ทะลุมิติสู่ยุคโบราณกับร้านชำวิเศษ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 49 ถึงเมืองหลวง

            ถังหลีเอาเครื่องดื่มออกมาจากมิติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบรั่นดียี่ห้อไทย เหล้ารัมหรือเหล้าสีที่เอามาผสมกับโซดา เบียร์ ไวน์ซ่าหรือไวน์ผลไม้ที่มีขายตามร้านขายของชำทั่วไป โซดา หัวเชื้อน้ำผลไม้ และเหล้าขาวสำหรับเอามาผสมเป็นเหล้าปั่น นางไม่จำเป็นต้องบอกให้สามี พี่ชาย หรือแม้แต่รัชทายาทให้ช่วยเก็บเรื่องที่นางมีของวิเศษอยู่กับตัวไว้เป็นความลับ เพราะนางเชื่อใจว่าทุกคนไม่พูดเรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน

            “หลีเอ๋อ น้ำหลากสีที่อยู่ในขวดเหล่านี้คือสุราทั้งหมดเลยหรือ? ข้าไม่เคยเห็นสุราแบบนี้มาก่อน” หวั่นฝูอี้ถามอย่างสงสัย

            “ก่อนที่เจ้าจะผสมเครื่องดื่มอย่างอื่นมาให้พวกเขาลอง เราขอเบียร์เย็นๆ สักแก้วก่อนสิ” ฉู่เฟยหลงคีบไก่ชุบแป้งทอดขึ้นมากิน “ไก่ทอดกินกับเบียร์จะอร่อยที่สุด ข้าไม่ได้ดื่มเบียร์มานานเท่าไหร่แล้วนะ”

            ถังหลียิ้มแล้วเทเบียร์ใส่แก้วที่นางให้หวั่นฝูอี้แช่แก้วไว้เรียบร้อยแล้วส่งให้บุรุษทั้งหลายทีละคน “พวกท่านดื่มเบียร์กับไก่ทอดไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอทำเหล้าปั่นก่อน”

            หวั่นฝูอี้มองรัชทายาทดื่มเบียร์ไปอึกใหญ่ เขาเริ่มทำตาม

            “เครื่องดื่มเย็นแก้วนี้รสชาตินุ่มละมุน ไม่แสบคอเลยสักนิด” หวั่นฝูอี้คีบไก่ทอดตามเข้าไป จากนั้นเขาก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มอีกรอบ “ของสองอย่างนี้เข้ากันได้ดีจริงๆ หลีเอ๋อ พี่ชายขอเบียร์เพิ่มอีกสักแก้วได้หรือไม่”

            ไม่ใช่แค่หวั่นฝูอี้ที่ต้องการเติมเบียร์ บุรุษทั้งหลายต่างก็จับแก้วของตัวเองไว้เพื่อรอให้ถังหลีเอาเบียร์มาเติมให้เช่นกัน

            “ยังไม่ได้เจ้าค่ะ พวกท่านยังต้องชิมเครื่องดื่มอีกหลายอย่าง ประเดี๋ยวจะเมาเสียก่อน” ถังหลีเอาแก้วเปล่าที่ใส่น้ำแข็งก้อนกลมใหญ่หนึ่งก้อนวางตรงหน้าบุรุษทุกคนก่อนจะรินบรั่นดีไทยใส่แก้วลงไป “เครื่องดื่มชนิดนี้เรียกว่าบรั่นดี จะดื่มเปล่าๆ หรือดื่มแบบเย็นก็ได้ แต่ส่วนตัวข้าคิดว่าดื่มแบบเย็นจะรสชาติดีกว่า”

            ฉู่เฟยหลงดื่มบรั่นดีลงไปในคราวเดียว “บรั่นดีรสนุ่ม หลีเอ๋อ...เจ้ารีบเอาเครื่องดื่มชนิดอื่นออกมาให้พวกเราลองให้หมด วันนี้ข้าจะดื่มให้เมาหนำใจ เส้าจิ่น...วันนี้เจ้าพาข้ากลับที่พักดีๆ”

            “ขอรับ” เส้าจิ่นได้แต่ยืนมองเจ้านายดื่มสุราอย่างน่าสงสาร ‘ข้าก็ชอบดื่มสุราเหมือนกันนะ ทำไมรัชทายาทถึงทำกับข้าเช่นนี้’

