อะจ๊าก ... เสียงดังตะคอกลั่นของเขาคราวนี้ทำเอาคนขวัญอ่อนอย่างพิชชาภัสร์ถึงกับสะดุ้งสุดตัวใทั้งเสียงของเขา ใทั้งสิ่งที่เขาบอก
“คุณว่าอะไรน่ะ”
เธอถามเขาเสียงตื่นพร้อมกับจ้องหน้าเขาแบบตาไม่กระพริบอีตานี่เหรอเป็ลูกชายของคุณลุงเดชาและเป็ญาติกับพี่เขยของเธอ ไม่เห็นจะเหมือนกันเลยสักนิด ยิ่งนิสัยกับกิริยามารยาทด้วยแล้ว ต่างกันคนละซีกโลกเลย
คราวนี้รถเบรกเอี๊ยดและจอดลงอีก
“คุณจอดรถทำไม”
หญิงสาวใ แอบระแวงว่าเขาจะเป็โจรขึ้นมาจริงๆหรือเปล่า เป็แค่โจรปล้นทรัพย์ยังพอว่า แต่หากเป็โจรปล้นพรมจรรย์ด้วยนี่สิ บรื๋อ...น่ากลัว
“จอดคุยกันให้รู้เื่เพราะบางทีเธออาจจะไม่จำเป็ต้องเข้าไปถึงในหมู่บ้านให้เสียเวลา บอกมาว่าเธอเป็ใคร มาจากไหน และเธอจะไปหาฉันทำไม ในเมื่อฉันไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน”
เขาหันมาจ้องหน้าแล้วถามเป็ชุด
“คุณไม่รู้จักฉัน แต่ฉันรู้จักคุณนี่”
ไม่ได้ตั้งใจจะกวน...เลย แต่ปากมันเป็อย่างนี้จริงๆ ปากที่พี่พิมพิกาบอกว่าแบบนี้ไงถึงทำงานกับใครที่ไหนได้ไม่ทนหากเป็ผู้ชายคงได้ถูกพวกชกปากแตกกลับบ้านมาทุกวัน
“เธอรู้จักฉันได้ไง”
เขาจ้องหน้าเธอด้วยสายตาคาดคั้น
“เอ่อ เราไปคุยกันต่อที่บ้านดีไหม จอดคุยกันข้างถนนอย่างนี้มันร้อน”
หญิงสาวยิ้มประจบเพื่อให้เขาใจเย็นลงและลดความน่ากลัวลงสักเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่เล่นด้วย
“ฉันถามว่าเธอรู้จักฉันได้ไง”
เขาเน้นคำถามอย่างหนักแน่นขึ้นไปอีก
“ก็คุณลุงเดชากับพี่เด่นดนัยบอก”
หญิงสาวบอกออกไปเพราะแพ้อำนาจสายตาของเขา
“เข้าใช้เธอมาใช่ไหม”
“ค่ะ เขาให้ฉันมาตามคุณกลับบ้าน”
หญิงสาวจนมุม ตอบเสียงซื่อั์ตาใส
“ลงไปจากรถของฉันได้แล้ว”
เขาตวาดเสียงลั่นให้หญิงสาวต้องใจนอ้าปากค้าง
“คุณ คุณว่าอะไรนะ”
“ยังไม่ยอมลงไปใช่ไหม ได้ ได้”
เขาแสดงความเกรี้ยวกราดเคียดแค้นเมื่อตีความท่าทางเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองของหญิงสาวว่าเป็การขัดขืนดื้อดึงก่อนจะเปิดประตูรถพรวดพราดลงไป
พิชชาภัสร์มองตามดูว่าเขาจะทำอะไร แล้วก็เห็นเขาอ้อมมาเปิดประตูรถด้านที่เธอนั่งอยู่ออก
“ลงมาได้แล้ว”
เขาสั่งเสียงเข้มจัด
“คุณ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันได้ไหม”
หญิงสาวเสียงอ่อน อยากให้เขาทำใจให้เย็นลงกว่านี้เพื่อสวัสดิภาพของตัวเธอเอง แต่ความ้าของเธอคงล้มเหลวเมื่อความโกรธของอีตานี่กระพือโหมขึ้นเป็ไฟลามทุ่งทีเดียว
“ไม่จำเป็ ลงมาเดี๋ยวนี้เลย”
คราวนี้เขาไม่ได้สั่งแต่ปาก แต่ได้จับแขนของพิชชาภัสร์ดึงจะให้ลงมาจากรถด้วยแต่หญิงสาวก็พยายามขืนตัวเอาไว้ ไม่ยอมลงไปง่ายๆ
“นี่คุณ ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนี้ด้วย”
