:: Warning ::
พระ - นางเคยคบกันมาก่อน
การดำเนินเื่จะเน้นความสัมพันธ์ของพระนาง
นางเอกเอาแต่ใจพอสมควร พระเอกปากหนัก เดาใจยาก
โทนเื่เศร้า ๆ เหงา ๆ แต่ฟีลกู๊ด รับประกันความน่ารัก
ไม่ถูกใจกด x ได้เลยนะค้าบบ
I'm trying to forget you but I'm solo waiting for you to comeback.
.
..
มีคนเคยบอกว่า … การลืมที่ยากที่สุดคือลืมตาตื่น
วันนี้ฉันพิสูจน์แล้วว่ามันคือเื่จริง
“ตื่นจ้านังคุณหนูสบาย รีบฟื้นขึ้นมาเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พวกฉันฟังเดี๋ยวนี้เลยนะยะ!” เสียงแหลมแปดหลอดที่ถูกดัดจนเกินจริตหญิง ผนวกกับแสงแดดเจิดจ้าที่แยงลูกกะตาจนน่ารำคาญ มันทำให้ฉันจำต้องยันตัวขึ้นมาจากเตียงนอนหนานุ่ม เรียวมือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาคลึงข้างขมับเมื่ออาการปวดตุบ ๆ เล่นงานเข้าให้
ได้ยินแว่ว ๆ ว่า เมื่อคืน
เมื่อคืนทำไมวะ …
“มึงเล่าอีบาย มึงเล่ามาให้หมด!”
“แป๊บหนึ่งสิอี …” ตอนแรกตั้งใจว่าจะด่า ‘เจได๋’ เพื่อนสนิทสุดเปรี้ยวที่เขย่าร่างฉันจนอาการคลื่นไส้มันตีตื้นมาที่ทรวงอก ซึ่งฉันอาจจะอ้วกใส่หน้ามันเลยก็ได้นะ ถ้าหากว่าสมองมันดันแวบเหตุการณ์เมื่อคืนเข้ามาในหัวลาง ๆ จนต้องหุบปากฉับและกลืนคำด่าทอทั้งหมดลงไปในลำคออย่างยากลำบาก
อ๋อ … เมื่อคืนน่ะ
“กูเจอพี่แบร์” ตอบสั้น ๆ พร้อมกับตวัดผ้าห่มผืนหนาออกไปจากตัว
“พวกกูก็เจอย่ะ เจอกันครบแก๊งแหละอีดอก” เสียงนี้เป็ของเพื่อนชายใจสาวที่เป็คนปลุกฉันั้แ่แรก เรือนร่างของ ‘ริชชี่’ ที่กลายเป็ผู้หญิงเต็มตัวแล้วตอกกลับมาทันควัน คราวนี้กลายเป็ฉันเองที่ทำหน้าเหมือนหมางง บนหน้าผากคล้ายกับแปะเครื่องหมายคำถามเอาไว้ด้วย
‘… “ถ้าไม่ได้รักพี่แล้ว มันก็ดีกับตัวเธอเองไม่ใช่เหรอสบาย” …’
ประโยคสุดท้ายได้ยินจากเ้าของน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลงเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ซึ่งกลืนกินอยู่ในร่างกายนั้นพาให้หัวใจเต้นแรงไม่หาย แม้ว่ามันจะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม
ยากรองลงมาจากการลืมตาตื่นคือการลืมเขา
“แล้วกูกลับมาที่ห้องได้ยังไง?” คำถามโง่ ๆ ที่พาให้เพื่อนทั้งสามคนหันมองหน้ากันอย่างปรึกษาหารือนั้นหลุดออกมาจากปากฉันได้ยังไงก็ไม่รู้
ไม่น่าเลย … ฉันไม่น่าถามหาคำยืนยันเพื่อตอกย้ำตัวเองเลยสบาย โง่จริง
“ก็พี่แบร์เป็คนมาส่งแกไงบาย จำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เหรอเนี่ย” เพื่อนที่คาดว่าน่าจะเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มอย่าง ‘วิเวียน’ เป็คนตอบเอาบุญให้
วิเวียน เจได๋และริชชี่เป็เพื่อนสมัยเรียนมหา’ ลัยของฉัน เราสี่คนเรียนจบมาประมาณสามปีได้แล้ว เมื่อก่อนพวกเราสามสาวก็อาศัยอยู่หอพักหญิงภายในมหาวิทยาลัยด้วยกัน พอเรียนจบก็ยังกลับมาเป็รูมเมทที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดฯ สุดหรูห้องเดียวกันอีกต่างหาก คือมันถูกซอยย่อยเป็สองห้องนอนน่ะ ฉันพักกับวิเวียน ส่วนริชชี่ซึ่งเป็สาวสองที่โคตรของโคตรสวยก็เพิ่งจะเข้ามาร่วมจอยหารค่าคอนโดฯ ด้วยทีหลังก็พักห้องเดียวกับกับเจได๋ ด้วยความที่สองคนนั้นสนิทกันมาั้แ่เด็ก ๆ แล้วก็เลยไม่ได้ถือสาอะไร
