“อาจารย์จี้งั้นหรือ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาแฝงความนัยล้อเลียน “ถ้าอย่างนั้นลองบอกผมทีสิว่าหัวของ ‘อาจารย์จี้’ คนนี้มันมีความสำคัญมากขนาดไหนกัน?”
“คือเขา...” สวีเหรินพลันสะดุ้งโหยงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเผลอหลุดปากอีกแล้ว
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาจับผิดของจี้เยี่ยนจื๋อเซลล์สมองทั้งหมดของเขาก็ถูกรีดเค้นออกมาใช้งานในวินาทีนั้น“ที่ผมเรียกเขาว่าอาจารย์ก็เพราะ... เพราะจี้ทิงบอกว่าถ้าผมไม่ยอมเรียกเขาว่าอาจารย์ เขาก็จะไม่ยอมตั้งใจเรียนน่ะครับ!”
แม้เหตุผลนี้ก็ดูจะพอฟังขึ้นอยู่บ้างแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังคงจ้องหน้าเขาเขม็ง “แล้วคุณจะลนลานไปทำไมกัน?”
สวีเหรินฝืนยิ้มแห้งๆ“ก็เขาไม่ให้ผมพูดนี่ครับอีกอย่างตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ดีขึ้นแล้วผมเลยไม่อยากฟ้องท่านประธานจี้ให้มันเสียเรื่อง”
เรื่องแบบนี้จี้ทิงถนัดนักล่ะจี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะ “ในเมื่อคุณเป็นห่วงเขาขนาดนี้พรุ่งนี้ก็ไปหาเขาหน่อยแล้วกัน”
ดวงตาของสวีเหรินเป็นประกายขึ้นมาทันที“งั้นพรุ่งนี้ผมจะรีบไปตั้งแต่เช้ามืดเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อคร้านจะสนใจความกระตือรือร้นเกินเหตุนั้นจึงเปลี่ยนมาเข้าเรื่องสำคัญ “คุณครูสวีเรื่องแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั่น จี้ทิงไปพูดอะไรกับคุณหรือว่าเจ้าของเครื่องเขาเปลี่ยนใจกะทันหัน?”
คราวนี้สวีเหรินระมัดระวังตัวมากขึ้น“ก็แค่เจ้าของเขาไม่อยากขายแล้วน่ะครับ”
“เขาก็น่าจะบอกเหตุผลกับคุณไว้บ้างไม่ใช่เหรอ?”
ริมฝีปากของสวีเหรินพะงาบอยู่หลายคราก่อนจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า “ราคา...เป็นเพราะราคาไม่เหมาะสมครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเบาๆ“ถ้าผมจำไม่ผิด ตัวเลขสามล้านนั่นคุณเป็นคนเสนอเองไม่ใช่เหรอ?”
สวีเหรินจุกจนพูดไม่ออกเขาเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาอยู่รอมร่อ เขาไม่ใช่คนที่โกหกเก่งเลยแม้แต่น้อยแต่กลับต้องมาเจอคำถามไล่ต้อนเป็นระลอกราวกับเจอลูกระเบิดที่ถูกปูพรมต้นรับไว้อย่างดีแบบนี้
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าบิดเบี้ยวจี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้คิดจะคาดคั้นเอาความจริงให้ถึงที่สุด“ถือเสียว่าช่วยอะไรผมสักอย่างแล้วกันลองไปเจรจากับเจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งดูอีกรอบ ถ้าเป็นไปได้นัดมาคุยต่อหน้ากันเลยจะดีมาก”
สวีเหรินกำหมัดแน่นพลางเอ่ยอย่างลำบากใจ “ผมรับปากได้แค่ว่าจะลองคุยกับเขาดูอีกครั้งแต่เรื่องนัดเจอนี่คงไม่ได้จริงๆ ครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง
ครั้งก่อนเขาใจร้อนเกินไปจนทำให้เสียเรื่องครั้งนี้เขาจึงตัดสินใจจะเดินเกมอย่างมั่นคงอย่างไรเสียตอนนี้สวีเหรินก็ถูกเขามัดตัวไว้บนเรือลำเดียวกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้วต่อไปก็ย่อมต้องถูกเขาเรียกใช้งานอีกอยู่ดี
…
เป็นไปตามที่จี้เยี่ยนจื๋อคาดไว้สวีเหรินมาถึงตระกูลจี้แต่เช้าตรู่ของวันถัดมา
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องเขาก็พบว่าจี้ทิงกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และกำลังปรับจูนซอฟต์แวร์บางอย่างที่เขาดูไม่ออก
“อาจารย์จี้ครับ บาดเจ็บขนาดนี้ทำไมยังทำงานอยู่อีกพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่าไหมครับ?” สวีเหรินเอ่ยด้วยความกังวล
