ณจวนชั้นในตระกูลฟ่าน
โดยรอบตกแต่งเรียงรายดุจเกล็ดปลาและดูโอ่อ่าอย่างไม่อาจพรรณนาบรรยากาศดูเข้มงวดราวกับเป็ราชสำนักขนาดย่อมองครักษ์ที่อยู่ด้านข้างล้วนแต่งกายด้วยชุดเกราะสีดำ มือถือดาบเหล็กยาวราวกับพร้อมต่อสู้ทุกเมื่อ
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินมาด้วยท่าทีอันเข้มงวดเพราะเขาััถึงกลิ่นอายนักรบเดนตายจากตัวขององครักษ์เหล่านี้ต่อให้เป็อาณาจักรไท่เฮ่าก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากและบ่มเพาะเป็เวลานานจึงจะสร้างนักรบเดนตายแบบนี้ได้
เมื่อนึกถึงคำพูดของท่านแม่ที่บอกให้ตนระวังท่านพ่อฟ่านเสวี่ยหลีก็ยิ่งระแวดระวัง
เนื่องจากท่านแม่เคยสร้างคุณประโยชน์แก่ตระกูลจึงได้รับกระบี่์เป็รางวัล ภายหลังก็ถูกท่านพ่อรับไว้เป็อนุภรรยาแต่ภายหลังเขาปฏิบัติต่อท่านแม่ราวกับรองเท้าที่ใช้แล้วทิ้งไม่เคยห่วงใยและแยแสอีกต่อไป
เกรงว่าพ่อแบบนี้จะเป็คนเืเย็นที่ไร้หัวใจสินะ
เมื่อไปถึงประตูทางเข้าห้องโถงของจวนชั้นใน เขาก็หยุดฝีเท้าในทันทีเพราะเขาเห็นว่าด้านนอกประตูมีขันทีชุดสีเหลืองหลายคนที่มือถือแส้เดินก้มหน้าออกจากมาด้านใน
“ทูตจากพระราชวังอย่างนั้นหรือ” ฟ่านเสวี่ยหลีประหลาดใจ เมืองฉางซานอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงอาณาจักรต้าเซี่ยเหตุใดทูตพระราชวังจึงมาอยู่ที่นี่
เขาได้ยินมาว่าทูตเ่าั้มักมีนิสัยหยิ่งยโสแต่ตอนนี้กลับมีท่าทางเคารพให้เกียรติ เขาจึงอดแปลกใจไม่ได้
จากนั้นเขาก็ถูกองครักษ์เกราะดำที่อยู่ตรงหน้าพาเข้าไปในห้องโถง
กลางห้องโถงมีชายสวมมงกุฎสีทองม่วงแต่งกายด้วยชุดอาภรณ์สีขาวนวลจันทร์ บุคลิกสูงส่ง สายตานิ่งสงบให้ความรู้สึกไร้มลทินมัวหมอง ดูเหมือนนักปราชญ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิชาความรู้
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายคนนี้กลับมีกลิ่นอายขององค์ราชันผู้สูงส่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้ว่าชายตรงหน้าก็คือนายท่านของจวนตระกูลฟ่านผู้นำตระกูลฟ่าน และเป็เทพวรยุทธ์ของเมืองฉางซาน ฟ่านจี้เฟย
เขาคำนับอย่างเคารพ “คารวะท่านพ่อ”
เขาคำนับอย่างนอบน้อมเพราะรู้ว่าท่านพ่อเป็ผู้เคร่งในกฎระเบียบ เขาจึงต้องแสดงมารยาทอย่างไร้จุดผิดพลาด
แต่ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็มองเห็นชุดอาภรณ์สีแดงลายัสีม่วงมงกุฎห้าัที่ตกแต่งด้วยไข่มุก ซึ่งเป็สัญลักษณ์ประจำตัวของสถานะอ๋อง
“ดูเหมือนว่าทูตเ่าั้จะมาเพราะอาณาจักรต้าเซี่ยแต่งตั้งท่านพ่อเป็อ๋องพวกเขาจึงเคารพให้เกียรติเช่นนี้คาดไม่ถึงว่าดินแดนห่างไกลอย่างเมืองฉางซานจะเป็ที่รู้จักขององค์จักรพรรดิ!เกรงว่าพลังของท่านพ่อจะล้ำลึกเกินหยั่งถึง!”ฟ่านเสวี่ยหลีคิดเช่นนี้อยู่ในใจ พร้อมกับแสดงท่าทีเคร่งขรึม
“อืม” ฟ่านจี้เฟยขานรับอย่างเฉยเมยสายตาของเขาจดจ้องใบหน้าของฟ่านเสวี่ยหลีราวกับมองเห็นความลับทั้งหมดของฟ่านเสวี่ยหลีอย่างทะลุปรุโปร่งจากนั้นเขาพูดว่า “วันนี้เ้าสามเกือบขี่ม้าเหยียบขอทานคนหนึ่งที่ประตูเมืองฉางซานเ้ารู้จักขอทานคนนั้นหรือไม่”
สีหน้าของเขานิ่งสงบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆเห็นได้ชัดว่าไม่แยแสต่อการที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเป็อ๋อง แต่เมื่อพูดถึงขอทานคนนั้นจิตสังหารก็แผ่ซ่านผ่านหว่างคิ้วของเขา
ฟ่านเสวี่ยหลีสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดว่า “ข้าไม่รู้จักขอทานคนนั้น”
แม้ใบหน้าของเขาจะนิ่งสงบ แต่ขนลุกไปทั้งตัว
หากไม่ใช่เพราะชาติก่อนเขาได้เพาะบ่มเพลิงสัจธรรมจนทำให้จิตใจมั่นคงเกรงว่าตอนนี้คงทรุดตัวลงกับพื้นแล้ว
“เขาได้พูดอะไรกับเ้าหรือไม่” ฟ่านจี้เฟยถามต่อสายตายังคงจดจ้องไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีอย่างสงสัยเล็กน้อย
ต้องรู้ว่าพี่น้องคนอื่นๆเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาล้วนแสดงท่าทางหวาดกลัวและระแวดระวังอย่างยิ่งหาได้สงบนิ่งเหมือนกับฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีครุ่นคิดอย่างตั้งใจแล้วพูดว่า“ข้ามอบเงินสองตำลึงให้เขาแล้วเดินจากไป ข้าจำไม่ได้แม้กระทั่งใบหน้าของเขา”
สิ่งที่เขาพูดเป็ความจริง เขาพยายามนึกใบหน้าของขอทานแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ด้วยพลังความจำของเขากลับไม่สามารถนึกใบหน้าของขอทานออกเกรงว่าขอทานคนนั้นจะไม่ธรรมดา
เมื่อฟ่านจี้เฟยได้ยินเช่นนี้ก็สีหน้าอบอุ่นขึ้นจากนั้นก็พูดอย่างเฉยเมยว่า “ถ้าเช่นนั้นเ้าไปได้แล้วพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งนี้เ้าทำได้ไม่เลว อนาคตอย่าได้หย่อนยาน”
จากประสบการณ์ของเขาเขาเชื่อว่าฟ่านเสวี่ยหลีที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้พูดปกปิด
“ขอรับท่านพ่อ” ฟ่านเสวี่ยหลีก้มหน้าลงเดินออกจากห้องโถงตอนนี้แผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขาััได้ถึงอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวบนตัวท่านพ่อมันเป็ลมปราณที่ซ่อนเร้นมิเปิดเผยกระทั่งทำให้เขาสงสัยว่าท่านพ่ออาจบรรลุเนื้อกายขั้นสิบแล้วแม้แต่เทพปีศาจยังไม่กล้าเข้าใกล้ ดังนั้นแม้ตนจะได้รับแสงทองแห่งโชคชะตาแต่ในสายตาของท่านพ่อกลับเป็การ “ทำได้ไม่เลว” เท่านั้น
เขารู้ดีว่าตัวเองในตอนนี้ปราศจากพลัง แม้ไม่ได้กระทำผิดแต่หากเผลอล่วงเกินท่านพ่อก็ไม่อาจต่อสู้ได้ด้วยเหตุผล
เมื่อไม่มีพลัง แม้คับข้องใจก็ทำได้เพียงอดทนอดกลั้น
ฟ่านเสวี่ยหลีค่อยๆ ยืดตัวตรง ดวงตาสีดำของเขาค่อยๆ เยือกเย็นเขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งตนจะทำได้
ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป ทันใดนั้นก็ััได้ถึงเสียงข่มขวัญอันน่าสะพรึงกลัวอีกทั้งยังมีลมปราณของน้ำแข็งผนึกพันลี้ที่ผนึกทั่วทั้งจวนชั้นในเอาไว้
ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงอันมืดมนดังขึ้นอย่างเยือกเย็น “ฟ่านจี้เฟยไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”
ทันใดนั้นนักรบเดนตายทุกคนที่อยู่โดยรอบจวนชั้นในก็ถูกเยือกแข็งพวกเขาถูกลมปราณชนิดนั้นกดทับจนไม่สามารถเคลื่อนไหว
“นี่มัน...” ฟ่านเสวี่ยหลีเผยสีหน้าเหลือเชื่อผู้มาเยือนเป็ใครกันแน่ ทรงพลังยิ่งนัก!
