เธอ...คือทะเล (จบ)

    บทที่ 3

    พ่อเล่าให้ฟังว่า ทะเลแห่งคอร์เตซแห่งนี้ เกิดขึ้นมาได้ด้วยอุบัติเหตุทางธรรมชาติสมัยบรรพกาลเนิ่นนานมาแล้วเมื่อครั้งที่ผืนแผ่นดินที่มีชื่อว่า บาจา แคลิฟอร์เนีย ยังเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่เม็กซิโก และแล้วในช่วงหนึ่งก่อนประวัติศาสตร์ พื้นที่ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นพื้นผิวโลกได้แยกตัวออกจากกัน ซึ่งน่าจะมาจากแผ่นดินไหวที่เกิดอยู่ตลอดเวลา“เอ็งเคยเห็นเวลาที่เอาเสื้อเชิ้ตเก่าๆ มาฉีกออกทำผ้าขี้ริ้วไหมล่ะ? ” โจบิมถามลูกสาว “นั่นแหละ สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเม็กซิโก พื้นดินมันแยกออกตามรอยปริของตะเข็บที่เรียกว่า ซาน อังคสฟอลต์ และเมื่อตะเข็บแยกมันก็เกิดเป็นพื้นที่ว่างๆ ขึ้น น้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิกก็ไหลบ่าเข้าไป ทะเลแห่งใหม่ก็เกิดขึ้น”ครั้งกระนั้น ทะเลแห่งนี้ยังไม่มีชื่อ โจบินได้หาหนังสือที่แสดงหลักฐานมาอ่านให้พาโลม่าฟังว่า จนกระทั่งถึง ปี ค.ศ. 1536 ทะเลแห่งนี้จึงได้ถูกตั้งชื่อตามนักสำรวจชาวสเปนคนหนึ่งชื่อ เฮอนานโด คอร์เตซ ซึ่งเป็นผู้พบแผ่นดินทางตอนล่างที่เรียกว่า โลเวอร์ แคลิฟอร์เนีย และเป็นทะเลนี้นี่เองที่แยกผืนแผ่นดินใหญ่เม็กซิโกออกไป“ไม่หรอกหรือ? ” เขาถามลูกสาว “ทำไมเอ็งไม่หัวเราะเล่า? ”“หัวเราะอะไร” พาโลม่าก็อยากจะหัวเราะไปกับพ่อเหมือนกัน แต่เธอยังเข้าใจได้ไม่ตลอด “มันน่าขันตรงไหนล่ะพ่อ? ”“อ้าว...ก็ที่ประวัติศาสตร์เขาบอกว่าชาวสเปนเป็นผู้ค้นพบแผ่นดินแห่งนี้ไงล่ะ.... บรรพบุรุษของเอ็งน่ะอยู่ที่นี่มีชีวิตอยู่ด้วยการทำไร่ทำนาแล้วก็จับปลาแล้ว ตอนที่พวกสเปนยังต้องอยู่ถ้ำ กินแมลงปีกแข็งกันอยู่เลย ที่คอร์เตซมันทำก็คือฆ่าผู้คนแล้วก็ไปตามทางของมันเท่านั้น” พ่อของพาโลม่าสั่นศีรษะ “แล้วก็ไอ้วีรกรรมอันนั่นแหละที่เขาเอาชื่อมันมาตั้งเป็นชื่อทะเล”หนังสือเล่มหนึ่งถึงกับให้เกียรติว่า คอร์เตซ เป็นผู้ค้นพบแคลิฟอร์เนียด้วยซ้ำ ตามเรื่องราวในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า เขาได้ออกเรือเดินทางขึ้นเหนือ ทางฝั่งทะเลด้านทิศตะวันตกของทวีปอเมริกา พวกสเปนต้องผจญกับความร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งตอนหนึ่ง คอร์เตซได้ระบุไว้ว่า “ร้อนดั่งเตาไฟ”“แต่ในทุกวันนี้” โจบิม พูดต่อ “คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกมันว่าทะเลอีกต่อไป