            ถังหลีผสมเหล้าทั้งแบบที่ใส่โซดาและไม่ใส่โซดา รวมถึงให้ทุกคนลองดื่มเหล้าปั่นรสชาติต่างๆ บุรุษทุกคนลงความเห็นว่าเหล้าปั่นเหมาะกับสตรีมากกว่า

            คืนนั้นทั้งคืน ถังหลีผสมเหล้าให้บุรุษทั้งหลายดื่มจนแขนแทบจะไม่มีแรง ต้องบอกว่าบุรุษเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปิศาจสุรา และสุดท้าย นางก็ไม่ได้คุยแผนธุรกิจกับหวั่นฝูอี้แม้แต่คำเดียว เพราะฝ่ายนั้นดื่มสุราไปหลายชนิด และเขายังฟุบหลับไปกับโต๊ะก่อนใครอีกด้วย

     

            “หลีเอ๋อ ข้าปวดหัวเหลือเกิน” กู้เยี่ยนเฉิงตื่นมาก็ไม่อยากลงจากเตียง “เมื่อคืนข้ากลับมาโรงเตี๊ยมได้อย่างไร”

            “ดื่มนี่ก่อน เจ้าจะได้ไม่ปวดหัว” ถังหลียื่นขวดเครื่องดื่มแก้เมาให้สามี “เมื่อคืนข้าต้องจ้างคนให้พาพวกเจ้ามาส่ง ทีหลังถ้าเจ้ายังไม่รู้จักควบคุมตัวเองเวลาดื่ม ข้าจะปล่อยให้เจ้านอนข้างนอกเสียให้เข็ด”

            “เจ้าจะใจร้ายกับข้าได้ลงคอหรือ” กู้เยี่ยนเฉิงกอดภรรยาไว้ แต่ถังหลีกลับผลักเขาออก “เจ้ารังเกียจข้าหรือ”

            “รังเกียจสิ รังเกียจมาก ตัวเจ้าเหม็นออกปานนี้” ถังหลีใช้แรงผลักสามีอีกรอบ “เจ้าไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวเราลงไปทานข้าวกัน”

            กู้เยี่ยนเฉิงใช้เวลาไม่นานก็จัดการตัวเองเสร็จ จากนั้นสองสามีภรรยาก็เดินลงมาที่โถงทานอาหารที่ชั้นล่าง

            “พี่ใหญ่ พี่เจี่ยงรุ่ย เช้านี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ถังหลีเดินยิ้มเข้ามา นางยื่นเครื่องดื่มแก้เมาให้พี่ชายทั้งสอง “ดื่มเครื่องดื่มแก้เมาก่อนเจ้าค่ะ จะได้ไม่ปวดหัว”

            “สุราของเจ้าดื่มแล้วเพลินมาก แต่ตื่นมาปวดหัวน่าดู” จ้าวเจี่ยงรุ่ยนวดขมับตัวเอง

            “ก็พวกท่านดื่มสุราหลายชนิดพร้อมกันก็ต้องเป็นแบบนี้เจ้าค่ะ คราวหลังพวกท่านเลือกดื่มเฉพาะเครื่องดื่มที่ตัวเองชอบก็พอ” ถังหลีหันไปถามเฟิ่งเฮ่า “พี่ใหญ่ แล้วอย่างนี้ท่านจะนั่งรถม้าไหวหรือเจ้าคะ”

            “นั่งไม่ไหวก็นอนไปเลยสิ” เฟิ่งเฮ่าที่ดื่มเครื่องดื่มแก้เมาลงไป อาการของเขาจึงดีขึ้นมาเล็กน้อย “เดินทางกลับพร้อมขบวนของรัชทายาท เราไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย”

            “คิดจะอาศัยเรากลับเมืองหลวง แล้วไม่มีของขวัญอะไรมอบให้เราเลยหรือ” ฉู่เฟยหลงเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมพร้อมกับเส้าจิ่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเหมือนคุณชายตระกูลใหญ่ทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดี

            เฟิ่งเฮ่ากลอกตา “จะหาของขวัญไปให้ภรรยายังมารบกวนน้องสาวข้า”

