เว่ยเซี่ยมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านด้วยความร้อนรุ่มใจ และในขณะที่ใกล้จะถึง มันก็พลันได้ยินเสียงะเิ หนึ่งสั้นหนึ่งยาว คล้ายดั่งไฟล่ามถึงวัตถุไวไฟใด เกิดการะเิขึ้น เว่ยเซี่ยถึงกับใหน้าถอดสี ผู้ใดกันถึงกล้ามาบุกเผาหมู่บ้านหลังเขาแห่งนี้
เว่ยเซี่ยครุ่นคิดในใจก่อนที่มันจะก้าวต่อ เมื่อจวนจะถึงทางเข้า เว่ยเซี่ย กลับหยุดเท้าลงก่อนจะย่อตัว แล้วไปแอบหลังเสาไม้ขนาดใหญ่ ก่อนจะเงี่ยหูฟัง มีเสียงลอยมาตามลม เป็เสียงคน เอะอะโวยวาย ตวาดลั่น “ หาพวกมันให้เจอ..ใครคิดปกปิดหรือให้ที่ซ่อนพวกมันก็ฆ่าให้หมด” เว่ยเซี่ยใมากภาพที่มันเห็นก็คือชายหลายคนแต่งกายในชุดผ้าสีดำขลับ ในมือถือดาบยาว ประมาณ 3 ฉื่อ กับอีก 2 ชุน (1 10 ฉื่อ = 10 นิ้ว 1 ชุ่น = 1 นิ้ว) ยาวประมาณ 32 นิ้ว
พวกมันทุกคนดูเหมือนกำลังตามหาใครสักคนอยู่ แต่เป็ผู้ใดกันเหล่า…? เว่ยเซี่ย อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี ก็ยังมิเคยเจอผู้ใดที่น่าสงสัย หรือน่าจะเป็คนที่พวกมัน้าตัวสักคน “ศิษย์พี่ข้าว่าถามพวกมันด้วยวาจาคงจะเป็การยาก เช่นนั้นเอารูปวาดให้พวกมันดูดีหรือไม่ แม้จะเป็รูปเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ข้าคิดว่าใบหน้าของพวกมันคงยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็แน่” หนึ่งในชายชุดดำรูปร่างผอมหน้าตาน่าเกลียดกล่าวขึ้นกับ ชายอีกคนที่รูปร่างใหญ่โต มีแผลเป็ที่หว่างคิ้วเป็ทางยาวสะพายกระบองเหล็กสีดำไว้กลางหลัง “รูปงั้นรึ ศิษย์น้อง ก็เป็ความคิดที่ดี มัวแต่เค้นความจริงจากพวกมันอยู่แบบนี้คงหาความอะไรมิได้” ชายรูปร่างกำยำกล่าวจากมันจึงหยิบกระดาษเก่าที่ยัยยู่ยี่สองแผ่นออกมากางให้พวกชาวบ้านดู
ในยามนั้นมุมที่เว่ยเซี่ยแอบดูไม่สามารถมองเห็นใบหน้าคนในรูปได้ ครั้นจะเปลี่ยนมุมก็เกรงว่าพวกมันจะหันมาเจอ เว่ยเซี่ยจึงต้องจำใจอดทนดูสถานการณ์ต่อไปเงียบ ๆ เมื่อชาวบ้านที่นั่งคุกเข่าก้มหัวอยู่ด้วยความหวาดกลัว พอเห็นคนในภาพก็พากันใ มองหน้ากันด้วยท่าทางตื่นตระหนก และมีอาการอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ มิกล้าเปล่งวาจาใดออกมาเพื่อบอกพวกคนลึกลับ ยกเว้นแต่เพียงผู้เดียวที่หาได้ทำเช่นไม่ มันรีบลุกขึ้นยืนก่อนจะชี้ไม้ชี้มือบอกว่ารู้จักคนในรูปทั้งสองแถมยังรู้ด้วยว่าพวกมันอยู่ใด รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกกลุ่มคนลึกลับปรากฏขึ้นทันที “เ้ารู้งั้นรึตาเฒ่า ว่าพวกมันอยู่ที่ใด จงรีบบอกพวกข้ามา แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้า” ตาเฒ่าผู้นั้นรีบพยักหน้าเร็วพลัน แม้ภรรยาของมัน กับชาวบ้านคนอื่นจะมองหน้ามันเพื่อสื่อความว่ามันว่า อย่าได้ปริปากบอกออกมาเชียว แต่ตาเฒ่าคนนั้นก็มิได้สนใจไยดีแต่อย่างใด
