“เข้าเรื่องเลยดีกว่า เธอเป็นคนสกุลเซี่ย ย่อมต้องรู้เรื่องราวบางอย่างของตระกูลยิ่งอยากล่วงรู้ความลับที่ไม่สืบทอดของตระกูล บังเอิญจริงๆในฐานะนักรวบรวมข้อมูลมืออาชีพ ในมือฉันมีทุกเรื่องที่เธออยากรู้ยังยินดีมอบให้เธอด้วย” เธอบอก
ผมค้อมคำนับอีกครั้ง“ขอบคุณผู้อาวุโสเกอซูครับ”
เธอสั่นหัว “ไม่ต้องขอบใจหรอก ครั้งนี้เราช่วยเธอครั้งต่อไปเธอสามารถช่วยเราได้ ตอบแทนกันตามธรรมเนียม ไม่มีใครเสียเปรียบ”
ผมมองดูเธอคิดว่าเธอคงจะมอบของอย่างสมุดบันทึกให้ผมเพราะน่าจะบันทึกความลับไว้ในสมุดจึงจะถูก
“ความจำของฉันล้วนอยู่ในสมอง...”เธอลูบเส้นผมตัวเองเบาๆ “ดังนั้นฉันจึงต้องการคนมาช่วยฉันเรียบเรียงข้อมูลเหล่านี้อย่างแม่นยำลึกซึ้งและช่วยวิเคราะห์ทิ้งกากไปเก็บแก่นไว้ หาสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดให้พบ”
ในเมื่อเธอพูดตรงๆ เลย ผมเองก็ยินดีทำตามจึงถามทันที “ผู้อาวุโสครับ ผมอ่านข้อความส่วนหนึ่งในบันทึกของท่านเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจี่หนานเมื่อปี 2013ในนั้นกล่าวถึงกระจกวารีโหรเทพซึ่งเป็นของวิเศษในตำนานเกี่ยวกับเรื่องนี้โปรดนึกทบทวนหน่อยครับ ผู้อาวุโสยังมีอะไรจะเสริมอีกไหม”
เธอปัดผมที่บังดวงตาออกไปเหลือบมองผมด้วยแววตาที่สดใส
ผมรู้สึกได้ว่าสายตาเธอคมกริบราวกับมีดผ่าตัดกำลังตั้งใจชำแหละร่างผม
ฌาปนสถานเป็นสถานที่สาธารณะที่ผู้คนไปๆมาๆ ผมเธอหงอกขาวดูประหลาดมาก ถ้ามีคนพบเห็นย่อมพูดต่อๆ กันปากต่อปากจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย กลายเป็นข่าวลือที่กระจายไปทั่วดังนั้นที่เธอซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังเล็กในป่าถือว่าเป็นวิธีที่ดี อย่างน้อยก็ไม่ถูกคนทั่วไปรบกวน
“เธออยากรู้อะไรหรือ” เธอถาม
ผมตอบโดยไม่ลังเลว่า“ด้วยความรอบรู้ของผู้อาวุโส เมื่อเห็นแสงสีเงิน จะต้องเข้าไปสังเกตดูใกล้ๆ แน่นอนจะไม่ผละไปง่ายๆ เด็ดขาด ปล่อยโอกาสที่จะไขความลับทิ้งไปผมคิดว่าขณะนั้นน่าจะเกิดเรื่องแปลกอย่างอื่นอีก จึงขวางไม่ให้ท่านไปข้างหน้าใช่ไหมครับ”
ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายตามสถานที่ต่างๆ ในจี่หนาน ตัวอย่างเช่นที่ผมได้ยินมามากที่สุดคือที่บริเวณสะพานกานสือ คูเมือง ทะเลสาบต้าหมิงและแม่น้ำเสียวชิงมีสัตว์น้ำขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นกระโดดน้ำเล่นคลื่น มุดน้ำไปมา โผล่ออกมาต่อเนื่องในช่วงฝนตกหนัก
เกอซูสุ่ยซิ่วนิ่งเงียบไปสุดท้ายหลับตาลงเล็กน้อย ราวกับลืมว่ามีผมอยู่ด้วย
ผมมองเธอ มีความคิดบางอย่างวาบขึ้นในสมองจึงเอ่ยถาม “ผู้อาวุโสครับ ผู้ที่บันทึกเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ท่านใช่ไหม”
จู่ๆ ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมา ผมคิดอย่างนี้เกอซูสุ่ยซิ่วผมหงอกทั้งศีรษะ ออกไปพบปะคนน้อยมากยิ่งไม่อาจเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ภัย เธอเป็นผู้หญิงหลังจากฝนตกหนักผู้ที่เข้าร่วมงานค้นหาและกู้ภัยล้วนเป็นผู้ชายหัวหน้าฌาปนสถานจะส่งเธอไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ดินได้อย่างไรคำอธิบายอย่างเดียวก็คือมีคนเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ภัยแล้วเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้เธอฟัง จากนั้นเธอจึงจดลงในสมุดบันทึก
เธอไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยืนยัน แต่พูดเบาๆว่า “ไม่มีใครรู้ว่านั่นคืออะไร จนกระทั่งเกิดคดีฆาตกรรมเพราะความรักฉันจึงพอจะเข้าใจได้รางๆ เด็กสาวคนนั้นได้รับการชี้นำที่น่ากลัวจากแสงสีเงิน”
”แสงสีเงินบอกเรื่องที่คนรักเธอทรยศให้เธอรู้ใช่ไหมครับแสงสีเงินนั่นมีพลังในการมองเห็นอนาคต ยังสามารถเชื่อมโยงกับคลื่นสมองของมนุษย์ใช่ไหมครับ นอกจากนี้แล้วยังมีความเป็นไปได้อย่างอื่นอีกไหมครับ” ผมถาม
ในสภาพทั่วไปนั้นถ้าชายหรือหญิงแอบมีชู้รักจะปิดบังอย่างรอบคอบไม่เผยพิรุธสุดท้าย สามารถทำได้ถึงขั้นที่แอบมีชู้อยู่ข้างนอก แต่ในบ้านก็ยังคงราบรื่นสบายใจทั้งสองด้าน เด็กสาวที่จับชู้ได้และฆ่าตายถูกปิดบังอยู่นานมากแสดงว่าเพื่อนชายของเธอระวังตัวแจ อีกอย่างในยามที่บ้านเมืองสงบผู้หญิงน้อยคนมากที่จะกล้าฆ่าคนเพราะนั่นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าอย่างใหญ่หลวง
“ใช่ ฉันก็เคยคิด ว่ามีความเป็นไปได้แบบนี้”เธอตอบ
“คุณพลาดสิ่งที่มีค่ามากที่สุดไป” ผมถอนหายใจอย่างผิดหวัง“หรือพูดอีกอย่างว่าคนที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง พลาดสิ่งที่มีค่าที่สุดไป”
ถ้าหากแสงสีเงินนั่นคือกระจกวารีโหรเทพทันทีที่เกอซูสุ่ยซิ่วได้มันมาครอบครองก็จะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่เขย่าวงนักเลงทันทีหรือเธออาจจะเก็บกระจกวารีโหรเทพไว้เอง ไม่เอามาเปิดเผยต่อผู้คน
“ฉันกล้าพูดว่านั่นเป็นสิ่งอัปมงคล”เธอถอนหายใจ
“คนตายเพราะเงินตรา ปักษาตายเพราะอาหารต่อให้เป็นสิ่งอัปมงคลก็ยังมีคนมากมายแห่กันมาแย่งชิง” ผมตอบ
“เธอฉลาดมาก” เธอพูด
ผมเข้าใจทันทีที่เมื่อกี้ผมคาดเดาว่าเธอไม่ได้ร่วมเหตุการณ์ประหลาดนั่นด้วยตนเองนั้นผมทายถูกแล้ว
“เรื่องที่บันทึกในสมุดบันทึกนั้นเป็นการบอกเล่าโดยตรงไม่มีการเติมแต่งตามจินตนาการหรือการวิเคราะห์ พยายามทำให้เรื่องประหลาดทุกเรื่องมีสภาพดั้งเดิมจี่หนานเป็นเมืองใหญ่ในจงหยวนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยสุยและถัง ตกต่ำลงในสมัยซ่งเหนือและใต้พอถึงสมัยราชวงศ์หยวน หมิงและชิงเต็มไปด้วยเรื่องราววุ่นวายในวงนักเลงพอมาถึงสมัยหมินกั๋ว สงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามกลางเมืองในประเทศ ก็ยิ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายแย่งชิงกันเป็นใหญ่ถึงจะเป็นยามที่บ้านเมืองไม่สงบ ก็ยังมีเรื่องแปลกพิสดารมากมายตระกูลเกอซูของฉันมาจากนอกด่านสิ่งที่บรรพชนสืบทอดตลอดมาคือยืนหยัดจับพู่กันบันทึกประวัติศาสตร์เหมือนคนโบราณที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเขียนตำราประวัติศาสตร์ชุนชิวและทงเจี้ยนอีกอย่างตระกูลเกอซูทุกรุ่นเป็นข้ารับใช้ของตระกูลฉีแห่งจงหยวนซื่อสัตย์ภักดีต่อตระกูลฉีอย่างแน่วแน่ดังนั้นทุกเรื่องที่ตระกูลเกอซูทำล้วนอยู่ใต้การนำของตระกูลฉี...”