ประวัติคร่าว ๆ ของฉันและผองเพื่อนน่ะเอาไว้แค่นี้ก่อนเถอะ …
“จำได้” ก็เขายืนกรานหนักแน่นซะขนาดนั้นว่าจะมาส่งอะ ฉันว่าพลางแค่นหัวเราะน้อย ๆ “แต่ถ้าให้ดีก็ไม่อยากจำเลย”
“กูว่าแล้วว่ามึงต้องยังไม่ลืมพี่เขา” ริชชี่ถอนหายใจซะเสียงดัง คือรู้แหละว่านางจงใจน่ะ “แต่พวกมึงเลิกกันไปสองปีแล้วนะอีบาย เลิกรักได้ก็เลิกซะนะยะ ผู้ชายมีออกถมเถ ถึงพี่แบร์ของมึงนับวันจะยิ่งหล่อเอา ๆ ก็เหอะ”
“ไม่เถียงอีริชชี่จ้างานนี้เพราะกูเห็นด้วย” เจได๋ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ กันกับฉันที่กำลังยกมือเสยผมยาวซึ่งยุ่งเหยิงเหมือนรังนก เรียวคิ้วโก่งขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกนึกคิดหลากหลายที่กำลังประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย
‘พี่แบร์’ กลับมาทำไมนะ …
ั้แ่ที่บอกเลิกกันไป … เขาก็หายหัวเข้ากลีบเมฆไปเลยเป็ปี ๆ เราต่างก็ไม่พยายามติดต่อหากันอีก นั่นเลยทำให้ฉันไม่เคยรับรู้ว่าเขามีชีวิตแบบไหน และเป็ตายร้ายดียังไงบ้าง
ทว่ามันกลับตลกร้ายตรงที่ฉันยังไม่เคยลืมเขาเลยนี่สิ ความรู้สึกตอนได้เจอ ได้ยินเสียงและได้รับััจากเขามันยังทำให้ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
ย้ำชัดว่าทุกความรู้สึกที่มีให้กับเขายังคงเหมือนเดิม
เฮงซวยที่สุด!
“แต่บายเนี่ยนะ ชอบไปร้านเหล้าไม่ชวนกันประจำเลย ถ้ารู้งี้พวกเราจะได้ไปเป็เพื่อนไหมล่ะ เมื่อคืนแกก็เมาแบบทิ้งตัวเลยนะ ถ้าขืนพี่แบร์ไม่แบกกลับมา … โอ๊ย! เจ็บนะเจได๋ หยิกวิเวียนทำไมอ่า” ท้ายประโยควิเวียนหันไปแหวใส่เจได๋พลางเบ้ปากและลูบท่อนแขนเรียวของตัวเองบริเวณที่โดนหยิกป้อย ๆ ฉันเข้าใจในความหมายทั้งที่วิเวียนและเจได๋กำลังจะสื่อมาให้เลย
วิเวียนกำลังเป็ห่วงความปลอดภัยทางร่างกายและชื่อเสียงของฉัน ส่วนเจได๋กำลังเป็ห่วงความปลอดภัยทางความรู้สึกของฉันด้วยเหมือนกัน
“ก็แค่อยากไปนั่งคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียวไง อีกอย่างหนึ่งเมื่อคืนพวกแกก็ไม่ว่างกันหมดอะ ฉันเลยไม่ได้ชวน” ตอนเย็นของเมื่อวานเจได๋มีนัดเจอกับเพื่อนเก่าที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ริชชี่ติดงานด่วน ส่วนวิเวียนก็กลับบ้านไปทานข้าวกับพ่อแม่งี้อะ ฉันเลยไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของเพื่อน ผนวกกับชอบออกไปดื่มคนเดียวบ่อย ๆ อยู่แล้วก็เลยเป็อย่างที่เห็น ๆ นั่นแหละ
“ประเด็นคือพวกกูก็กลัวมึงเป็ข่าวด้วยไงนังสบาย” ประโยคนี้เป็ของเจได๋
“สภาพมึงเมื่อคืนกับคนที่มาส่งมึงคือตอนเห็นกูล้มแทบจับอะอีดอก เอาไง” ริชชี่เสริมต่อ
“ไม่อยากจะคิดภาพว่าถ้าพวกนักข่าวมาเจอเข้าแล้วเอาเื่นี้ไปเขียนเลยอะบาย แกแย่เลยนะถ้าเป็งั้นอะ” วิเวียนที่ยังคงแสดงความกังวลออกมาในทุก ๆ ทาง ทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียง มันก็ยิ่งทำให้ฉันพึงตระหนักขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในจุดที่จะสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบเหมือนอย่างเมื่อก่อนแล้ว
เวรจริงไอ้บ้าเอ๊ย!