เขาเรียกมันว่าอ่าว คือ กัลฟ์ ออฟแคลิฟอร์เนีย แต่อันที่จริงจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ก็ยังเป็นทะเลอยู่นั่นเอง มันมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ สำหรับชีวิตของที่นี่ คือ ทะเล แผ่นดิน และผู้คน ซึ่งไม่ต้องการสื่อที่จะมาแบ่งแยกทั้ง 3 สิ่งนี้ออกจากกันเลย” โจบิมยิ้มให้สาวน้อย “ถ้าเมื่อไหร่มันมีชื่อแตกต่างกันออกไป ชีวิตก็คงไม่ง่ายนักหรอก”ดังนั้น พาโลม่าจึงสรุปได้อย่างง่ายๆ ว่า ทะเลคือผู้ให้และเพื่อนที่ดี ขณะเดียวกัน มันก็สามารถสร้างความทุกข์ทรมาน และเป็นศัตรูอันร้ายกาจได้ เพราะแม้ว่ามันจะได้ให้ทุกสิ่งอันเป็นที่รักแก่เธอเกือบจะทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถพรากเอาสิ่งหนึ่งซึ่งเธอเคยชื่นชมรมย์รื่นที่สุดในชีวิตไปด้วยเนื่องจากว่ามันเป็นจุดต่อเนื่องของภูเขาและท้องทะเลอย่างแปลกมหัศจรรย์ เป็นส่วนที่มีทั้งความแห้งแล้งจัดและชิ้นจัดด้วย ลมแรงจากมหาสมุทรแปซิฟิกกับลมบกจากยอดทิวเขาสูงจะพัดปะทะกันอยู่เสมอ ทำให้พื้นที่ในบริเวณฝั่งทะเลแห่งคอร์เตซ กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีความกดอากาศต่ำอย่างรุนแรง และโดยไม่มีสัญญาณใดๆ เตือนให้รู้ล่วงหน้า แม้ในวันที่มีอากาศสดชื่นแจ่มใสที่สุด ก็อาจจะกลายเป็นวันที่มีพายุใหญ่ไปได้ในพริบตา กลุ่มเมฆสีดำจะก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นตรงขอบฟ้า และก่อนหน้านั้น ท้องทะเลจะเริ่มปั่นป่วนในตอนแรกๆ จะมีเสียงลมที่หวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบกระซาบ แต่อีกเพียงไม่นานจะรุนแรงขึ้นและบังเกิดเสียงกัมปนาทกึกก้องพวกชาวพื้นเมืองเรียกลุ่มนี้ว่า ซูบาสคอส มันไม่เหมือนเฮอร์ริเคนหรือไต้ฝุ่น เพราะไม่ได้พัดมาจากแห่งหนใดทั้งสิ้น มันก่อตัวขึ้นตรงนั้น อยู่ตรงนั้น และสงบลงตรงนั้น ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะมีวิทยุ ก็จะไม่มีทางรู้การพยากรณ์อากาศว่าซูบาสคอส ได้ก่อตัวขึ้นแล้วถ้าคุณโชคดีอยู่บนฝั่ง ก็อาจจะกลิ้งตัวลงไปในคันคู่หรือวิ่งเข้าไปหลบในเชิงผาได้แต่ถ้าโชคไม่ดี ลงไปอยู่กลางทะเล ก็มีโอกาสจะสังเกตสัญญาณ 2-3 อย่างได้ หรืออาจจะเพียงอย่างเดียวก็ยังดี เช่นการเปลี่ยนทิศทางของลม หรือการก่อตัวของกลุ่มเมฆสีดำ ซึ่งอาจจะทำให้คุณมีเวลาพอที่จะวิ่งเรือเข้าไปหาที่กำบังลมหรืออย่างน้อยก็วิ่งเรือเข้าไปในท้องทะเลกว้าง