เสียงของฟ่านจี้เฟยดังขึ้นจากในห้องโถง“หวังซีเซิ่ง คาดไม่ถึงว่าเ้าจะสามารถทลายพันธนาการแห่งความมืดเ้าเป็ผู้ทรยศเทือกเขาคุนหลุนเมื่อสิบปีก่อนเ้าทำเพื่อเมียปีศาจจิ้งจอกของเ้าจนทำให้แผ่นดินนองเื และทำให้ตัวเองตกสู่ด้านมืดเทือกเขาคุนหลุนมีเมตตา จึงกักขังเ้าด้วยพันธนาการแห่งความมืดบัดนี้เ้ากลับกล้ามาหาข้าหรือ” น้ำเสียงของเขาเ็าและเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เสียงอันมืดมนนั้นดังขึ้นอย่างเกรี้ยวโกรธอีกครั้งราวกับ้าระบายความโกรธทั้งหมดออกมา “ฟ่านจี้เฟยทั้งหมดก็ล้วนเป็เพราะเ้าไม่ใช่หรือ! ตอนนั้นเ้าหวังอายุยืนและบรรลุเนื้อกายขั้นสิบ ล่อลวงด้วยฝันร้าย่ชิงจิติญญา และยังชิงโลหิตหัวใจของฮูหยินข้าไปเพื่อยืดอายุขัยของตัวเองและยังโยนความผิดให้เทือกเขาคุนหลุน ข้าจึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!”
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะเคยทำเื่เช่นนี้การกระทำเช่นนี้ต่างอะไรจากการปล้นชิงทรัพย์
ส่วนหวังซีเซิ่งผู้นี้ก็คือขอทานที่เขาเจอตอน่เช้าและถูกผนึกด้วยพันธนาการแห่งความมืดมาตลอดสิบปีอย่างนั้นหรือ
อีกทั้งท่านพ่อยังเกือบบรรลุเนื้อกายขั้นสิบั้แ่เมื่อสิบปีก่อนแล้วด้วย? ด้วยพลังระดับนี้คงไม่ใช่แค่เทพวรยุทธ์แต่เป็สุดยอดเทพวรยุทธ์แล้ว
ท่านพ่อซ่อนเร้นได้ล้ำลึกยิ่งนัก!
ฟ่านจี้เฟยพูดต่ออย่างเฉยเมยว่า “เมียของเ้าเป็เผ่าปีศาจจิ้งจอกนางดำรงชีพด้วยการดูดเืมนุษย์ปีศาจจิ้งจอกแบบนี้ก็ต้องถูก์ลงโทษในสักวันหนึ่งข้ายังโกรธตัวเองที่ตอนนั้นไม่ได้ฆ่านาง”
พลังมืดมิดนั้นเกรี้ยวโกรธถึงขีดสุด “ฮูหยินของข้าบำรุงอวัยวะภายในไม่เคยดูดเืผู้อื่น และไม่เคยชิงิญญาผู้ใด ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแม้แต่อัสนีก็ไม่มีทางผ่าลงบนตัวนาง จะถูก์ลงโทษได้อย่างไร”
ทันใดนั้นก็มีพลังอันยิ่งใหญ่แผดออกมา
“ปัง!”
ฟ้าดินโดยรอบเปลี่ยนแปลงอย่างน่ากลัว หิมะนับไม่ถ้วนตกลงอย่างมืดฟ้ามัวดินทั้งตำหนักแทบแตกออกจากภายใน
จากนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็เห็นร่างกายหนึ่งถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนกระเด็นออกมาทันใดนั้นฟ่านเสวียหลี่ก็ได้เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นซึ่งก็คือขอทานที่ตนช่วยเอาไว้เมื่อเช้า
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ขอทานาเ็สาหัส ร่างกายชุ่มไปด้วยเื
จากนั้นท่านพ่อก็พุ่งตัวออกมามือถือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์กระโจนเข้าหาขอทาน ในขณะเดียวกัน ทั่วฟ้าดินก็เปลี่ยนสีพื้นที่โดยรอบหนึ่งลี้ถูกท่านพ่อควบคุมอย่างสมบูรณ์ระหว่างฟ้าดินราวกับถูกพันธนาการ
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในมือของท่านพ่อราวกับสามารถทำลายโลกทั้งใบ!
การโจมตีครั้งเดียวก็สามารถผนึกพื้นที่หนึ่งลี้ ช่างทรงพลังยิ่งนัก!
มันคือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์!
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกได้ว่าภายใต้การโจมตีครั้งนี้ของท่านพ่อทำให้ก่อเกิดคลื่นสะท้อนนับไม่ถ้วนแผดออกมา อีกทั้งยังกระแทกเข้ามาในหัวเขาราวกับจะตัดขาดร่างกายเขาให้ขาด
เพียงแค่พลังของคลื่นสะท้อนนี้ก็แทบจะสับฟ่านเสวี่ยหลีออกเป็ชิ้นๆ เขาไม่ได้สนใจชีวิตของฟ่านเสวี่ยหลีแม้แต่น้อย
แต่ขอทานคนนั้นก็หมุนตัวหลบการโจมตีครั้งนี้ได้ในทันทีด้วยความเร็วปานสายฟ้าใน่เวลาสำคัญที่ฟ่านเสวี่ยหลีกำลังจะได้รับาเ็เขาก็ผลักฟ่านเสวี่ยหลีออกจากอำนาจแห่งคลื่นสะท้อน
ฟ่านเสวี่ยหลีกระเด็นออกไปหลายสิบจั้ง ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกพล่าเบลอ กระทั่งราวกับสูญเสียจิติญญา จากนั้นก็สลบไป
เขาไม่รู้เลยว่าโดยรอบเกิดอะไรขึ้น
อีกทั้งยังไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด สติของเขาจมดิ่งเขารู้สึกได้ว่าตัวเองอยู่ในรถม้าที่กำลังเดินทางออกนอกเมืองฉางซาน
ภายนอกรถม้ามีหิมะปกคลุมทั่วฟ้า
เขานอนอยู่ในรถม้าเพียงตัวคนเดียวและค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
หากไม่ใช่เพราะระดับพลังของเขาในตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้วเกรงว่าเขายังคงสลบไปอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม
“ที่นี่คือ...”