            “ก็ใครใช้ให้น้องสาวเจ้ามีของดีกันเล่า” ฉู่เฟยหลงหันมายิ้มให้ถังหลี “เราเห็นอาเฮ่าถือขวดเครื่องดื่มแก้เมา เจ้าพอจะมีมาให้เราสักขวดหรือไม่”

            ถังหลีเดินเข้าไปใกล้ฉู่เฟยหลงเพื่อแสร้งทำเป็นจะเอาเครื่องดื่มแก้เมาให้เขา นางกระซิบถาม “พี่ชาย ตอนท่านทะลุมิติมา ท่านไม่ได้ของดีอะไรติดตัวมาบ้างเลยหรือเจ้าคะ”

            “คงเพราะเราทะลุมิติมาอยู่ในร่างองค์รัชทายาทของแคว้นกระมัง เราถึงมีแค่สมุดบันทึกติดตัวมา แล้วเราก็ใช้มันไปเกือบหมดแล้วด้วย” ฉู่เฟยหลงกระซิบตอบ

            ถังหลีตาโต “เป็นโชคดีของข้าใช่หรือไม่เจ้าคะที่ข้าไม่ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างสตรีสูงศักดิ์ หากเทียบยศหรือตำแหน่ง ข้าเลือกสิ่งของที่อยู่ในมิติดีกว่า”

            ฉู่เฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย “เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หากเลือกได้ เราเลือกมีมิติวิเศษแล้วออกมาเปิดกิจการเหมือนเจ้าดีกว่า จะเปิดกิจการเพื่อหาเงินก็ได้ หรือจะใช้ชีวิตอย่างอิสระก็ได้”

            “พวกเจ้ากระซิบกระซาบอะไรกัน” เฟิ่งเฮ่าเดินเข้ามาเพื่อร่วมฟังคำสนทนา “เรื่องกิจการร้านยี่สิบเหวินของหลีเอ๋อ เจ้าคิดว่าไม่มีปัญหาตามมาแน่นะ”

            เมื่อคืนถึงแม้ฉู่เฟยหลงจะดื่มเหล้าไปมากขนาดไหน แต่เขาก็ยังครองสติและปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่เขาจะร่วมกับถังหลีเปิดร้านค้า แม้ฉู่เฟยหลงจะมีตำแหน่งเป็นถึงรัชทายาทมีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่เขามีกองกำลังลับที่ต้องเลี้ยงดู เขาจึงจำเป็นต้องหารายได้จากภายนอกเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้

            และบ้านเดิมของพระชายาของเขาก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะครอบครัวของนางเป็นตระกูลพ่อค้าและยังมีเรือสินค้าที่ออกไปติดต่อกับแคว้นภายนอกหรือแม้แต่ดินแดนตะวันตก จึงเหมาะมากที่ฉู่เฟยหลงจะช่วยให้ถังหลีเอาของในมิติออกมาขายได้โดยไม่ให้คนสงสัย เพราะหากมีคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า พวกเขาก็ให้เหตุผลว่าเป็นสินค้าที่มาจากดินแดนอื่นก็แค่นั้น

            “ตระกูลหวังของชายาเราย่อมเชื่อถือได้ ความจริงแล้วการเดินเรือสินค้าเป็นเพียงกิจการที่ตั้งขึ้นมาบังหน้า แต่ความจริงแล้วเวลาหลายเดือนที่พวกเขาล่องเรืออยู่กลางทะเล พวกเขาจะใช้ช่วงเวลานี้ฝึกฝนนักรบขึ้นมาให้เราไว้ใช้งาน” ฉู่เฟยหลงบอกอย่างไม่ปิดบัง

            “ราชสำนักจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือ?”

            “เราแค่ป้องกันไว้ก่อน เจ้าก็รู้ว่าเรามีพี่น้องและหลานชายอีกหลายคน ตำแหน่งรัชทายาทใครๆ ก็หมายปองไม่ใช่หรือ”

            “แล้วฝ่าบาท...” เฟิ่งเฮ่าไม่กล้าถามต่อ

            “เสด็จพ่อสนับสนุนเราทุกอย่าง” ฉู่เฟยหลงเตือนเฟิ่งเฮ่าและถังหลีด้วยท่าทางจริงจัง “ในเมื่อพวกเจ้าเลือกที่จะช่วยหวั่นฝูอี้ต่อสู้กับตระกูลฉางแล้ว กลับไปเมืองหลวงคราวนี้พวกเจ้าต้องระวังคนตระกูลฉางไว้ให้ดี เราได้ยินมาว่าพวกเขากำลังจะส่งคุณหนูรองฉางเข้าไปเป็นพระชายาขององค์ชายรอง”