“รู้แล้วว่าพวกมึงทุกคนเป็ห่วง ขอโทษจริง ๆ เว้ย”
“เออ พวกกูไม่โกรธมึงหรอกย่ะ แค่เป็ห่วงภาพพจน์แทนมึงก็เท่านั้นแหละ รีบลุกขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะ นังหนูวิเวียนมันซื้ออาหารเช้ามาตุนเอาไว้ให้ั้แ่ไก่โห่แล้ว พวกกูก็รอมึงตื่นอยู่เนี่ย ยังไม่ได้แดกกันเลย” เมื่อเคลียร์ใจกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ริชชี่ก็เอ่ยปากไล่ให้ฉันไปทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จเพื่อที่จะได้ทานมื้อเช้า ที่ตอนนี้คงกลายเป็มื้อสายไปแล้วด้วยกัน
ในกลุ่มนั้นฉันจะโดนเรียกว่า ‘นังคุณหนู’ เพราะฉันมันสบายสมชื่อเลยนั่นแหละ ทั้งฐานะทางบ้าน หน้าตา การศึกษาและหน้าที่การงาน ลุคภายนอกที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมันทำให้คนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อนสนิทก็ต่างพากันเรียกขานแบบนั้นกันหมด … แต่จริง ๆ แล้วฉันน่ะไม่ได้มีดีอะไรขนาดนั้นหรอก
ส่วนวิเวียนเนี่ยมักจะถูกเรียกว่า ‘ยัยหนู’ เพราะด้วยบุคลิกที่บอบบางราวกับกระเบื้องเคลือบ คล้ายจะแตกหักง่ายดายอยู่ทุกเวลาก็ไม่ปาน บวกเข้ากับคำพูดคำจาที่แสนสุภาพอ่อนน้อม ก็เลยทำให้โดนเรียกยัยหนูไปโดยปริยาย
แล้วก็ริชชี่กับเจได๋น่ะไม่มีคำพ่วงมาเติมให้ยุ่งยากหรอก … เพราะลำพังแค่ตัวพวกนางเองก็จี๊ดและเด็ดพออยู่แล้ว แค่ชื่อเล่นเพียว ๆ ก็รู้จักกันไปทั้งวงการเลยล่ะ
หลังจากที่ทานข้าวด้วยกันเสร็จแล้ว เราสี่คนก็แยกย้ายกันไปทำเื่ทำราวของตัวเองต่อ วันนี้มีแค่เจได๋กับวิเวียนที่อยู่ห้องใน่กลางวัน ส่วนฉันกับริชชี่นี่มีงานต้องทำต่อใน่บ่าย
อ๋อ … ลืมบอกไป ฉันมีอาชีพเป็ดารา เป็นักร้องแล้วก็นางแบบน่ะ ตอนนี้ก็พอมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งนะถ้าพูดแบบถ่อมตน แต่ถ้าพูดให้ดูโอ้อวดและฟู่ฟ่าเลยก็คือฉันกำลังดังมาก แถมยังมาแรงจนโดนพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ใน่นี้เลยด้วย
แน่นอนว่ายิ่งไต่เต้าสูงขึ้นไป ความเป็ส่วนตัวและการจับตามองก็ยิ่งเพิ่มมากกว่าเดิมเป็เท่าตัว
“กูไปก่อนล่ะ เจอกันตอนค่ำ” ฉันบอกกับริชชี่ในตอนที่เรากำลังจะแยกกันตรงลานจอดรถ ั์ตากลมโตเหลือไปเห็นรถตู้สีดำสนิทและป้ายทะเบียนที่คุ้นเคยจอดอยู่ไม่ใกล้
นั่นน่าจะเป็รถที่ ‘พี่ปลายฟ้า’ ผู้จัดการส่วนตัวของฉันเป็คนใช้ไปรับ – ไปส่งฉันเวลาต้องออกงานหรือไปถ่ายละคร ซึ่งปกติพี่ปลายฟ้าจะขับเอง หรือไม่บางครั้งก็อาจจะมีคนขับรถของบริษัทขับมาให้บ้างแล้วแต่วัน
ลืมบอกไปว่าฉันเป็ดาราที่สังกัดอยู่ในบริษัทขอครอบครัวตัวเองแหละ เริศใช่ปะ