ซึ่ง ณ ที่นี้ คุณจะต้องสู้กับแรงคลื่นที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างไม่กลัวอันตรายเพื่อให้คลื่นซัดเรือเข้ามาเกยฝั่งแต่ถ้าโชคร้าย ลงไปอยู่ใต้น้ำตอนที่สัญญาณแรกของมันได้ก่อตัวขึ้น และมองไม่เห็น จนกระทั่งพายุใหญ่ก่อตัวขึ้นและโถมทับอยู่บนตัวคุณแล้ว ก็ต้องรีบตะเกียกตะกายขึ้นเรือสตาร์ทเครื่องยนต์ ดึงสมอเรือขึ้น สิ่งที่เหลือให้ต้องทำในเวลานั้นก็คือคำอธิษฐาน ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล แต่บางครั้งกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิงเมื่อสองฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังจากที่ซูบาสคอส แห่งวันพระจันทร์... คืนนั้น พระจันทร์เต็มดวงทอแสงกระจ่างน้ำทะเลเต็มเปี่ยมฝั่ง ซึ่งหมายถึงพายุที่ได้ทำให้กระแสสายน้ำไหลแรงและขึ้นสูงเต็มที่ สร้างความหายนะให้อย่างมากมายนั้น ร่างพ่อของพาโลม่าก็ถูกพบ นอนลอยคว่ำหน้าอยู่บนชายฝั่งใกล้เกาะนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่พาโลม่า ได้บ่ายเบี่ยงที่จะยอมรับในความเชื่อของวีเอโฮและคนอื่นๆ ที่ว่าในบางครั้งความเร้นลับทั้งหลายก็อยู่ภายใต้แผนการของพระผู้เป็นเจ้าด้วยถ้าจะมีใคร สิ่งใดหรือพลังใดก็ตามที่เป็นสาเหตุแห่งความตายของพ่อ สิ่งเหล่านั้นคือจุดศูนย์รวมแห่งความเกลียด จนถึงวันที่ชีวิตจะหาไม่ของสาวน้อย เธอเชื่อว่า ความตายของพ่อคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจะป้องกันหรือขัดขวางได้ และได้กำหนดไว้ในใจว่าจะไม่คิดเลยไปถึงมัน ถึงสิ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังความบังเอิญ หรือโชคชะตานั้นเมื่อเวลาอาหารค่ำมาถึง โจยืนยันที่จะเล่าเรื่องการผจญภัยในวันนี้อย่างละเอียดให้พาโลม่ากับแม่ฟัง มันเป็นวีรกรรมที่เด็กหนุ่มได้สร้างขึ้นในทะเลเขาคุยโอ่ถึงปลาจำนวนมากมายที่จับมาได้ เล่าถึงว่าปลากรุฟเพอร์ต่อสู้รุนแรงขนาดไหน เล่าถึงปลาฉลามที่ว่ายวนอยู่รอบเรือ พยายามจะขโมยปลาที่เขาจับมาพาโลม่านั่งนิ่งเงียบ เพราะรู้ดีว่าถ้าเอ่ยอะไรออกมาก็จะเป็นการนำไปสู่การทะเลาะวิวาทเท่านั้น แต่ไมแรนด้า ผู้เป็นแม่ยิ้มพยักพเยิดอยู่กับลูกชายพร้อมกับชมว่า “ดีจริง....” อยู่ตลอดเวลาโจชำเลืองมองไปทางพี่สาวก่อนที่จะเล่าว่า“ฉันยังแทงฉมวกใส่ปลากระเบนด้วยล่ะ โอ้โฮ... ตัวมันใหญ่ยังกับปลาปิศาจแน่ะ แต่มันดำน้ำหนีทัน ฉันเลยแทงพลาดไป สาบานได้เลย... มันหันกลับมาชนเรือนะแม่... ดีที่ฉันไวพอ ไม่งั้นเรือต้องจมแน่เลย”“ปลากระเบนธงมันไม่โจมตีเรือหรอก” พาโลม่าพูดเรียบๆ“แต่ไอ้ตัวนี้มันทำยังงั้นจริงๆ มันเป็นปิศาจปลานะ ฉันสาบานได้”“ก็แล้วทำไมแกต้องเอาฉมวกไปแทงมันด้วยล่ะ มันไม่เคยทําร้ายใครเลย”“พูดออกมาได้ ไอ้ปิศาจปลาน่ะ มันชั่วร้ายทั้งนั้นละวะ... ไม่อย่างนั้นมันจะมีเขาข้างบนหรือ ไอ้นี่ละเอาความชั่วร้ายมาสู่แผ่นดิน”พาโลม่า ปิดปากแน่น บังคับใจตัวเองอย่างสุดความสามารถให้มองอยู่แค่ชามซุปปลาเท่านั้น แต่มีปฏิกิริยาอย่างหนึ่งที่เธอไม่อาจต้านทานตัวเองไว้ได้ นั่นคือการสำแดงความดูหมิ่นด้วยการสั่นศีรษะเหมือนกับที่พ่อชอบทำเสมอโจรู้จักท่าทางนี้อย่างดี รู้ด้วยว่ามันหมายถึงอะไร และเกลียดมันนักหนา เสียงพูดของเด็กหนุ่มจึงดังลั่นขึ้น“พี่น่ะรู้อะไรบ้าง แหม... คิดว่าตัวเองรู้ไปหมด... ไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ... ฉันบอกแล้วไงว่า ไอ้ปลาปิศาจนั้นน่ะ มันชั่วร้ายจะตายไป ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น... รู้กันทุกคนแหละนอกจากพี่... พี่น่ะไม่รู้อะไรหรอก”ไมแรนด้าก็จำอาการเช่นนั้นได้ เช่นเดียวกับลูกชาย รู้ลึกซึ้งลงไปด้วยว่าการอบรมสั่งสอนของโจบิมทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวลูกอย่างที่เขาไม่เคยรู้ตัว และด้วยความตกใจทำให้นางพูดขึ้นว่า“มันเป็นไปได้นะ... เป็นไปได้”โดยที่มิได้ละสายตาจากชามซุป พาโลม่าตอบแม่เบาๆ ว่า“ไม่จริงหรอก มาม่า”“อย่าไปฟัง” โจร้องออกมา “คนอย่างนี้ไม่รู้อะไรหรอก” เขาถ่มน้ำลายใส่เตาผิง เป็นลักษณะที่ผู้ชายทั้งหลายในเกาะทำกันเพื่อแสดงให้เห็นว่า ตัวเองเป็นฝ่ายชนะในการโต้เถียงครั้งนี้“เอ็งอาจจะคิดว่าเอ็งรู้นะ พาโลม่า” ไมแรนด้าพูดขึ้นอีกหวังว่าจะให้สถานการณ์คลายความตึงเครียดลง และเพื่อปลอบลูกทั้งสองคนให้หายโกรธกัน “บางทีแม่ก็พอจะรู้ๆ อะไรอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นแม่ก็เพิ่ง....”“มาม่า” พาโลม่าอยากจะขจัดความกังวลในใจของแม่ให้หมดสิ้นไป “ช่างมันเถอะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงในบันดลและแล้วพาโลม่าก็เงยขึ้นมองใบหน้าที่เคร่งเครียด เต็มไปด้วยแววแห่งความโกรธของน้องชาย เส้นเลือดตรงลำคอของเขาโปนขึ้นมาเหมือนเส้นเชือก ดูเหมือนเธอจะเห็นมันเต้นระรัวด้วยซ้ำ กรามของเด็กหนุ่มขบกันแน่น และต้นแขนของเขา ซึ่งดูจะใหญ่กว่าต้นขาของพาโลม่าด้วยซ้ำ กำลังสั่นสะท้าน