โลกฝึกเซียนไม่นับเวลา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปราว2เดือนแล้ว
ใน่เวลาที่ผ่านมาราวหนึ่งเดือนก่อน เหมย ชิงชิว นำท่อนไม้เนื้อสวยและทนทานมากมามอบให้เขา
ลู่ ฉางชิงดีใจมากที่ชิงชิวยังไม่ตาย ปรากฎว่าผลไม้ก็สามารถทานได้ เขาเลยเริ่มแกะกระบี่ไม้ของเขาเอง
ด้านหนึ่งสลักรูป ดวงตะวัน
ในขณะอีกด้านแกะ จันทรารายรอบไปด้วยดาราพร่างพราว
ด้ามจับเจาะรูร้อยพู่ไหมสีทองตัดกับตัวกระบี่สีดำแดง
เวลาผ่านไปเขาเอาแต่ฝึกเพลงกระบี่ไร้สิ้นสุด เบื่อๆเขาก็แกะสลักไม้ไปเรื่อยเปื่อย เลียนแบบสมบัติที่เขาได้รับมาจากพวกาาอสูร
อาจจะเป็เพราะเขารู้ว่าพวกของขวัญก็ชอบงานไม้แกะสลักเช่นกัน เลยทำกองๆไว้ ราวไม่้าเงิน
หลังจากทำการวิจัยนานนับเดือนเขาก็เข้าใจว่าฝีมืองานประดิษฐ์ งานฝีมือของเขาอยู่ในระดับตัวเอกที่สามารถทำให้ผู้ฝึกเซียนต้องสะพรึง
เนื่องจากเวลาที่เขาทำการแกะสลัก และมีผู้อื่นมาพบเห็น ก็ยิ่งนิ่งอึ้งริมฝีปากซีดเผือด ราวหลงไหล ชื่นชมในงานฝีมือของเขา
‘พวกเซียนนี่มันไม่รู้จักความปราณีตจากศตวรรษที่20 รู้จักแต่วิธีทำลาย’
แม้เขาจะชื่นชมตัวเองมากแต่เขาก็ต้องกลับมาสู่ความเป็จริง ทักษะงานฝีมือที่ยอดเยี่ยม แต่แท้จริงแล้วไร้ประโยชน์
‘พึ่งพาได้เพียงกำลังเท่านั้น ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวที่จะชนะทุกคนได้’
คิดได้ดังนั้นเขาก็ฝึกฝนทักษะกระบี่ต่อมาจนถึงเวลาปัจจุบัน
“ท่านเ้านิกาย ทักษะกระบี่ของข้าเป็อย่างไรบ้าง ท่าน้าคำอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่”
เสียงของชิงเฉิน ดังขึ้นมาข้างๆเขา ทำให้ลู่ ฉางชิงตื่นจากการคิดถึงอดีตของเขา
“ก็ไม่มีอะไรมากมาย ตอนนี้ข้าได้เรียนรู้ สามแสนสองหมื่นสี่พันเก้าร้อยห้าสิบสองกระบวนท่าเท่านั้น ในขั้นตอนจากง่ายไปยาก”
พูดจบฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติความเข้าใจของเขาว่าเขาเป็อัจฉริยะหรือไม่ ถ้าหากเขาไม่ดีจริงๆ เขาจะเปลี่ยนวิถี เป็เส้นทางแห่งการกินข้าวนิ่ม
“คุณสมบัติของข้าเป็อย่างไรบ้าง”
ชิงเฉินอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เพลงกระบี่เสียงบี๊บของข้าลึกซึ้งเพียงใดนั้นหากถามเขา เขาจะตอบเพียงว่าเป็เื่ไร้สาระ แต่ลู่ ฉางขิงสามารถเข้าใจแล้วฝึกฝนได้ ชิงเฉินรู้สึกไร้สาระยิ่งกว่า จึงกัดะุอวดภูมิยกย่องลู่ ฉางชิงอีกครั้ง
“คุณสมบัติของท่านดีมาก! อัจฉริยะอันดับหนึ่งทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน และอนาคตก็ไม่สามารถมีใครยืนเคียงได้ข้าฝึกเพลงกระบี่ไร้สิ้นสุดได้ภายในสามปี แต่ท่านอาจจะสำเร็จภายในสามหรือสี่เดือน!”
ฉางชิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธเล็กน้อย
‘ใช่ ์ส่งสุนัขเลียมาให้ข้าจริงๆ’
‘มีกระดูกสันหลังบ้างได้หรือไม่’
เขาคิดเอาว่าบางทีเขาก็เป็อัจฉริยะจริงๆแต่ชิงเฉินอยากเลียเขามากจึงใช้ทำพูดยกย่องเขา คิดได้ดังนั้นเขาจึงต้องกัดะุ พูดตามคาเร็กเตอร์ของเขา
“หากคนธรรมดาทำได้ทุกอย่าง แล้วจะมีอัจฉริยะไปทำไมกัน”
“ไร้ผู้ใดเทียบเคียงนี่ช่างโดดเดี่ยวจริงๆ!”
กล่าวจบเขาก็เดินไปพักผ่อนในตำหนักของเขา เมื่อพูดถึงเื่ไร้พ่ายแล้ว หัวใจของเขาก็สั่นระรัวราวเคยไร้พ่ายมานับครั้งไม่ถ้วน
‘อย่าคิดไร้สาระ กว่าจะถึงจุดนั้นต้องส่งเสียงบี๊บกี่ครั้ง ตอนนี้ยังไม่เข้าสู่การบ่มเพาะเลยด้วยซ้ำ’
ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจวิถีกระบี่ที่ถือได้ว่าเป็ระดับสูงแล้ว
“ชิงเฉินเคยบอกว่า บางครั้งผู้ฝึกฝนอิสระก็สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ทั้งๆที่ฐานการบ่มเพาะต่ำ แต่ความเข้าใจในวิถีของคนพวกนั้นสูง งั้นข้าก็ควรเป็แบบนั้นได้ใช่มั้ย”
เมื่อเขากล่าวจบเขาก็นั่งทำความเข้าใจต่อไป
“ข้ายังไม่สามารถเอาชนะเ้านิกายได้”
ใช่แล้วชิงเฉินฝึกวิชากระบี่ที่ฉางชิงสอน เขาสามารถเอาชนะทุกคนที่เดินผ่านหน้าของเขาบางทีก็อ่อนแอ บางคนก็แข็งแกร่งจนเขาเกือบพ่ายแพ้
“เห้อถ้าชนะไม่ได้ สักวันข้าจะส่งเสียงบี๊บได้เทียบเท่ากับท่านเ้านิกาย”
ชิงเฉิน เขาก็ได้จดคำพูดคำจาของลู่ฉางชิงไว้ในใจอีกครั้ง เขาฝันว่าสักวันเขาจะส่งเสียงบี๊บใส่คนทั่วหล้า
ขณะนี้ทุกคนในนิกายลับเหนือเต๋าอันศักดิ์สิทธิ์ การบ่มเพาะราวติดปีกแม้คุณสมบัติต่ำต้อย ทุกคนฐานการบ่มเพาะเพิ่มขึ้น และยังมีอาวุธกึ่งเซียนติดตัวกันทุกคน
“มันเป็พรจริงๆที่เราทุกคนได้มาอยู่ที่นี่”
นักพรตเสวี่ย ชิงไท่ ยอดกุนซือกล่าวพร้อมกับถอนหายใจด้วยอารมณ์ ตอนนี้คนที่สามารถเอาชนะพวกเขาได้สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือ!
แล้วเวลาก็ผ่านไปราวม้าขาววิ่งผ่านอีกครั้ง
สองเดือนผ่านไปในขณะนี้เป็วันที่เงียบสงบ ทุกคนก็กำลังฝึกฝนตัวเองอย่างเรียบง่าย
จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง อากาศที่มองไม่เห็นเปลี่ยนเป็คมกริบราวอยากเชือดเฉือนทุกสิ่ง พื้นที่มิติผันผวนเป็ระรอกคลื่น ปกคลุมไปทั่วหุบเขา
สูดดดดด
ฟ่อออออ
“เจตจำนงกระบี่สูงสุด”
“แค่เข้าใจในวิถีก็สั่นะเืได้ขนาดนี้ เกรงว่าผู้ฝึกกระบี่จะอับอายขายหน้าแล้ว”
“สมแล้วที่เป็ผู้าุโ”
ชิงเฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเปรี้ยวในใจ เขารู้ว่านี่คือทักษะกระบี่ที่เขาโอ้อวด สร้างมันขึ้นมากับปากอันแพรวพราวของเขา และลู่ ฉางชิงกับฝึกฝนมันจนบรรลุอย่างสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้นมันสามารถรวบรวมเจตจำนงกระบี่สูงสุดขึ้นมาได้!