“โอ๊ย ! กูไม่รู้จะได้กลับห้องหรือเปล่านะคืนเนี่ย พอดีบอสกูมีงานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าคนสำคัญอีกแล้วว่ะ นี่ขนาดวันนี้มันวันหยุดกูนะ อีดอก … ลูกค้านางรายใหญ่รายสำคัญตลอด เลขาอย่างกูจะตายให้ได้”
ริชชี่กลอกตามองบนพลางเบะปากด้วยความเบื่อหน่าย อย่างที่บอกว่าริชชี่เป็คนมีบุคลิกมั่นใจ ไฟแรงสูง เื่เพศไม่ใช่อุปสรรคเพราะนางเก่งมาก เก่งในหลาย ๆ ด้านจนได้รับตำแหน่งเป็เลขาของผู้บริหารั้แ่เรียนจบใหม่ ๆ เลย แถมยังเป็บริษัทั์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งบริหารโดยชาวต่างชาติ แต่ว่ามาขยายกิจการต่อที่ประเทศไทย
“อย่าบ่นจ้า มีงานยังดีกว่าไม่มีนะนังริชชี่ ยังไงกลับไม่กลับก็อย่าลืมโทรบอกด้วยละกัน ไปแหละ” โบกมือให้ริชชี่เสร็จ ฉันก็มุ่งตรงไปทางรถของบริษัทที่พี่ปลายฟ้านำมาใช้ โดยไม่วายเหลือบสายตามองซ้ายขวาหน้าหลังอย่างระแวดระวังภัยด้วย
ฉันเป็บุคคลที่ถูกปาปารัสซี่ตามติดเป็เงาแทบจะตลอดเวลาเลยล่ะ
พอบอกแบบนี้ก็คงจะเอ๊ะนิดหนึ่งว่าถ้าหากมันเป็แบบนั้นจริง ๆ แล้วทำไมฉันถึงได้ไปแวะเวียนที่ร้านเหล้าบ่อย ๆ ได้เหมือนกับตัวเองไม่ได้กำลังโดนคุกคามจากสื่อแล้วล่ะก็ … ปัจจัยหลัก ๆ มันก็มีอยู่สองอย่าง
ข้อที่หนึ่ง … ร้านเหล้าที่ฉันชอบไปนั่งซึมเหมือนหมาและเมาหัวราน้ำอยู่คนเดียวบ่อยครั้งเป็ร้านของเพื่อนสนิทพี่ชายฉันเอง ชื่อพี่ ‘เชสเตอร์’ หรือเรียกสั้น ๆ ชิลล์ ๆ ว่า ‘เฮียเตอร์’
อันที่จริงเฮียเตอร์มีร้านเหล้าอยู่หลายร้านมาก ยิ่งร้านที่อยู่ในละแวกมหา’ลัยคือลูกค้าอย่างเยอะเลยนะ ซึ่งการดูแลของร้านเหล้าปกติก็ไม่ได้อะไรมากมาย ประมาณว่าไม่ได้ซีเรียสเื่การดูแลสักเท่าไหร่นัก เฮียเตอร์เลยปล่อยให้พวกน้องชายกับน้องสาวของตัวเองเป็คนจัดการกันเองมากกว่า
แต่สาขาหลัก ๆ ที่เฮียแกดูแลอยู่จริง ๆ คือ ‘CT Club’ เพราะงั้นที่นี่จะคุมเข้มและค่อนข้างมีการกวดขันที่แ่ามากกว่าร้านอื่นในเครือที่เฮียเตอร์เป็เ้าของอยู่ด้วย ลูกค้าส่วนมากจะต้องมีบัตรสมาชิกเท่านั้นถึงจะเข้าได้ เรียกว่าต้องเป็รายใหญ่ อีกทั้งยังต้องมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเ้าของร้านในระดับหนึ่ง ถึงจะสมัครเป็สมาชิกระดับวีไอพีได้นั่นเอง
ด้วยความที่สถานให้บริการด้านความบันเทิงในยามค่ำคืนแห่งนี้ มักจะมีพวกเหล่าคนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคมมาใช้บริการกันอย่างเนื่องแน่น เพราะฉะนั้นอาชีพต้องห้ามสำหรับที่นี่คือ ‘นักข่าว’
สบายใจฉันเลยคราวนี้ … ร้านเหล้าในฝันที่แสนโหยหา