            “องค์ชายรองคิดที่จะก่อ...” เฟิ่งเฮ่าเก็บคำว่ากบฏไว้ในใจ

            “ครอบครัวของเสียนกุ้ยเฟย (มารดาขององค์ชายรอง) คุมกองทัพอยู่ชายแดนใต้ ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงมาก มองเผินๆ ก็เหมือนกับพวกเขาไม่มีพิษสงอะไร แต่คนของเราสืบรู้มาว่าระยะนี้พวกเขาดูเหมือนกำลังระดมเงินทุนเพื่อไปทำอะไรบางอย่าง” ฉู่เฟยหลงยิ้มให้เฟิ่งเฮ่า “เราก็คิดแบบเดียวกับที่เจ้าคิด ฉะนั้นเราก็คงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”

            “ข้าช่วยอะไรท่านได้หรือไม่เจ้าคะ”

            “นอกจากเจ้าจะต้องขายสินค้าในร้านทุกอย่างยี่สิบเหวินให้ได้กำไรมากๆ แล้ว เวลาที่เราต้องออกรบ เราอยากให้เจ้าช่วยเตรียมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือไม่ก็อาหารสำเร็จรูปอย่างอื่นไว้ให้เราด้วย”

            “สบายมากเจ้าค่ะ บะหมี่ โจ๊ก ช็อกโกแลต แครกเกอร์ นมอัดเม็ด ผลไม้อบแห้ง ข้าเตรียมให้ท่านได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ” 

            “ขอบใจเจ้ามาก” ฉู่เฟยหลงถอนหายใจ “เราแค่เตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ในใจก็หวังว่าจะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น อีกอย่าง...เท่าที่เรารู้จักนิสัยของพี่รอง เขาไม่ใช่คนทะเยอทยาน ต่างจากเสียนกุ้ยเฟยและครอบครัวของท่านตาของเขามากทีเดียว”

            “หากองค์ชายรองไม่เห็นด้วย ต่อให้เสียนกุ้ยเฟยกับแม่ทัพเสียนอยากยกให้เขาขึ้นไปครองบัลลังก์มากแค่ไหน มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้” เฟิ่งเฮ่าบอก

     

            ขบวนของถังหลีเดินทางมาถึงเมืองหลวงก็ใกล้เวลาที่ประตูเมืองจะปิดแล้ว พวกเขาต้องหยุดขบวนเพื่อรอให้ขบวนของรัชทายาทเข้าเมืองไปเสียก่อน เพราะพวกเขาไม่อยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจมากเกินไปและไม่อยากให้คนจับตามอง

            “พี่ใหญ่ หลีเอ๋อ น้องเขย พวกเจ้ามาถึงแล้ว” เฟิ่งฮวนควบม้าเข้าไปหาขบวนของพี่ชายและน้องสาว “ท่านพ่อกับท่านแม่มารอรับพวกเจ้าอยู่นานแล้ว”

            เฟิ่งเฮ่ามองไปที่ประตูเมืองก็เห็นรถม้าของบิดามารดาจอดอยู่ โดยที่ม่านรถม้าถูกเปิดทิ้งไว้ “ไปเถอะหลีเอ๋อ ท่านพ่อท่านแม่มารอรับพวกเราแล้ว”

            นายท่านเฟิ่งกับเฟิ่งฮูหยินเห็นรถม้าของลูกชายเคลื่อนเข้ามาใกล้ พวกเขาก็รีบลงจากรถม้าเพื่อไปรอต้อนรับ

            “คารวะท่านพ่อท่านแม่ขอรับ” เฟิ่งเฮ่าหันไปแนะนำ “นี่คือหลีเอ๋อ ส่วนนี่คือน้องเขยขอรับ”

            “หลีเอ๋อ เจ้ามาให้แม่ดูเจ้าใกล้ๆ ที” เฟิ่งฮูหยินจับมือถังหลีแล้วยิ้ม “ลูกสาวของแม่ช่างหน้าตาสะสวย”