ทว่าจี้ทิงกลับยิ้มบางๆ“ผมไม่ค่อยปวดแผลแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”
เมื่อคืนเขาขบคิดหลายสิ่งหลายอย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้เขาทำลายกำแพงความคิดเดิมๆ ของตนเองไปบางส่วน
ก่อนหน้านี้เขาคิดเพียงว่าขอแค่ถอนตัวออกมาอยู่อย่างสงบ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงพล็อตนิยายอันวุ่นวายพวกนั้นได้เพื่อที่เขาจะได้มีสมาธิทำในสิ่งที่ตั้งใจแต่เหตุการณ์ที่จี้เจิ้นถิงทำไว้ที่เฮ่อหยวนเมื่อวานนี้กลับเป็นเสมือนสัญญาณเตือนสติ
ในตอนนี้เขาไม่ใช่‘จี้ทิง’ นักวิชาการวัยยี่สิบห้าปีแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนอีกต่อไปแต่เป็น ‘จี้ทิง’ ลูกนอกสมรสที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและเป็นเพียงเบี้ยล่างให้พวกผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงได้ตามอำเภอใจ
โชคชะตาฟ้าลิขิตมักอยู่เหนือเจตจำนงของมนุษย์แม้แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่หรือลบอคติของผู้คนรอบข้างได้ในระยะเวลาอันสั้น
ดังนั้นแทนที่จะคอยหลบเลี่ยงหรือตั้งรับสู้ใช้ความได้เปรียบจากการล่วงรู้เนื้อเรื่องในอนาคตมาเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจให้ตัวเองขอเพียงเขาสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ไม่มีใครเอื้อมถึงได้เหมือนในอดีตเขาก็จะสลัดหลุดจากสภาพแวดล้อมเน่าเฟะพวกนี้ได้เอง
สวีเหรินพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นานแต่ก็ไม่ได้ผลเขาจึงได้แต่หาทางช่วยอย่างอื่น “ซอฟต์แวร์ตัวนี้เอาไว้ทำอะไรเหรอครับถ้าผมทำเป็น ผมขอช่วยคุณทำได้ไหม?”
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ“เทคโนโลยีนี้ผมก็เพิ่งเริ่มศึกษาวันนี้เองยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องวิจัยเพิ่ม”
“เอ๊ะ?” สวีเหรินตกตะลึง “เทคโนโลยีอะไรกันครับถึงขนาดต้องให้อาจารย์วิจัยใหม่คะ...คงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์...”
จี้ทิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจินตนาการล้ำเลิศไปถึงไหนจึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ “วัสดุนิวเคลียร์มันแพงตอนนี้ผมยังไม่มีปัญญาซื้อหรอก เพราะงั้นตอนนี้ผมเลยต้องรีบหาเงินอยู่นี่ไง”
พอพูดถึงเรื่องเงินสวีเหรินก็นึกถึงคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้จึงเล่ารายละเอียดให้จี้ทิงฟัง
หลังจากฟังจบจี้ทิงก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “บวกเพิ่มไปอีกหนึ่งล้านแล้วขายให้เขาไปเถอะ”
ในเมื่อสวีเหรินอ้างไปแล้วว่าเป็นเรื่องเงินก็ต้องเล่นละครให้สมบทบาทเสียหน่อยอีกอย่างจี้เยี่ยนจื๋อก็คงไม่เดือดร้อนกับเงินแค่ล้านเดียวหรอก
“ตกลงครับ งั้นอีกสักสองสามวันผมค่อยไปบอกเขา”
“อืม”
จี้ทิงใช้เวลาทั้งช่วงเช้าไปกับการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับVFX[1] เขาตั้งใจจะเข้าร่วมการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลก [2] ในปีนี้ ถ้าคว้าชัยชนะมาได้ก็จะเป็นการการันตีคุณภาพให้เทคโนโลยีของเขาเพื่อที่จะขายต่อได้ในราคาที่สูง
สวีเหรินอ้าปากค้างมองหน้าจอพลางถามเสียงค่อย“อาจารย์จี้ครับ หน้าเพจเลื่อนไวขนาดนี้อาจารย์ดูแล้วไม่เวียนหัวเหรอครับ?”
“ไม่นะ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ข้อมูลที่จับใจความได้ในแต่ละวินาทีมันจะน้อยเกินไปจนผมจะง่วงเอาได้น่ะ”
สวีเหริน"..."
ตอนนี้เขาพลันรู้สึกว่าตัวเขา นักศึกษาปริญญาโทมหาลัยชั้นนำกำลังจะกลายเป็นคนโง่ระดับ ProMax
...