แววตาของมันเต็มไปด้วยความแค้น และอาฆาตมาดร้ายคนในรูปสุดชีวิต จนเว่ยเซี่ยที่แอบดูยังประหลาดใจ และในยามนั้นเอง ความคิดบางอย่างก็ได้ผุดขึ้นในหัวของมัน “หรือว่า……!!” ดวงตาของเว่ยเซี่ย เบิกโพลงด้วยใ ตาเฒ่าที่ยืนขึ้นหาใช่ใครอื่น มันคือ บิดา ของมินเอ๋อ และ คนที่มันโกรธแค้นมากที่สุดในยามนี่ก็เห็นจะเป็ผู้ใดไปมิได้นอกจากบิดาของ เว่ยเซี่ย เว่ยถังนั้นเอง บวกกับการที่คนพวกนี้มีวรยุทธ์แก่กล้าด้วยแล้ว เว่ยเซี่ยก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีก ว่าเป้าหมายของพวกมันคือ เว่ยถังอย่างแน่นอนเผลอ ๆ คนในรูปอีกแผ่นก็อาจจะเป็ฟางเหนียงมารดาแสนสวยของมัน ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ ๆ ทั้งสองเคยโลดแล่นอยู่ในยุทธภพสมัยหนุ่มสาว ทั้งเว่ยถัง และฟางเหนียงคงเคยไปทำอะไรให้เ้าพวกนี้ไม่พอใจมันจึงตามมาล้างแค้น ไม่ได้การล่ะมันต้องรีบไปแจ้งบิดาให้รับรู้
แต่ทว่า….ในขณะที่เว่ยเซี่ยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เมื่อมองกลับมายังจุดที่พวกชาวบ้านโดนจับเพื่อสอบถามข้อมูลอยู่ มันก็พบว่า กลุ่มคนลึกลับชายหญิงราว ๆ สิบกว่าคนกลุ่มนั้นได้หายไปเรียบร้อย “นี่มันวิชาตัวเบาอะไรกันนี่ ช่างรวดเร็ว ว่องไว ประดุจสายลม และเงียบราวกับภูตผี…” เว่นเซี่ยอุทานในใจด้วยความตกตกตะลึง ก่อนจะนึกออกว่า…. "นะ นี่มัน..เยื้องย่างไร้ตัวตนที่ท่านพ่อสอนข้านี่!! หากแต่ของคนพวกนี้ร้ายกาจ และ ลึกล้ำกว่าของเว่ยเซี่ยมากมายหลายขุมนัก” เว่ยเซี่ยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนที่มันจะเร่งรีบตามไปติด ๆ แม้จะรู้ว่าไล่ตามไม่ทันก็ตาม…
เมื่อเว่ยเซี่ยมาถึงยังบ้านไม้ของตนบนเนินเขา มันก็ได้พบกับภาพของกลุ่มคนลึกลับกลุ่มเดิมเมื่อสักครู่ บัดนี้พวกมันกำลังยืนล้อมรอบ เว่ยถังอยู่ แถมตรงนั้นยังมีร่างของมินเอ๋อที่โดนหนึ่งในพวกมันจับไว้ด้วย
มิน่าเล่าเว่ยเซี่ยถึงไม่เห็น มินเอ๋อ อยู่กับบิดา มารดาของนางก่อนหน้านี้ แท้จริงนางลอบมาหาเว่ยถังตอนเว่ยเซี่ย ขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรนี่เอง
“ว่าไงล่ะเว่ยถังทีนี้เ้าจะยอมมอบ คัมภีร์ เก้าเอ็น คืนมาให้พวกข้าได้รึยัง หรือว่าเ้าอยากเห็นบุตรสาวต้องกลายเป็ศพเสียก่อน” ชายร่างใหญ่คนเดิมกล่าวขึ้นในขณะที่จ่อใบดาบคมกริบไปที่คอขาวเนียนของมินเอ๋อ “ข้าบอกเ้าไปแล้วไง ฮาวเทียน หลงจ๋าว (ท่อนัเหล็กดำ) ว่าคัมภีร์ไม่ได้อยู่กับข้า ถึงจะฆ่านางไป พวกเ้าก็ไม่ได้คัมภีร์อยู่ดี” เว่ยถังกล่าวขึ้นด้วยท่าทางโมโห พร้อมแววตาที่ดูเป็ห่วงเป็ใย มินเอ๋อเป็อย่างมาก พวกพรรคมารราคะเข้าใจผิดคิดว่า มินเอ๋อเป็บุตรสาวของเว่ยถัง เมื่อมาถึงมันจึงจับตัวนางไว้ หวังจะข่มขู่ ทวงถาม เอาคัมภีร์ ที่ชื่อว่า เก้าเอ็น คืนมา
คัมภีร์นี้มีสุดยอดเคล็ดวิชาล้ำลึกเขียนบันทึกเอาไว้ หากผู้ใดฝึกสำเร็จก็จะมีสุดยอดวรยุทธ์ และมีสิทธิ์ในการเป็ประมุขพรรคมารราคะ คนต่อไปด้วย ครั้งอดีต สมัยตอนที่เว่ยถังยังหนุ่มแน่น มันได้ลอบเข้าไปในพรรคมารราคะ และขโมยคัมภีร์ออกมา แต่ไม่ใช่เพียงแค่คัมภีร์ เ้าหนุ่มจอมกะล่อนยังพาใครบางคนหนีออกมาพร้อมกันด้วย จากนั้น มันกับนางก็ออกท่องยุทธภพนานอยู่หลายสิบปี ก่อนจะมาลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้..
ฮาวเทียน หลงจ๋าวนิ่งเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะกล่าวต่อ “ไม่ได้อยู่ที่เ้ากระนั้นรึ? เช่นนั้นมันอยู่ที่ใดกัน จงบอกข้ามา ไม่เช่นนั้นข้าเกรงว่าบุตรสาวแสนสวยของเ้าคงจะหมดลมหายใจเป็แน่” เว่ยถังใบหน้าแดงก่ำกัดฟันกรอดกำหมัดแน่น ก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่ามันไม่รู้ แต่อันที่จริงมันรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคัมภีร์เก้าเอ็นตอนนี้ อยู่กับตัวของฟางเหนียง มันมอบให้ภรรยาเป็คนดูแลมาช้านานแล้ว
แต่แม้ยามนี้ ฟางเหนียงจะอยู่ด้วยมันก็ไม่คิดจะบอกอยู่ดี เว่ยถังแม้จะเป็คนเ้าชู้ ถึงขั้นแอบนอกใจฟางเหนียง แต่มัน ก็รักนางมากจนไม่อาจขายเมียตัวเองให้พวกพรรคมาราคะได้
“ดูท่าทางมิใช่เ้าไม่รู้ แต่ไม่ยอมเปิดปากมากกว่าเว่ยถัง คัมภีร์เก้าเอ็นของพรรคเราคงอยู่กับฟางเหนียงสินะ ถ้าข้าเดาไม่ผิด งั้นข้าจะขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน นางอยู่ที่ไหน จงบอกมาก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน และ ปลิดชีพบุตรสาวเ้าเสีย” น้ำเสียง และ แววตาของ ฮาวเทียน หลงจ๋าว ดูเ็า และ ดุดันยิ่งนัก นี่มิใช่คำขู่แต่มันคิดจะลงมือจริง ๆ ด้วยวรยุทธ์ของเว่ยถังในยามนี้มันคงสามารถจะรับมือกับ ฮาวเทียน หลงจ๋าว ได้อย่างสูสี และช่วยมินเอ๋อ ออกมาได้ แต่ปัญหาคือ ที่แห่งนี้มิได้มีเพียง ฮาวเทียน หลงจ๋าว ผู้เดียว
ยังมี เฟิงควาง (วิปลาสล่าสวาท) ผู้คุมกฎลำดับสองของพรรคมารราคะ ชายร่างเล็กใบหน้าอัปลักษณ์
ไป๋ฟู่ (แพศยาร้อยพิษ) ผู้คุมกฎอันดับสาม สตรีในชุดสีดำแดงลายดอกชบาสีแดง สุดเย้ายวนราวกับนางหลุดมาจากหอนางโลม ริมฝีปากแดงฉาน แววตาคมกริบ รูปร่างหน้าสวยคม อกขาวอวบอิ่มล้นทะลัก เอวคอดกิ่ว เรียวขาขาวผุดผาด กลิ่นตัวหอมกรุ่น และ คนสุดท้าย วู๋ฟา ค่งชือ (คลั่งตัณหาไร้ความคุม)
ผู้คุมกฎอันดับสี่ ชายหัวโล้นราวกับหลวงจีน รูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ขนาดตัวของ วู๋ฟา ใหญ่กว่า ฮาวเทียน หลงเสียอีก แต่เสียอย่างเดียว ดูเหมือน วู๋ฟา จะมีสติไม่สมประกอบ เนื่องจากมันฝึกวิชาบางอย่างจนธาตุไฟเข้าแทรก วู๋ฟา จึงมีนิสัยเหมือนเด็กเดียวดี เดียวร้าย หากมันคลุ้มคลั่งเมื่อใดก็ยากที่จะหยุดได้ แถมที่สำคัญ วู๋ฟ่า ยังมีนิสัยป่าเถื่อนชอบขืนใจหญิงสาววัยแรกรุ่นจนตายทีล่ะหลาย ๆ คนด้วยและจะทำจนกว่าที่มันจะหายคลั่งไปเอง
ทั้งสี่คือผู้คุ้มกฎในรุ่นปัจจุบันของพรรคมารราคะ แต่ล่ะคนมีวรยุทธ์สูงส่ง และมีความสามารถเร้นลับต่างกัน เว่ยถังผู้เดียวมิอาจเอาชนะพวกมันทั้งหมดได้..
จบบทที่10
โปรดติดตามบทต่อไป
บทหน้า ป่าแห่งการพลัดพราก