            “ขอบคุณเจ้าค่ะ” ถังหลียิ้มตอบ “ข้ามีของขวัญจะมอบให้แม่บุญธรรม แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกที่จะเอาออกมา เอาไว้วันหลังข้าจะนำไปมอบให้ท่านนะเจ้าคะ”

            “ยังจะลำบากเตรียมของอะไรมาอีก แม่ไม่ขาดเหลืออะไร แล้วคนไหนคือลูกเขยของแม่เล่า”

            “คารวะท่านแม่บุญธรรมขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงเดินเข้าไปหาเฟิ่งฮูหยิน “ข้ากู้เยี่ยนเฉิง สามีของอาหลีขอรับ”

            “ลูกเขยข้าช่างหล่อเหลา แม่ได้ยินว่าเจ้าสอบได้เป็นอันดับหนึ่งในการสอบจวี่เหริน และก่อนหน้านี้ก็สอบได้เป็นอันหนึ่งในการสอบซิ่วไฉด้วยใช่หรือไม่”

            “ขอรับ” 

            “การสอบจิ้นซื่อคราวนี้เจ้าต้องได้อันดับหนึ่งอีกแน่นอน” เฟิ่งฮูหยินหันไปพูดกับสามี “ท่านพี่ บ้านเรากำลังจะมีจอหงวนแล้วเจ้าค่ะ ลูกเขยของเราช่างเก่งกาจจริงๆ”

            เฟิ่งฮวนแอบกลอกตา “ท่านแม่จะดีใจไปทำไมกันขอรับ ไม่ใช่ว่าครอบครัวเราไม่เคยมีคนสอบได้สามอันดับแรกเสียเมื่อไหร่”

            “เจ้ากำลังจะบอกแม่ว่าเจ้าก็สอบได้เป็นทั่นฮวาแล้วใช่หรือไม่ นั่นมันจะเทียบกับจอหงวนได้อย่างไรกัน”

            “ท่านแม่ เป็นเพราะข้าหน้าตาหล่อเหลา ข้าถึงถูกเลือกให้เป็นทั่นฮวา ท่านไม่รู้หรือขอรับ” 

            “หน้าตาเจ้าเทียบไม่ได้กับน้องเขยเลยด้วยซ้ำ”

            เฟิ่งฮวนทำหน้าตกใจก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชาย “พี่ใหญ่ ตกลงแล้วเราสองคนเป็นลูกที่แท้จริงของท่านแม่หรือไม่ ก่อนหน้านี้ท่านแม่ก็เอาอกเอาใจเจ้าสาม (ถังซาน) กับน้องสะใภ้มากกว่าข้า พอมาตอนนี้ยังเห็นหลีเอ๋อกับน้องเขยดีกว่าข้าไปอีก ข้าชักจะน้อยใจแล้ว”

            “ข้ายังเป็นบุตรชายคนโตของท่านพ่อท่านแม่ แต่เจ้า...” เฟิ่งเฮ่ามองน้องชาย “ข้าไม่รู้”

            “พูดเล่นเป็นเด็กไปได้” นายท่านเฟิ่งบอกกับถังหลี “นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว เจ้ากับลูกเขยคงต้องกลับไปพักที่จวนเฟิ่งก่อน เอาไว้วันหลังค่อยย้ายไปอยู่ที่จวนของตัวเอง”

            “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”

            “ไปเถอะหลีเอ๋อ แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้ให้เจ้าหลายอย่างเลย” เฟิ่งฮูหยินยังไม่ยอมปล่อยมือจากลูกสาวบุญธรรม

            ผู้คนที่ยืนฟังคำสนทนาของคนตระกูลเฟิ่งอยู่ต่างก็หัวเราะไปกับพวกเขาด้วย เพราะไม่บ่อยนักที่ตระกูลเฟิ่งจะออกมาปรากฏตัวให้คนภายนอกเห็นพร้อมกันทั้งตระกูล และพวกเขาก็เชื่อตามคำบอกเล่าแล้วว่าคนตระกูลเฟิ่งไม่ใช่คนเย่อหยิ่งและถือตัว เพราะฟังจากบทสนทนาที่เป็นกันเองของพวกเขาในวันนี้ก็รู้แล้ว

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติสู่ยุคโบราณกับร้านชำวิเศษ (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน