูกธาตุไฟเข้าแทรก บ้างก็สิ้นใจ บ้างก็กลายเป็คนวิกลจริต”
“มันอยู่ที่หอตำราแห่งนี้มานานมาก ั้แ่ข้ามาดูแลที่นี่ก็เกือบห้าร้อยปีแล้ว และเมื่อสี่ร้อยปีก่อนมันก็หายไป ข้านึกว่าคงสูญหายไปแล้วเสียอีก”
พูดจบ ผู้ดูแลฮวงก็มองตำราเล่มนั้นด้วยสายตาสงสัย
หลินเทียนจึงเอ่ยถามขึ้นต่อ “แล้วเจ็ดในสิบส่วนของตำราหายไปไหนกัน ข้าเปิดดูคร่าว ๆ แล้ว จากรอยที่ถูกฉีกไปมันหายไปมากกว่าครึ่งเล่มเลย”
ผู้ดูแลฮวงนิ่งไป เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบออกมา “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ั้แ่ที่ข้าเข้ามาดูแลหอตำราที่นี่ ตำราเล่มนี้ก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว จากที่ข้าเห็นครั้งแรกเมื่อหลายร้อยปีก่อนมันก็เป็แบบนี้”
หลินเทียนนิ่งไปก่อนจะพยักหน้า “งั้นรึ… ขอบคุณมาก ผู้ดูแลฮวง งั้นข้าขอตัวก่อน”
พูดจบ เขาก็คำนับอีกฝ่ายตามมารยาท ก่อนจะถือตำราเล่มนั้นไปยังโต๊ะสำหรับนั่งอ่านที่มีเก้าอี้เรียงรายมากพอสำหรับคนจำนวนมาก
หลินเทียนเดินไปนั่งก่อนจะมองไปรอบ ๆ แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขานัก อีกฝ่ายกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ด้านข้าง มีตำรากองทับกันอยู่สามถึงสี่เล่ม
หลินเทียนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดในใจ “คนผู้นั้น… ตอนยืนยันตัวตนเขาเองก็อยู่ที่นี่รึ”
หลินเทียนพึมพำก่อนจะหันมาสนใจตำราที่วางอยู่ตรงหน้าต่อ เขาเปิดหน้าแรกขึ้นอ่าน หน้าที่สอง หน้าที่สาม หน้าที่สี่ เรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าที่สิบ
หลินเทียนขมวดคิ้วทันที เขาเปิดดูต่อไปเรื่อย ๆ ก่อนจะคิดกับตัวเอง
“อะไรกัน… หน้าที่หนึ่งถึงหน้าที่สิบเป็ภาษาโบราณ แต่ั้แ่หน้าที่สิบเอ็ดขึ้นไปกลับเป็ตัวอักษรแปลก ๆ นี่มันอักษรของภาษาเทพโบราณนี่ ที่โลกเบื้องล่างจะมีของแบบนี้ได้ยังไงกัน”
เขาสามารถอ่านมันได้ เนื่องจากยุคก่อนเขาเคยศึกษามันมาบ้าง แต่ภาษาเทพโบราณนั้นหายากมาก แม้แต่ในแดนเซียนก็ยังหาวิชาสืบทอดจากเทพได้ยากพอ ๆ กับศาสตราวุธ หรืออาจหายากยิ่งกว่าเสียอีก
หลินเทียนนั่งอ่านตำราเล่มนั้นอย่างตั้งใจ จิตรับรู้ทั้งหมดมุ่งไปที่จุดเดียวจนไม่ได้สนใจเสียงและเวลารอบข้าง
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างช้า ๆ เสียงภายในห้องแห่งนี้เงียบลงไปนานแล้ว เนื่องจากตอนนี้ดึกมาก ภายในชั้นสามคงเหลือเพียงหลินเทียนกับผู้ดูแลฮวงเท่านั้น
เขาเปิดอ่านมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าสุดท้ายจึงหยุดลง
หลินเทียนนั่งมองตำราเล่มนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา “มิน่าล่ะ… ผู้คนที่อ่านตำราเล่มนี้จึงถูกธาตุไฟเข้าแทรกหรือไม่ก็กลายเป็บ้า เพราะพวกเขาอ่านได้แค่สิบหน้าแรกที่เป็เพียงเนื้อหาคร่าว ๆ เท่านั้น”
“วิชานี้ต้องแผดเผาร่างกายและจิติญญา รวมถึงต้องใช้พลังด้านลบของผู้ฝึกจำนวนมหาศาล…”
หลินเทียนพึมพำก่อนจะหันไปมองเ้าดำที่นอนอยู่ข้าง ๆ มันหลับไปั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้
หลินเทียนมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางอื่น ภายในชั้นสามอันกว้างใหญ่นี้ แม้จะเป็เวลากลางคืนแต่กลับสว่างอยู่ตลอด แสงส่องออกมาจากกำแพงทั่วทั้งห้อง
หลินเทียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาสนใจตำราตรงหน้าต่อ
“ลองหน่อยแล้วกัน”
พูดจบ เขาก็หยิบตำราเล่มนั้นแล้วเดินไปยังห้องตื่นรู้ เพื่อลองฝึกวิชานี้ดูสักหน่อย
หลินเทียนเดินเข้าไปมองรอบ ๆ อย่างสนใจ ห้องนี้ไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป รอบกำแพงมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยจากผู้ที่เคยเข้ามาฝึกวิชาในห้องนี้
หลินเทียนเอามือแตะกำแพง สำรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมา “ห้องนี้ถูกสร้างมาจากหินดารางั้นรึ้”
หลินเทียนกำหมัดก่อนจะต่อยออกไป
ปึง!