แต่อันนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทางร้านมีวิธีการคัดกรองอาชีพของกลุ่มคนเหล่านี้ยังไง รู้แค่ว่าข่าวของฉันไม่เคยหลุดออกไปจากที่นี่เลย ทั้ง ๆ ที่ฉันเองก็สร้างวีรกรรมเอาไว้ในร้านเยอะพอตัว
ไม่ขอยกตัวอย่างนะว่าทำอะไรไว้บ้าง ขายขี้หน้าอะ
ส่วนข้อที่สอง … ถึงแม้ว่านักข่าวจะเข้ามาด้านในร้านไม่ได้ แต่ทว่าด้านนอกพื้นที่รอบ ๆ คือพวกเขายังสามารถที่จะแฝงตัวอยู่ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นฉันก็เลยมี ‘พี่สปาย’ พี่ชายแท้ ๆ พ่อแม่เดียวกันเป็คนคอยดูแลเื่นี้ให้อย่างเคร่งครัดเป็พิเศษ ไม่ว่าจะเปลี่ยนรถส่วนตัวให้เวลาจะออกเที่ยว หรือไม่เขาก็มารับด้วยตนเอง บางทีก็มีแผนมาตลบหลังนักข่าวจนหน้าแหกกลับไปบ้างก็มีเหมือนกัน แถมธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวฉันก็เกี่ยวข้องกับความบันเทิงล้วน ๆ อะ เลยสามารถกลบได้สะดวกไง
พูดง่าย ๆ ว่าฉันมีคนคุ้มกะลาหัวดี ก็เลยรอดจากข่าวเสียหายที่นักข่าวพยายามจะใส่สีตีไข่มาได้เสมอ ๆ นั่นเอง
แต่นี่ขนาดมีคนดูแลทุกอย่างแล้วนะ … นักข่าวก็ยังไม่เคยรามือไปจากฉันเลยเถอะ ฮือ
ก๊อก ก๊อก
ฉันเคาะกระจกรถนิดหน่อยเพื่อให้สัญญาณแก่คนที่อยู่ด้านใน ด้วยความที่รถมันติดฟิล์มสีดำสนิททั้งคัน เลยทำให้ฉันมองไม่รู้ว่าพี่ปลายฟ้าจะเห็นฉันหรือยัง เพราะงั้นเลยเคาะบอกเนี่ยแหละ
ก่อนหน้านี้เธอโทรมาหาฉันบอกว่ารถมารอรับอยู่ใต้คอนโดฯ แล้ว … บอกห้วน ๆ สั้น ๆ แค่นั้นละก็วางสายไปเลย
แปลก ๆ ไปจากปกตินิดหน่อยแต่ช่างเหอะ ี้เีสงสัยแล้วอะ ปวดหัว
“วันนี้มีงานที่เดียว …” ใน่จังหวะที่เปิดประตูรถแล้วสอดตัวเข้าไปนั่ง ฉันก็เหลียวไปทางด้านข้างเพื่อดึงสายเบลท์ (Safety Belt) มาคาดตามปกติเพื่อความปลอดภัย แต่แล้วก็เป็ต้องหยุดชะงักรู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลก ๆ ตอนที่ขึ้นรถมาเมื่อกี้คือฉันไม่ทันได้สังเกตอะไรเลยไง … แต่ว่าตอนนี้ฉันว่าฉันแม่งโคตรประมาทเลยที่ไม่รู้จักมองให้ดี “!”
สายเบลท์ถูกปล่อยออกอย่างเผลอลืมจนมันดีดตัวกลับไปอยู่ตำแหน่งเดิม รูปประโยคที่ตั้งใจจะถามพี่ปลายฟ้าก็ขาดหายไปและถูกกลืนหายลงไปในลำคอ ฉันเบิกตากว้างแล้วจ้องมองคนที่นั่งยังฝั่งประจำคนขับ ลำตัวแข็งค้างราวกับโดนสะกด
นะ นี่มัน …
“พี่แบร์ !” เสียงหวานแหวลั่นด้วยความใถึงขีดสุด “พี่มาอยู่นี่ได้ยังไง ?!”
“กินไรมายังอะ ?” เ้าของชื่อที่โดนฉันเหวี่ยงวีนและโวยวายใส่ยังแกล้งทำเป็ตีมึน คำถามของฉันไม่ได้รับคำตอบจากเขาเลยแม้แต่ข้อเดียว กลับกัน … พี่แบร์ยังทำเฉยแถมยังสตาร์ทรถแล้วออกตัวไปตามท้องถนน พร้อมกับพูดเื่อื่นแทน โดยที่เขายังไม่ได้เคลียร์ในส่วนที่ฉันยังค้างคาใจอยู่เลย
ไอ้แฟนเก่าเส็งเคร็ง !
“จอดรถ !” เพราะงั้นถ้าเขายังตีหน้าซื่ออยู่ได้ ฉันก็จะแผลงฤทธิ์คืนกลับไปบ้าง “บอกให้จอดรถเดี๋ยวนี้ ! บายไม่ไปกับพี่หรอกนะ ไอ้ …”
เอี๊ยดดดดด !
“โอ๊ย !” เสียงล้อรถยนต์ที่เบียดเสียดกับพื้นถนนอย่างรุนแรง ทำให้ฉันที่กำลังก่นด่าพี่แบร์อยู่ก็เซถลาไปชนกับคอนโทรลรถด้านหน้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ยังถือว่าโชคดีอยู่ที่ใช้มือค้ำยันเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงหน้าคะมำไปแล้ว
นิสัยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลย … หน้ามึน ปากหนัก เดาใจยาก
ไอ้บ้า !
“อะ … พี่จอดรถให้แล้ว คราวนี้บายจะทำอะไรต่อก็เชิญ” เขาผายมือไปทางประตูทางฝั่งคนที่ฉันนั่งอยู่ … ซึ่งก็เป็เบาะหน้าข้างคนขับนั่นแหละ ปกติเวลาพี่ปลายฟ้าหรือพี่สปายมารับ ฉันก็นั่งตรงนี้เป็ประจำอยู่แล้วอะ เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่คนขับรถเสียหน่อยนี่ จะให้ไปนั่งเบาะหลังได้ยังไง
ั์ตาลุ่มลึกสบมองกันอย่างเต็มตา ๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่ที่กลับมาเจอกัน มุมปากหยักกระตุกขึ้นเล็กน้อยจนฉันใจสั่น
หมดคำจะด่าเขาแล้ว แต่ขอด่าตัวเองก่อนเลยว่ายังหวั่นไหวอะไรนัก
เลิกกันไปั้แ่ปีมะโว้แล้วเมื่อไหร่จะลืมสักที …
“บายจะลง” ฉันว่างั้น พร้อมกับตั้งท่าจะเปิดประตูเพื่อลงไปจากรถจริง ๆ
และแน่นอนว่าคนอย่างพี่แบร์ไม่มีทางห้ามฉันอยู่แล้ว …
“ถ้าลงไปแล้วก็ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ ข้างหลังมีรถของนักข่าวตามมาอยู่ ส่วนงานวันนี้ก็มีถ่ายแบบคอลเลกชันเสื้อผ้า่หน้าร้อนของแบรนด์ Pain velvet น่าจะเสร็จ่เย็น ๆ หลังจากนั้นก็ว่าง”
“…” พี่แบร์พูดจบก็เอี้ยวตัวไปทางเบาะหลัง ต่อมาก็หยิบแฟ้มสีใสแล้วยื่นให้ฉันที่ยังคงนั่งเหวออยู่
“แล้วนี่ก็เป็แฟ้มตารางงานของบายตลอดทั้งเดือน อ้อ … ่นี้ปลายฟ้าต้องไปดูแลพ่อที่ป่วยนอนอยู่โรง’บาลเลยขอลาหยุดแบบไม่มีกำหนด ส่วนไอ้สปายจะบินไปดูงานที่อังกฤษสัปดาห์หน้า ตอนนี้มันกำลังวุ่น ๆ อยู่ เพราะงั้นก็มีแต่พี่ที่ว่างมาดูแลบายได้ … แต่ถ้าบายไม่เอาก็ไม่เป็ไร จัดตารางและดูแลชีวิตตัวเองเอาแล้วกันนะ”
“!”
“โชคดี” เขาวางแฟ้มลงบนตักเมื่อฉันไม่ยอมรับ อีกทั้งยังสะบัดมือไล่เป็เชิงให้ลงจากรถไปตามที่ยืนกรานเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้
จากตอนแรกที่นิ่งค้าง มันกลับกลายเป็ว่าตอนนี้ … ฉันได้แต่นั่งหันรีหันขวางอย่างคนไม่รู้จะทำยังไงดีกับชีวิต ตลอดเวลาที่ผ่านมาั้แ่เริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง ฉันไม่เคยที่จะต้องมานั่งดูหรือจัดสรรตารางงานด้วยตัวเองเลย ไม่เคยหลบเลี่ยงนักข่าวเองเพราะพี่ปลายฟ้ากับพี่สปายจะคอยออกหน้าและจัดการให้ตลอด แล้วที่มากไปกว่านั้นคือถ้าฉันลงจากรถคันนี้ไปแล้วฉันจะไปทำงานยังไงอะ
แท็กซี่ ? วินมอเตอร์ไซด์ ? รถเมล์ ?
ไม่ได้ไหมล่ะ เฮ้อ
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน !” วันนี้ฉันคงรับบทเป็นางวีน เพราะั้แ่ก้าวขึ้นรถมา ไม่สิ … ั้แ่ฉันเห็นหน้าพี่แบร์ก็คือยังไม่หยุดแหกปากเลยต่างหาก “ทำไมบายไม่เห็นรู้เื่อะไรเลยเนี่ย !”
แต่ฉันไม่แคร์หรอกนะ เราสองคนไม่ได้จบกันด้วยความรู้สึกสวย ๆ ขนาดที่จะทักทายและพูดคุยกันอย่างสนิทใจได้นี่นา เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่กำลังรุมเร้าและการปรากฏตัวแบบกะทันหันของเขา มันก็ต้องทำให้ฉันสับสนมาก ๆ เป็ธรรมดาอยู่แล้วอะ
อีกอย่างหนึ่งนะ … ทำไมทุกคนรอบ ๆ กายถึงได้ไม่ยอมบอกถึงการมาของพี่แบร์ให้ฉันรับรู้เลยล่ะ คือถ้าเขาไม่ได้มาใกล้ชิดและทำงานร่วมกันกับฉันแบบนี้มันก็ไม่เป็ไรไง แต่นี่อะไรอะ ! กลายเป็ว่าทั้งพี่ชายแท้ ๆ ทั้งผู้จัดการส่วนตัวกลับยัดเยียดพี่แบร์มาให้ฉันงั้นเหรอ
โคตรบ้าเลยเถอะ !
“…” พี่แบร์ตอบคำถามที่ฉันปาให้ด้วยการไหวไหล่ขึ้นน้อย ๆ
“…” เมื่อเป็อย่างนั้นฉันจึงหลุบสายตามองนาฬิกาข้อมือของตัวเองก็พบว่ามันเดินไปไกลมากแล้ว พอจะจำได้คร่าว ๆ ที่พี่ปลายฟ้าเคยสาธยายงานในวันนี้ให้ฟังว่าเริ่มเซ็ตฉากและแต่งหน้าแต่งตัวตอนบ่ายสอง
เวรจริง นี่มันจะบ่ายโมงครึ่งแล้ว ฉันไม่มีทางเลือกแล้วสินะ “ออกรถ”
“อะไรนะ ?” จู่ ๆ ฉันก็เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ตะคอกจนอีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างฉงนใจ อีกทั้งยังครางเสียงถามในลำคอเพื่อให้ฉันยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
“บายจะสายแล้วพี่แบร์” ฉันว่า “ตอนนี้บายเปลี่ยนใจไม่ลงจากรถแล้ว ส่วนพี่ก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้วเหมือนกัน เข้าใจยัง”
พอทำอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องจำยอม … ฉันไม่ชอบเอเนอร์จี้ขี้แพ้แบบนี้เลยอะ เก็ทฟีลปะ
แล้วไอ้ที่เขาบอกว่าเกลียดอะไรมักได้อย่างนั้นนี่โคตรจริงเลย ฉันเป็คนไม่ชอบเวลาเห็นตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบและศิโรราบให้ใครสักคนจนเขาก้าวเข้ามาอยู่เหนือความรู้สึกกับการควบคุมจิตใจของตัวฉันเอง
แต่ฉันแม่งก็เป็แบบนั้นมาตลอดเลยอะ สาเหตุก็มาจากคนที่กำลังทำตัวไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวอยู่ข้าง ๆ เนี่ยแหละ
“…” ไม่มีคำตอบอื่นใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก นอกเสียจากตัวรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปบนท้องถนนใหญ่อีกครั้งอย่างนิ่มนวล ปกติพี่แบร์ไม่ใช่คนชอบถกเถียงและไม่ช่างสงสัย เขามักจะถือคติว่า ‘ถ้าใครอยากบอกอะไรเขา เดี๋ยวก็บอกเอง’ เพราะฉะนั้นการกระทำที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจากของฉันจึงไม่ตกเป็บทสนทนาอีก
ภายในรถจึงถูกความเงียบเข้ามาปกคลุม
ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตอนนี้พี่แบร์จะกำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่ แต่ทว่าตัวฉันกลับกำลังก่นด่าพี่ชายของตัวเองอยู่ในใจเป็ร้อยเป็พันประโยค แถมยังตั้งมั่นเอาไว้ว่าหลังจากทำงานเสร็จแล้วจะต้องโทรไปเค้นหาคำตอบจากเขาให้จงได้