‘ยอดวิชาไร้ที่เปรียบ’
เขาแทบกระอักเืตาย ณ จุดนั้น เนื่องจากเขาเป็ผู้ปลูกฝังกระบี่ เขาเข้าใจดีถึงความผันผวนระดับนี้ แสนปีเขาก็มิอาจไปถึง
‘ท่านเป็ปีศาจแบบใด ถ่ายทอดวิชาของข้าให้ข้าได้หรือไม่’
‘ท่านไม่สมควรเป็มนุษย์ ท่านลงมาที่โลกเพื่อ?’
‘อย่าโอ้อวดได้ไหม ข้ากำลังจะตาย’
ใช่แล้ว มันคือลู่ ฉางชิง บรรลุเจตนาดาบสูงสุดภายใน4เดือน ขณะที่นักดาบคนอื่นจะบรรลุเจตนาดาบบางคนคุณสมบัติระดับสูงทั้งชีวิตคงไม่สามารถมีได้ อัจฉริยะคงมีได้แต่เกรงว่าสักสี่ร้อยปีถึงจะรวบรวมเจตจำนงธรรมดา
เมื่อเขาบรรลุเจตนากระบี่เรียบร้อยแล้วเขาจึงตัดสินใจเรียกทุกคนมาพบ รวมถึง4าาก็เรียกมาเช่นกัน
“หลังจากนี้สองสามวันข้าจะลงจากหุบเขา”
สูดดดด
ทุกคนตกตะลึง ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง หากเขาเป็คนชั่วร้ายชิงโจวจะลุกเป็ไฟ หากเขาเป็คนดีบุญที่สะสมมาของทวีปคงใช้ไปหมดกับคราวนี้แล้ว
“เอาล่ะ ไม่จำเป็ต้องมีแผนการเดินทางใดๆทั้งสิ้น ด้วยความแข็งแกร่งระดับข้าแล้วทุกคนล้วนเป็ขยะ”
ลู่ ฉางเชิงส่งเสียงบี๊บ เขาชอบการเดินทางที่ไม่มีแบบแผน ใช่ เขาไม่กลัว เขาจะพาของขวัญไปด้วยสองสามคนหากคนข้างนอกแข็งแกร่งมากเขาจะรีบกลับมาฝึกฝน
“ครานี้ข้าจะไปกับ ชิงเฉิน ชิงเฟิงและหลงอ้าว ทุกคนอยู่ที่นี่ ข้าฝากดูแลนิกายด้วยแล้ว”
และเขาหันหลังกลับไปที่ตำหนักของเขาเอง พรางยกยิ้มเนื่องจากตื่นเต้นเล็กน้อย
‘เริ่มต้นได้ดี รวบรวมเผ่าพันธ์สถานที่ต้องห้ามเป็หนึ่งเดียว ฟื้นฟูนิกายมีกุนซือและสาวก มีาาเป็ผู้พิทักษ์’
‘เท่านี้ก็เสร็จสิ้นเควสไปแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือประกาศนามอันทรงเกียรติ์ แม้จะฟังดูยากไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็ไรไหวหน่า!’
ฉางชิงมองท้องฟ้าเล็กน้อย แล้วกลับเข้าตำหนักทันที
ด้านนอกลาน ทุกคนที่มารับคำสั่งของฉางชิง ได้ยินดังนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ผู้ได้รับเลือกก็เตรียมความพร้อมให้ตัวเอง เนื่องจากเมื่อมองภาพลักษณ์ และคำพูดที่เย่อหยิ่งของฉางชิงแล้วการเดินทางครั้งนี้ กล่าวได้คำเดียวว่า นองเื