“ก็ฉันทำถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมเธอถึงยังหน้าด้านอยู่อีก”
โอ้โฮ ฟังเขาว่า แรงนะนั้น
“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันมีธุระที่จะพูดกับคุณ”
“ฉันก็บอกเธอแล้วเหมือนกันว่าไม่จำเป็”
พร้อมกับคำกล่าวนั้นเขาก็ออกแรงกระชากหญิงสาวเอาลงมาจากรถจนได้ เอามาเหวี่ยงไว้ข้างทาง ก่อนปิดประตูแล้วเดินอ้อมกลับไปขึ้นด้านคนขับ รีบขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
พิชชาภัสร์เซถลาตอนที่ถูกเขาเหวี่ยงออกมา ก่อนจะทรงตัวยืนได้มั่นคง แล้วมองตามท้ายรถของเขาไปอย่างหัวเสียไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะเป็ลูกชายของคุณลุงเดชาจริงๆนิสัยใจคอต่างกันยิ่งกว่าแกะกับแพะ
เอายังไงต่อไปดีละที่นี้ ดูเหมือนว่าจะมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น คิดว่าโชคดีแล้วเชียวที่ได้เจอกับคนที่้าตามหาระหว่างทาง โดยไม่ต้องไปงมหาบ้านเขาให้เสียเวลาอีกแต่ที่ไหนได้ กลับโชคร้ายหนักขึ้นไปอีก เมื่อเขาเป็คนที่มีนิสัยอย่างนี้
ยืนงงอยู่ไม่นานหรอก หญิงสาวก็ตัดสินใจออกเดินตรงไปตามเส้นทางสู่จุดหมาย ไม่เห็นจะต้องง้ออะไรมากมายเลยในเมื่อฉันก็มีขาเป็ของตัวเอง แต่เดินต่อไปได้ไม่ทันเท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งตามหลังมา เมื่อเสียงรถดังเข้ามาใกล้ เธอก็หันไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆคันนั้นก็เข้ามาจอดลงใกล้ๆเธอ
“จะไปไหนเหรอแม่หนู”
ชายวัยเกือบหกสิบซึ่งเป็เ้าของรถคันนั้นถาม หญิงสาวไม่รู้สึกแปลกใจกับคำถามราวกับคนสนิทสนมคุ้นเคยกันนั้นเพราะเข้าใจดีว่าคนตามต่างจังหวัดก็เป็แบบนี้
“เอ่อ จะเข้าไปในหมู่บ้านค่ะ”
“มาจากที่อื่นใช่ไหม ลุงไม่เคยเห็นหน้าเลย”
“ค่ะ”
“ติดท้ายรถไปด้วยกันไหมล่ะ ลุงก็กำลังจะเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนกัน”
แกถามอย่างมีน้ำใจ และแม้ไม่อยากจะไว้ใจทางหรือวางใจใครง่ายๆแต่ความเหนื่อยและความร้อนจากแสงแดดที่แผดเผาก็สนับสนุนให้พิชชาภัสร์ยอมรับน้ำใจจากคนแปลกหน้าเอาไว้อีกจนได้ คิดปลอบใจตัวเองว่าคงจะไม่โชคร้ายจนถึงกับเจอคนแล้งน้ำใจซ้ำซ้อนหรอกน่ะ
เธอก้าวขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถของลุงผู้มีน้ำใจ แล้วแกก็ขับออกไป รถเก่าๆวิ่งได้เร็วกว่าเดินนิดหนึ่ง
“แม่หนูจะไปบ้านใครเหรอ เผื่อลุงรู้จัก จะได้แวะไปส่งให้ ไม่ต้องเดิน”
นั้นไง ลุงเ้าของรถพูดออกมาให้เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตัดสินใจอะไรผิดพลาด
“ลุงรู้จักบ้านของคุณเดชบดินทร์ไหมคะ”
หญิงสาวถามออกไป ให้มันรู้ไปสิ ว่านายนั้นจะหนีเธอได้พ้น
“อ๋อ คุณเดชบดินทร์คนกรุงเทพที่มาซื้อที่ทำนาอยู่ที่นี่ใช่ไหม”
“ลุงรู้จักบ้านของเขาใช่ไหมคะ”
หญิงสาวรีบถามย้ำด้วยความดีใจ