ฟ่านเสวี่ยหลีมองไปรอบๆ และพบว่ากระบี่์ในมือได้หายไปแล้วในรถม้ามีเพียงตัวเขาคนเดียว
ความทรงจำก่อนหน้านี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
เมื่อเขานึกถึงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกหวาดกลัวฟังจากน้ำเสียงของหวังซีเซิ่ง เกรงว่าท่านพ่อจะบรรลุเนื้อกายขั้นสิบตั้งนานแล้วไม่แปลกใจเมื่อใช้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จึงมีอำนาจฟ้าดิน
มีระดับพลังถึงเพียงนี้กลับยอมเก็บตัวอยู่ในเมืองฉางซานไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่
เมื่อนึกถึงการโจมตีครั้งสุดท้ายของท่านพ่อหากไม่ได้การช่วยเหลือจากหวังซีเซิ่งเกรงว่าเขาคงถูกคลื่นสะท้อนของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์โจมตีเข้าถึงตอนนั้นคงไม่ใช่แค่สลบแล้ว
ไม่แปลกใจที่ท่านแม่บอกให้ตนระวังท่านพ่อที่แท้ยามท่านพ่อต่อสู้ก็โเี้เืเย็นถึงเพียงนี้ไม่สนใจแม้กระทั่งชีวิตของลูกตัวเอง
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีกระหายในพลังและความแข็งแกร่งอย่างแรงกล้า
กษัตริย์สั่งขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องตาย พ่ออยากให้ลูกตายลูกก็ต้องตาย
แม้จะคับข้องใจ แต่ก็ทำได้เพียงอดกลั้น
ไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!
ฟ่านเสวี่ยหลีไม่เคยปรารถนาที่จะทรงพลังยิ่งขึ้นเช่นนี้มาก่อน!
ต่อให้ท่านพ่อแข็งแกร่งสักเพียงใด แล่วอย่างไรเล่า
แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยอย่างแ่เบาขององครักษ์บนหลังม้าดังมาจากภายนอกรถม้า“เหตุใดเ้าสองคนนั้นยังมาไม่ถึงอีก”
ฟ่านเสวี่ยหลีระวังตัวขึ้นในทันทีและฟังอย่างตั้งใจ
ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าองครักษ์สองคนที่อยู่ด้านนอกมีควมคิดแอบแฝงหรือว่าองครักษ์เหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจจะส่งตนกลับบ้าน
องครักษ์อีกคนหนึ่งพูดอย่างแ่เบาว่า“ขอเพียงรีบไปให้ถึงสะพานเฟยหลิงก็จะเสร็จงาน ต่อให้คุณชายเจ็ดติดปีกก็ยากจะบินได้เหตุใดพวกเราต้องแบ่งความดีความชอบให้คนอื่นด้วย” เสียงเบาลงเรื่อยๆ จนไม่ได้ยิน
ดวงตาของฟ่านเสวี่ยหลีเปล่งประกาย จิตสังหารลุกโชน “สะพานเฟยหลิง”
มันคือสะพานข้ามแม่น้ำเฟยหลิงที่อยู่นอกเมืองฉางซานตอนนี้หิมะตกหนักปกคลุมไปทั่วฟ้า แม้แต่แม่น้ำทั้งสายยังกลายเป็น้ำแข็ง
ส่วนองครักษ์เหล่านี้น่าจะเป็คนของจวนตระกูลฟ่านแต่ถูกผู้อื่นซื้อตัวและหวังลงมือกับตน
ฟ่านเสวี่ยหลีมองออกไปข้างนอกผ่านม่านหน้าต่างรถม้าซึ่งพบว่ารถม้าไปถึงท่าเรือข้ามฟากของแม่น้ำเฟยหลิงแล้วและกำลังจะขึ้นสะพานเฟยหลิง
บนสะพานเฟยหลิงที่อยู่ห่างไกลออกไปก็เห็นได้อย่างเลือนรางว่ามีองครักษ์สองคนที่กำลังถือหอกสีดำทั่วกายเปี่ยมด้วยจิตสังหาร และดูเหมือนจะรอนานจนทนไม่ไหวแล้ว
พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบาง แต่สามารถอยู่ท่ามกลางหิมะได้อย่างสบายเกรงว่าคงอยู่ในจุดที่ความหนาวเหน็บทำอะไรพวกเขาไม่ได้แล้วซึ่งอย่างน้อยต้องเป็ระดับบ่มเพาะกระดูกของเนื้อกายขั้นสามและมีความเป็ไปได้สูงว่าจะเป็นักรบเดนตาย
หากผู้คนเหล่านี้ได้รวมกลุ่มกันเกรงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะต้องพบกับหายนะ
“ใครกันที่้าลงมือกับข้า”