เกอซูสุ่ยซิ่วเล่าประวัติของสองตระกูลด้วยน้ำเสียงหดหู่แม้จะเล่าสั้นๆ แต่แฝงด้วยด้วยเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่สลับซับซ้อน
“ตระกูลฉีเป็นตระกูลใหญ่ในจงหยวน ศาสตร์แห่งการจำของพวกเขาไม่มีใครทาบได้ถ้าไม่ใช่เพราะศึกสงครามบ้านเมืองวุ่นวายคนเก่งของตระกูลต้องเขียนตำราประวัติศาสตร์ที่เลื่องลือสืบไปแน่นอน ฉันกล้าพูดว่าปัจจุบันข้อมูลประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและละเอียดที่สุดในโลกยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่สะสมอยู่ในสมองของคนตระกูลฉีเพราะศาสตร์แห่งการจำของพวกเขาเป็นวิธีจดจำเรื่องราวที่ดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องใช้พู่กันกระดาษ หมึกและจานฝนหมึก เป็นการจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ไว้ในสมองประวัติศาสตร์แบบนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ก้าวหน้ายิ่งกว่าฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่แต่ละประเทศต่างพัฒนาโชคดีมากที่ฉัน ฉีเหมยและน้องชายฉันเกอซูเฟยเทียนมีความสามารถพิเศษนี้ อีกทั้งเมื่อมาถึงรุ่นนี้ฉีเหมยใช้ศาสตร์แห่งการจำดังกล่าวกับวงราชการและการเมือง เหมือนปลาได้น้ำใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ทำให้ทุกวันนี้เขาได้ฉายาเลิศหรูว่าที่ปรึกษาอันดับหนึ่งแห่งมณฑล...”
ผมเคยได้ยินคำว่าศาสตร์แห่งการจำปีก่อนกรีซจัดแข่งขันราชาแห่งการจำระดับโลกผู้ชนะเลิศคือหัวหน้าเผ่าหญิงจากอิรักชื่อกานน่าในพิธีแจกรางวัลกานน่าซึ่งอายุเก้าสิบปฏิเสธรับถ้วยรางวัลชนะเลิศเธอบอกกับแขกในงานอย่างจริงใจว่า “ราชาแห่งการจำที่แท้จริงอยู่ที่ประเทศจีนศาสตร์การจำของตระกูลฉีแห่งประเทศจีนเป็นไสยเวทอันดับหนึ่งในจักรวาลที่ฉันมีความจำดีอย่างนี้ เพราะตอนที่เป็นเด็กได้รับการสอนจากคนเก่งของตระกูลนี้”
ฉีเหมยเองเคยบอกว่าเขาสามารถจัดหมวดหมู่และค้นเจอกฎเกณฑ์จากข้อมูลปริมาณมหาศาลจากนั้นทำนายว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
พอจะจินตนาการได้ว่าถ้าคนคนหนึ่งสามารถนำเรื่องทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นทั่วหล้าเก็บรวบรวมไว้ในสมองถ้าเช่นนั้นเมื่อเขาเผชิญกับเรื่องใดๆ ก็ตาม จะสามารถหาตัวอย่างที่คล้ายกันได้จากคลังความจำแล้ววิเคราะห์คาดคะเนถึงกฎเกณฑ์การพัฒนาของเรื่องนี้จนได้วิธีการจัดการที่ดีที่สุด ทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
ระบบคอมพิวเตอร์ดีปบลูที่มีชื่อเสียงซึ่งอเมริกาพัฒนาสำเร็จในปลายศตวรรษที่ยี่สิบนั้นมีพื้นฐานจากแนวคิดที่ว่าประสบการณ์ชี้นำอนาคตแม้ว่าการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเร็วมากแต่กลับเป็นการคำนวณแบบกลไกที่แข็งทื่อไม่สามารถเลียนแบบการคำนวณเชิงตรรกะอย่างเลือนรางแบบสมองมนุษย์ ดังนั้นศาสตร์แห่งการจำของตระกูลฉีย่อมเหนือกว่าคอมพิวเตอร์ไม่ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องใดในโลกก็เทียบไม่ได้ต่อให้อนาคตนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ทำการคำนวณด้วยระบบคอมพิวเตอร์เมื่อเทียบกับศาสตร์แห่งการจำแล้วก็เหมือนสงครามระหว่างเมล็ดผักกาดกับเขาพระสุเมรุแตกต่างกันมาก ห่างชั้นกันเกินไป
“เดิมฉันคิดว่าวันหน้าน้องชายฉันเกอซูเฟยเทียนจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เพราะเขาค้นคว้าวิจัยเรื่องประหลาดจนถึงขั้นลุ่มหลง สมุดบันทึกเหล่านั้นเขาเป็นคนเขียนบันทึกทีละบรรทัด...รวมทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ก็เป็นเขาที่โทรบอกฉันจากนั้นฉันจึง...บันทึกไว้...” พอเกอซูสุ่ยซิ่วพูดถึงตรงนี้ก็มีสีหน้าเศร้าหมองและดูสับสนแล้วจู่ๆ ก็ใช้มือปิดหน้า สะอื้นไห้
“เกิดเรื่องกับเขาหรือครับ” ผมถาม
ทั้งๆที่รู้ว่าการถามเช่นนี้จะทำให้เกอซูสุ่ยซิ่วเศร้าใจยิ่งขึ้น แต่เพราะมีเวลาจำกัดผมจำเป็นต้องถาม
เกอซูสุ่ยซิ่วพยักหน้า “ใช่ เขาหายไป”
“หายไป” ผมไม่อาจเข้าใจประโยคนี้ได้
“วันนั้น ขาบอกฉันทางโทรศัพท์ว่าเขาได้ยินผีกำลังร้องไห้มังกรกำลังหัวเราะ...” เกอซูสุ่ยซิ่วตอบทั้งๆ ที่มือปิดหน้าอยู่
ผมได้ยินคำพูดนี้จากปากคนที่สองแล้วที่แท้คนแรกที่พูดคำนี้กลับเป็นเกอซูเฟยเทียนน้องชายของเกอซูสุ่ยซิ่ว
“เขาเป็นคนยังไงครับ”
ในหมู่คนประหลาดในจี่หนาน ดูเหมือนผมจะไม่เคยได้ยินชื่อเกอซูเฟยเทียน
“เขามีไอคิวสูงมากตอนเรียนหลงใหลในคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์และเคมี ชอบไขโจทย์ยากๆของคณิตศาสตร์โอลิมปิกเป็นพิเศษตอนอยู่มัธยมปลายเขาผ่านอาการไข้สูงนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน หลังจากหายป่วยก็เกิดสนใจจิตวิญญาณศาสตร์เป็นพิเศษไปเข้าร่วมสมาคมลับด้านจิตวิญญาณไกลถึงเนปาล ฝึกวิชาการติดต่อกับวิญญาณแสวงหาวิธีติดต่อวิญญาณในอีกภพหนึ่ง ต่อมาเขามาที่นี่ทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มพลังทิพย์ได้ เขามีเพื่อนสนิทต่างวัยคนหนึ่งแซ่กวนอยู่ที่ถนนชวีสุ่ยถิง...” เกอซูสุ่ยซิ่วตอบ
ผมอดยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้ที่แท้จุดโฟกัสของเรื่องประหลาดทั้งหมดอยู่ที่นี่