เสียงกระแทกดังขึ้นเล็กน้อย กำแพงปรากฏรอยยุบขนาดใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ สมานกลับสู่สภาพเดิม
หลินเทียนยิ้มก่อนจะพูดออกมา “สุดยอดจริง ๆ ห้องนี้ถูกสร้างจากหินดาราและเสริมด้วยค่ายกล พอได้รับความเสียหายมันจะดูดพลังปราณของผู้ที่โจมตีหรือพลังปราณโดยรอบมาซ่อมแซมตัวเอง”
หลินเทียนพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งกลางห้อง วางตำราไว้ตรงหน้าแล้วหลับตาลง
ตามที่ตำราบอก ขั้นแรกต้องโคจรพลังิญญาอย่างสุดขีดเพื่อเติมเต็มทะเลิญญา จากนั้นจึงเปลี่ยนพลังปราณให้เป็เปลวเพลิงเพื่อแผดเผาพลังิญญา ใช้ทะเลิญญาเป็เตาหลอม
แต่การทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย เพราะพลังปราณและพลังิญญานั้นขัดแย้งกัน การจะให้ทั้งสองแผดเผาและหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ทำสำเร็จ
หลินเทียนเริ่มลงมือทันที เขาเค้นพลังิญญาเข้าไปในทะเลิญญาอย่างบ้าคลั่ง พลังิญญาหลั่งไหลไปรวมยังจุดเดียว ร่างของเขานิ่งราวกับภูผา
จากนั้นหลินเทียนจึงบีบอัดพลังปราณ แปรเปลี่ยนเป็เปลวไฟสีฟ้าแล้วปล่อยเข้าไปในทะเลิญญา
ทันทีที่พลังิญญามหาศาลด้านในัักับเปลวเพลิงสีฟ้า ก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นทันที พลังทั้งสองสายวิ่งพล่านไปทั่วทะเลิญญาของหลินเทียนอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนจะปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหลินเทียนเติมเปลวเพลิงลงไปไม่หยุด
ร่างของหลินเทียนสั่นไหวด้วยความเ็ป พลังบางส่วนแผ่ออกมาจากร่างของเขาเป็ระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เส้นชีพจรในร่างกายเริ่มถูกเผาไหม้จากพลังที่ตีกันเอง โลหิตไหลออกจากมุมปาก หลินเทียนกัดฟันแน่น
จากนั้นครู่หนึ่ง ภายในจิตสำนึกของหลินเทียนก็ราวกับจมดิ่งลงสู่ขุมนรก ภาพการต่อสู้ การตาย และการทรมานอย่างโหดร้ายทารุณแทรกเข้ามาในความคิดไม่หยุด ราวกับว่าเขาเป็ผู้ถูกกระทำเสียเอง
จิตสังหารถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหลินเทียนอย่างรุนแรง ทั้งห้องสั่นไหว พื้นที่เขานั่งอยู่เริ่มแตกร้าว
เศษหินเล็ก ๆ ลอยขึ้นกลางอากาศก่อนจะแตกละเอียดด้วยแรงกดดันบางอย่าง
จู่ ๆ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อนก่อนจะเอ่ยเสียงรัวเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีจิตสังหารที่รุนแรงมาจากห้องตื่นรู้!”
ผู้ดูแลฮวงเดินเข้ามา แต่เพียงก้าวแรกที่เหยียบผ่านประตู จิตสำนึกและความทรงจำบางอย่างก็เหมือนกำลังจะทะลักเข้ามาในหัวของเขา ผู้ดูแลฮวงรีบชักเท้ากลับทันที สีหน้าแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด
“อะไรกัน... เมื่อครู่ถ้าข้าก้าวเข้าไปอีกก้าว เหมือนปากขุมนรกกำลังอ้าแขนรอดึงข้าลงไปในนั้นเลย...” ผู้ดูแลฮวงคิดในใจ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ แล้วสายตาก็หยุดลงที่ร่างหนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางห้องเพียงลำพัง
“นั่นมันเ้าหนุ่มผู้นั้นนี่... เขากำลังทำอะไร...” แต่ยังพูดไม่ทันจบ สายตาของผู้ดูแลฮวงก็เลื่อนไปสะดุดกับตำราเล่มหนึ่งที่วางอยู่ตรงหน้าหลินเทียน ร่างของเขาเย็นเฉียบทันที
“เขาบ้าไปแล้ว... ข้าเตือนนักเตือนหนาว่าอย่าไปยุ่งกับตำราเล่มนั้น แต่เขากลับนำมันมาฝึกจริง ๆ...” ผู้ดูแลฮวงพึมพำเสียงเบา ก่อนจะถอนหายใจ “ข้าคงทำได้เพียงเอาใจช่วยให้เขาผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้”
พูดจบ ผู้ดูแลฮวงก็ยืนเฝ้ามองหลินเทียนอยู่หน้าห้อง ไม่กล้าเข้าไปด้านใน เพราะเหมือนมีเขตพลังบางอย่างกั้นอยู่ ทำให้เขาทำได้เพียงเฝ้าดูสถานการณ์จากระยะไกล
ภายในจิตสำนึกของหลินเทียน ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางภาพเหตุการณ์บางอย่าง ภาพนั้นช่างคุ้นตา... มันคือความทรงจำในอดีต ตอนที่เขายังเป็เด็ก
เด็กน้อยหน้าตาใสซื่อกำลังเก็บผักอย่างตั้งใจ เพื่อนำกลับไปให้มารดาทำอาหารเย็น เขานั่งล้างผักอยู่ริมลำธาร ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปยังบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความสุขของตนเอง
แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่เป็อย่างที่คิด
ภายในบ้านหลังเล็ก หญิงผู้เป็แม่ที่เขารักนอนจมกองเือยู่บนพื้น เืไหลอาบไปทั่วทั้งร่าง ส่วนด้านหน้า มีชายสามคนยืนหันหลังให้เขาอยู่
เด็กน้อยยืนตัวแข็ง ดวงตาว่างเปล่า ราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงในพริบตา
ชายทั้งสามกำลังจ้องมองร่างหนึ่งอยู่ นั่นคือบิดาของเขา หลินอี้จิน ที่ยืนประจันหน้ากับคนทั้งสามโดยไร้ความหวาดกลัว สายตาของเขาเหลือบมาเห็นลูกชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง แต่ในขณะเดียวกัน ชายชุดดำคนหนึ่งก็ััได้ถึงการมาของเด็กน้อยเช่นกัน
มันหันกลับมา ก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ แล้วพุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่คมวับ หมายสังหารเด็กน้อยในดาบเดียว
แต่หลินอี้จินพุ่งเข้ามาขวางไว้ก่อน เขาอุ้มร่างลูกชายขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปทันที
“จับพวกมันไว้!”
เสียงะโดังไล่หลัง หลินอี้จินอุ้มลูกชายวิ่งอย่างสุดชีวิต ความเร็วเหนืุ์เผยให้เห็นว่าเขาคือผู้ฝึกตน ทว่า... เขาอยู่เพียงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกเท่านั้น
เขาวิ่งไปได้ไม่ไกล กระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งฉีกอากาศเข้ามา ปักทะลุกลางหลังของเขาอย่างรุนแรง
“อั่ก!”
ร่างของหลินอี้จินทรุดลง แต่ยังพยายามฝืนลุกขึ้น ก่อนจะะโเสียงดัง
“เทียนเอ๋อร์! ไปที่ตระกูลชินทางทิศตะวันออก แล้วอย่าหยุดวิ่ง!”
เด็กน้อยหลินเทียนร้องไห้อย่างหนัก ขาทั้งสองเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น
“ไม่! ท่านพ่อ! ท่านต้องไปกับข้า!”
เขาพยายามดึงร่างบิดาขึ้น แต่ชายทั้งสามก็ตามมาทันเสียแล้ว
“เอา ๆ หมดเวลาเล่นบทพ่อแม่ลูกแล้ว”
หลินอี้จินลุกขึ้น ก่อนจะยืนบังลูกชายไว้ด้านหลัง
“ไป เทียนเอ๋อร์!”