… ส่วนพี่ปลายฟ้าเดี๋ยวค่อยจัดการเป็รายต่อไป
เรามาถึงสถานที่ถ่ายทำซึ่งก็เป็สตูดิโอของบริษัทแบรนด์เสื้อผ้าในเวลาต่อมา ฉันนั่งหน้าบูดมาตลอดทางและไม่ปริปากพูดคุยอะไรกับพี่แบร์เลยแม้แต่คำเดียว
แน่นอนว่าเขาก็ปฏิบัติแบบเดียวกัน
“…” เราสองคนลงมาจากรถ เสร็จแล้วก็เดินเข้าไปในสตูดิโอโซนที่ถูกเซ็ตเอาไว้สำหรับถ่ายแบบโดยเฉพาะ ซึ่งก็มีหนึ่งในทีมงานมารอรับฉันเพื่อพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้วด้วย
“คุณสบายกับผู้ช่วยเชิญทางนี้เลยค่ะ” ฉันพยักหน้ารับพลันฉีกยิ้มอย่างเป็กันเองให้เธอ จากนั้นจึงเดินตามสตาฟไปโดยที่ไม่สนใจใยดีพี่แบร์เลย
เหอะ … โดนส่งมาให้ดูแลฉันก็ต้องทำงานเป็อยู่แล้วไหมล่ะ ฉันไม่จำเป็ต้องไปเอาใจใส่เขาหรอกมั้ง
ฉันถูกทีมงานจับไปแต่งตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคอลเลกชันใหม่ล่าสุดซึ่งตัวเองเป็พรีเซ็นเตอร์ให้ชุดแล้วชุดเล่า ปกติฉันกระปรี้กระเปร่าในการทำงานและมีสมาธิมาก แต่เพราะว่าวันนี้มันมีเื่มารบกวนจิตใจแบบกะทันหัน … เสื้อผ้าในลุคหน้าร้อนที่เหมาะสมกับภาพลักษณ์อันสดใส มันก็ดันกลายเป็ว่าฉันเผลอทำหน้าตึงบ้างในบางจังหวะที่ลืมตัวไปหลายฉาก พี่ช่างกล้องก็เลยจำต้องบอกให้พักการถ่ายทำกันก่อนประมาณสิบนาที
“น้ำค่ะคุณสบาย พักก่อนนะคะจะได้อารมณ์ดี” สตาฟคนเดิมที่ดูทรงแล้วน่าจะเป็เด็กฝึกงานยื่นขวดน้ำเปล่าให้ ฉันรับมาถือไว้ก่อนจะกล่าวขอบคุณเ้าตัว พอคล้อยหลังจากเธอไปแล้ว … ฉันถึงได้เอนศีรษะลงบนเก้าอี้แล้วปิดเปลือกตาลงช้า ๆ
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครตำหนิกับความผิดพลาดของฉันเมื่อก่อนหน้านี้เลยสักคน แต่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้สึกผิดที่ทำให้พวกเขาเสียเวลาไปด้วยนี่นา
พอพักสายตาอยู่แป๊บหนึ่งแล้ว ฉันก็คว้าหยิบกระเป๋าสะพายข้างที่วางอยู่มาถือไว้ ก่อนจะล้วงมือเอาโทรศัพท์ออกมา จากนั้นก็ต่อสายหาทั้งพี่สปายและพี่ปลายฟ้า
ติ๊ด !
“…” ถอนหายใจด้วยความเซ็งในอารมณ์อีกระลอก เมื่อปลายสายที่ตั้งใจจะโทรหากลับไม่มีใครรับเลยแม้แต่คนเดียว
… คิดว่าจะหนีฉันพ้นกันหรือไง
“หงุดหงิดอะไร ?” เสียงทุ้มที่ดังอยู่ไม่ไกลทำให้ฉันหลุดสะดุ้ง พอเงยหน้าขึ้นมองตรงกระจกเงาก็พบว่าเป็พี่แบร์นั่นเองที่ก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัวั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คงเป็เพราะประตูมันไม่ได้ปิดสนิทั้แ่แรกแล้ว เขาถึงได้เข้ามาง่าย ๆ อย่างนี้ “ปกติไม่เป็ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าปกติบายไม่เป็” ฉันเบ้หน้าทันห้วงหลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ย
-TALK WITH WRITER-
วีรกรรมเยอะเหลือเกินลูกสาวเลา 555555555
อัปเพิ่มค้าบบ คอมเมนต์เป็กำลังใจให้เราด้วยนะตะ
แล้วก็สามารถสกรีมแท็กทวิต #สบายเลยดิแบร์ ไปคุยกันกับเลาได้เลยนะฮับ คนทางนี้แสนเหงา T^T
1 คอมเมนต์ดี ๆ ล้านกำลังใจเลยค้าบบบ