เพื่อนสนิทต่างวัยของเกอซูเฟยเทียนต้องเป็นป้ากวนแน่นอนป้ากวนเป็นคนทรง ส่วนเกอซูเฟยเทียนแสวงหาเป้าหมายที่มีระดับสูงกว่าการเป็นคนทรงดังนั้นทั้งสองจึงมีความสนใจตรงกัน คุยกันถูกคอ
แล้วจู่ๆ ผมก็ฉุกคิดว่า“สองคนนี้เป็นเพื่อนต่างวัย คนหลังเสียชีวิตทั้งที่ไม่ป่วยคนแรกหายไปอย่างไม่รู้สาเหตุ หรือว่าระหว่างสองคนนี้ยังมีข้อตกลงลับๆ งั้นหรือ”
“เขาบอกฉันทางโทรศัพท์ก็คือที่เธออ่านเจอในบันทึก สามวันหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจี่หนาน ปี 2013สามชั่วโมงหลังจากที่เขาตามหน่วยกู้ภัยเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ดินครั้งแรก...”เกอซูสุ่ยซิ่วหยุดตรงนี้ เช็ดตาทั้งสองข้าง แล้วจ้องมองผม “ถ้าเขาไม่หายไปก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ วันนี้จะเป็นเขาที่เล่าเรื่องประหลาดนั่นกับเธอสกุลเกอซูเราสืบทอดมาถึงรุ่นนี้เหลือเราเพียงสองคนพี่น้อง เขาหายไปตระกูลเราไม่อาจสืบเชื้อสายต่อไปแล้วที่ฉันผมหงอกขาวทั้งหัวก็เกิดจากเรื่องนี้”
ในความคิดเรื่องชาติตระกูลของคนจีนนั้น การสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไปไม่ขาดสายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นราชตระกูลหรือสามัญชน ต่างถือเป็นเรื่องใหญ่ดังนั้นโบราณจึงมีคำสอนว่าความอกตัญญูมีสามอย่าง การขาดผู้สืบสกุลเป็นข้อที่ร้ายแรงที่สุด
ผมไม่สามารถพูดปลอบใจเกอซูสุ่ยซิ่วได้ทำได้เพียงยิ้มอย่างทุกข์ใจ
“เขาบอกฉันทางโทรศัพท์ว่าเดี๋ยวจะแอบเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตตามลำพังไปสำรวจจุดที่มีแสงสีเงิน” เธอพูดต่อ
ผมตื่นเต้นขึ้นรู้ว่าที่เกอซูสุ่ยซิ่วจะพูดต้องมีเนื้อหาแปลกพิสดารยิ่งกว่าในสมุดบันทึก ยิ่งพูดได้ว่าที่เยียนเกอสิงได้อ่านสมุดบันทึกแต่ไม่ได้ยินเกอซูสุ่ยซิ่วเล่าด้วยตัวเองผมจึงย่อมรู้เบาะแสสำคัญของกระจกวารีโหรเทพมากกว่าเขา
ผมพูดคุยกับเกอซูสุ่ยซิ่ว พร้อมกับใช้หางตาสำรวจห้องเล็กแห่งนี้
เมื่อครู่ยืนอยู่อยู่ข้างนอก รู้สึกว่าห้องนี้เรียบง่ายสะอาดและเป็นระเบียบ เหมาะกับการอยู่คนเดียวแยกตัวจากโลกภายนอก เร้นกายในป่าเขา
นั่นเป็นเพียงภาพประทับครั้งแรกแต่พอได้อยู่ในห้องนี้กลับมีความรู้สึกที่ต่างออกไป ผมพบว่ามุมทั้งสี่ของห้องร่องอิฐและขื่อแปมีสายไฟซ่อนอยู่ นอกจากจากสายไฟทั่วไปเพื่อไฟส่องสว่างและอุปกรณ์สื่อสารแล้วยังมีสายไฟยางสีดำแบบกันน้ำเส้นใหญ่อีกเจ็ดแปดสายโดยทั่วไปสายไฟแบบนี้ใช้ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟแรงสูงแต่ห้องเล็กนี้สร้างในป่า ยังมีไว้ให้เกอซูสุ่ยซิ่วอยู่อาศัยเท่านั้นไม่อาจมีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่