เขาะโลั่น ขณะที่ผลักร่างของหลินเทียนออกไป
หนึ่งในชายชุดดำพุ่งเข้ามาทันที
“แกจะไปไหน!”
แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวหลินเทียน หลินอี้จินก็พุ่งเข้ามาปัดกระบี่นั้นออกไป
“พ่อกับแม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลเ้าจนเติบโต... จงมีชีวิตต่อไป และอย่าได้หันหลังกลับมา!”
เสียงนั้นดังไล่หลังของหลินเทียน
ชายทั้งสามหัวเราะลั่นทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ อย่าได้เสียใจไปเลย หลินอี้จิน! รอพวกข้าสังหารเ้าแล้ว ลูกชายของเ้าก็จะตามลงนรกไปกับพวกเ้าด้วย!”
สิ้นเสียง ทั้งสามก็พุ่งเข้าหาหลินอี้จินทันที แรงปะทะรุนแรงจนต้นไม้รอบด้านสั่นะเื ทั้งสามล้วนอยู่ระดับก่อกำเนิด พลังห่างกันราวฟ้ากับดิน แต่หลินอี้จินก็ยังฝืนต้านเอาไว้ได้่หนึ่ง
ตูม!
ร่างของหลินอี้จินกระเด็นออกมา เขากระอักเืคำโต ร่างสั่นสะท้านด้วยความเ็ป
“ยอมเสียเถอะ หลินอี้จิน เ้าไม่มีทางรอดอยู่แล้ว จะดิ้นรนไปทำไม”
ชายคนหนึ่งเอ่ยเสียงเย็น
หลินอี้จินจ้องทั้งสามด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะกัดฟันแน่น
“ถ้าข้าต้องตาย... ข้าจะลากพวกเ้าลงไปด้วย!”
เขายกมือขึ้นสร้างมุทรา ร่างทั้งร่างสั่นะเื พลังปราณมหาศาลเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พื้นดินสั่นะเืไปทั่วบริเวณ
“อ๊ากกกกก!”
เสียงคำรามดังลั่น
“บ้าไปแล้ว! เขากำลังะเิทะเลิญญาของตนเอง!”
ชายคนหนึ่งะโลั่น สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ถ้าทำแบบนั้น ต่อให้ได้พลังมหาศาล เขาก็ต้องตายอย่างทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็!”
แต่ยังพูดไม่ทันจบ ร่างของหลินอี้จินก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับหายไปจากห้วงเวลา ก่อนจะปรากฏตรงหน้าแล้วซัดหมัดออกไปเต็มแรง
ตูมมมม!!
เสียงะเิดังสนั่น ร่างชายคนนั้นปลิวกระเด็น แขนที่ยกขึ้นป้องกันหักผิดรูปทันที
“อั่ก!”
หลินอี้จินคำรามอีกครั้ง ตอนนี้เขาแทบสูญเสียสติไปแล้ว เหลือเพียงสัญชาตญาณในการสังหารเท่านั้น
ตูม! ปึง! ตูม!
เสียงปะทะดังขึ้นต่อเนื่อง พื้นดินแตกร้าว ต้นไม้ล้มระเนระนาด
หลินเทียนที่กำลังวิ่งหนีหยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง
“ท่านพ่อ!!”
เขาะโเสียงสั่น ก่อนจะกัดฟันวิ่งต่อ น้ำตาไหลอาบใบหน้า ร่างเล็กเต็มไปด้วยาแจากกิ่งไม้และหินคม แต่เขาก็ไม่หยุดวิ่ง... เพราะนั่นคือคำสั่งสุดท้ายของบิดา
หลายชั่วโมงต่อมา ร่างของหลินอี้จินนั่งพิงต้นไม้อยู่เงียบ ๆ ดวงตาไร้แววชีวิต แขนซ้ายขาดหายไปถึงหัวไหล่ ร่างทั้งร่างชุ่มไปด้วยเื
มือข้างหนึ่งของเขาค่อย ๆ ยกขึ้น ก่อนจะพึมพำเสียงแ่
“จงมีชีวิตต่อไป... อย่าเสียใจในภายหลัง... หลินเทียน... ลูกพ่อ...”
สิ้นเสียง มือข้างนั้นก็ตกลงช้า ๆ ศีรษะพับลง ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับสิ้น
เบื้องหน้าของเขา คือร่างของชายทั้งสามที่นอนกระจัดกระจายไปคนละทิศ สภาพแต่ละคนแขนขาหักผิดรูป เืไหลนองพื้น ราวกับผ่านสนามรบอันโหดร้ายที่สุด