เวลาล่วงเลยไปห้าวันจนถึงวันที่จี้ทิงต้องไปตัดไหม
เมื่อสองวันก่อนสถานีตำรวจได้ส่งหนังสือแจ้งการดำเนินคดีมาให้เขาคดีทำร้ายร่างกายโดยเจตนาของจี้ซือเหล่ยถูกตั้งเป็นคดีอาญาและตัวเธอก็ถูกส่งเข้าเรือนจำไปเรียบร้อยแล้ว
คราวนี้แม้แต่ลูกสาวคนโตก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุกคราวนี้มีทั้งลูกชายลูกสาวอยู่ในคุกพร้อมหน้าพร้อมตา...ครบสูตรครอบครัวสุขสันต์ในแบบของเขาเลยล่ะ
เช้าวันนั้นเขาออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังรุ่ยเหอเมื่อไปถึงก็พบพนักงานต้อนรับคนเดิมยืนรออยู่
“คุณจี้ เชิญทางนี้ครับ”
เมื่อทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องตรวจจี้ทิงก็เอ่ยขึ้น “ผมตัดไหมเสร็จก็จะกลับเลยคุณไม่ต้องรออยู่ที่นี่หรอก”
พนักงานต้อนรับทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “ได้ค่ะมีธุระอะไรเรียกใช้ฉันได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
สิบนาทีต่อมาจี้ทิงก็ก้าวออกมาจากห้องตรวจ
ทันทีที่เขาเปิดประตูออกมาชายในชุดเสื้อขนเป็ดสีดำคนหนึ่งบนโถงทางเดินก็รีบหันหลังกลับอย่างผิดสังเกตแล้วทำทีเป็นยืนสำรวจภาพประดับผนังอย่างตั้งอกตั้งใจ
จี้ทิงรับยาที่หมอสั่งเสร็จก็เดินเข้าลิฟต์ไปฝ่ายชายคนนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไปในทางหนีไฟแล้ววิ่งลัดเลาะลงจากบันไดอย่างรวดเร็วเพื่อไปดักรอที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน
จี้ทิงเดินมาที่รถไฟหน้ากะพริบตอบรับสองครั้ง ทว่าเขากลับยังไม่เปิดประตูรถ
เบื้องหลังของเขามีเสียงหอบหายใจดังแว่วมาไม่ขาดสายจนเขาไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินได้อีกต่อไป เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวกลับไป“คุณสะกดรอยตามคนอื่นได้โจ่งแจ้งขนาดนี้ทุกครั้งเลยหรือไง?”
ชายคนนั้นสะดุ้งสุดตัวพยายามจะหลบฉากตามสัญชาตญาณจนเกือบจะเอาหัวโหม่งเสา
จี้ทิงมองดูท่าทางเหล่านั้นพลางเอ่ยเรียบๆ“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรจะพูดแทนลู่เหยียนชู ผมจะไปแล้ว”
“เดี๋ยวครับ รอเดี๋ยว!”
ชายคนนั้นรีบหันกลับมาอย่างลนลานเขาคือคนเดียวกับที่แกล้งเซ่อซ่าแอบอยู่ในรถตั้งแต่วันแรกที่จี้ทิง‘มาถึง’ นั่นเอง
เขาเดินเข้ามาหาจี้ทิงด้วยท่าทางเก้กังพลางเอ่ยอย่างเคอะเขิน“คือ... พี่ลู่อยากพบคุณครับเขาให้ผมมาถามว่าคุณพอจะมีเวลาว่างบ้างไหม?”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามกลับ “ถ้าผมปฏิเสธเขาจะส่งคุณตามสะกดรอยตามผมไปเรื่อยๆ แบบนี้ใช่ไหม?”
ชายคนนั้นลูบท้ายทอยตัวเองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก “เอ่อ...คงไม่มั้งครับ พี่ลู่ออกจะหล่อขนาดนั้น เขาคงไม่ใช่พวกโรคจิตหรอกครับ”
เชิงอรรถ
[1]VFX คือเทคนิคพิเศษทางภาพที่สร้างหรือปรับแต่งขึ้นในขั้นตอนหลังการผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) ผสมผสานกับภาพจริงเพื่อสร้างฉากที่ไม่สามารถถ่ายทำได้จริงในชีวิตจริง
[2]การแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลกโดยทั่วไปหมายถึงรายการแข่งขันคอมพิวเตอร์กราฟิก ที่เปิดรับผลงานจากศิลปิน 3Dทั่วโลก เพื่อโชว์ทักษะการสร้างภาพ การให้แสง การจัดองค์ประกอบภาพและการทำพื้นผิว ให้ดูสมจริงหรือมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์