ผมคิดโยงไปที่ค่ายกลปากั้วช่องประตูคู่นอกบ้านรู้สึกรางๆ ว่าเกอซูสุ่ยซิ่วคอยระวังตัวตลอดเวลาเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่แฝงอยู่
หรือว่าด้วยฐานะทุกวันนี้ของฉีเหมยก็ยังปกป้องภรรยาตัวเองไม่ได้ด้วยความเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑล ไม่ยากเลยที่เขาจะระดมกำลังตำรวจหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งในฌาปนสถานแห่งนี้ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมืออาชีพอยู่คำอธิบายเดียวคือที่เกอซูสุ่ยซิ่วคอยป้องกันนั้นไม่ใช่คนร้ายทั่วไปแต่เป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์
“เมื่อกี้ฉันพูดข้ามไปบ้างตั้งแต่เล็กน้องชายฉันมักฝันถึงเรื่องหนึ่ง เป็นฝันที่เกี่ยวข้องกับทะเลการหายตัวไป หลุมดำและการทะลุมิติ ในความฝันที่ยาวและสับสนวุ่นวายเขาตกลงไปในบ่อขนาดมหึมาที่มองไม่เห็นก้นบ่อ จะถอยก็ไม่เห็นทางจะไปข้างหน้าก็ไม่มีที่สิ้นสุด ทำได้เพียงแหวกว่ายไปในบ่อที่ไร้ที่สิ้นสุดไร้ขอบเขตคนไม่อาจหลบอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ยกเว้นจะเปลี่ยนเป็นปลาหรือไม่ก็เอาอย่างซีรีส์ของอเมริกาที่ฉายนานแล้วเรื่องบุรุษจากแอตแลนติส (The Man Atlantis) สุดท้ายกลายเป็นแบบเดียวกับผู้ที่มาจากแอตแลนติสกลายเป็นเงือกอย่างที่เอ่ยถึงในตำราโบราณ” เกอซูสุ่ยซิ่วพูด
เงือกคือเผ่าพันธุ์ของนางเงือกแสนสวย เป็นความงามที่กวีโบราณของจีนกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่นักสมุทรศาสตร์ยุคใกล้พิสูจน์แล้วว่าเงือกเป็นปลาไม่เกี่ยวข้องกับหญิงงามแต่อย่างใด เป็นแค่สัตว์ทะเลที่ดูคล้ายคน
“ตลอดวันคิดแต่เรื่องใด กลางคืนจะฝันถึงน้องชายคุณมีจินตนาการสุดประมาณ ถึงกับฝันว่าเป็นพวกเดียวกับเงือก” ผมตอบ
ซีรีส์อเมริกาเรื่องบุรุษจากแอตแลนติสเป็นซีรีส์ยาวที่เป็นนิยายไซไฟเรื่องดังในทศวรรษที่เจ็ดสิบเป็นเหมือนสายลมใหม่ที่พัดใส่ตลาดซีรีส์ของจีนที่ถูกปิดกั้นมานาน เป็นการเปิดประตูที่แปลกใหม่สำหรับซีรีส์จากต่างประเทศ
จี่หนานเป็นเมืองที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ห่างจากชิงเต่าและทะเลราวสี่ร้อยกิโลเมตร เมื่อพิจารณาในเชิงจิตวิทยา ที่เกอซูเฟยเทียนฝันอย่างนี้แสดงถึงความรู้สึกดึงดันสองเรื่องในใจเขาเรื่องแรกเขาฝันหาทะเล เรื่องที่สองเขาหวาดกลัวทะเล ไม่ว่าจะฝันหาหรือหวาดกลัวแต่จนแล้วจนรอดเขาก็ก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปไม่ได้ทำให้เขาฝันเหมือนกันตั้งแต่เล็กจนโต
ที่เธอพูดเมื่อครู่น่าจะสำคัญมากไม่เช่นนั้นเกอซูสุ่ยซิ่วคงไม่พูดเสริมขึ้นเป็นการเฉพาะ