บทที่54
แผลกำเริบ
ดวงตาที่พร่ามัวค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆทัศนียภาพที่มองเห็นเป็นเพดานไม้ที่ไม่คุ้นเคยภายในหัวรู้สึกหนักอึ้งทั่วทั้งร่างกายรู้สึกเจ็บปวด ไป๋เฟิ่งไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นางค่อยๆทำการยกมือของตนเองขึ้นมาจับกุมบริเวณศีรษะเริ่มพยายามเรียบเรียงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ยังจำได้ว่านางกำลังนอนอดทนต่อความเจ็บปวดอยู่ภายในห้องจากนั้นความเจ็บปวดของบาดแผลที่เรื้อรังมานานมันก็ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น
เรียกได้ว่ามันทวีคูณความรุนแรงขึ้นจนนางไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดเรานั้นได้
สุดท้ายแล้วหน้าจำได้ว่าตัวของนางสลบไปแต่ในตอนนี้เมื่อเรามองดูแล้วสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ใดกัน
เพียงแค่มองเพดานไม้นางก็รู้สึกไม่คุ้นเคยแล้ว
“ ตื่นแล้วอย่างงั้นเหรอ? ” เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาดังแว่วมาจากข้างหู
หลังจากนั้นก็ปรากฏเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินเข้ามาใกล้ๆไป๋เฟิ่งปรายดวงตาของตนเองหันกลับไปมองมองเห็นร่างของบุรุษที่ดูคุ้นเคยอยู่ไกลๆกำลังเคลื่อนที่เข้ามา
ลู่หยางทำการก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆภายในมือของเขามันเองก็ถือถ้วยสมุนไพรหนึ่งถ้วย
ไป๋เฟิ่งมองเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นนางทำการขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นก็ทำการส่งเสียงขึ้นมาอย่างแผ่วเบา“ เจ้า… ”
นางทำการระบุได้แล้วว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็นผู้ใดจึงทำการกวาดสายตาของตนเองไปบริเวณรอบรอบ
สถานที่แห่งนี้มันคือบ้านของบุรุษผู้นี้แม้ว่าจะเคยมาเพียงแค่ครั้งเดียวเพราะว่าสถานที่แห่งนี้มีขนาดเล็กเป็นอย่างมากเลยทำให้นางจำทุกรายละเอียดได้เป็นอย่างดี
ลู่หยางก้าวเดินเข้ามาใกล้ๆก่อนที่เขาจะทำการนั่งลงข้างเตียงลู่หยางหย่อนก้นลงข้างเตียงที่มีเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆรองรับเอาไว้
ดวงตาของเขามองตรงไปที่สตรีที่นอนป่วยอยู่บนเตียงแต่ภายในมือก็ยังคงใช้ไม้คนยาภายในถ้วยไปมา
ไป๋เฟิ่งส่งเสียงถามอย่างแผ่วเบา“ ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ”
“ ข้าเข้าไปพบเจ้านอนหมดสติอยู่ภายในห้องดูท่าทางไม่ดีเลยทำการนำพาเจ้ากลับมาที่เรือนของข้า”ก่อนหน้านี้ร่างเงาของผู้ที่กระโจนเข้ามาจากทางหน้าต่างที่นางเห็นก่อนที่จะหมดสติมันคือร่างเงาของลู่หยาง
“ เจ้าเข้าไปภายในห้องของข้าโดยเจตนาอันใดกันแน่? ” นางเต็มไปด้วยความสงสัยถ้าไม่ได้มีเหตุผลหรือว่ามีเจตนาอันใดซ่อนเร้นเอาไว้เหตุใดถึงทำการก้าวเข้าไปภายในห้องของนางในยามดึกดื่น
“ แม่นางอย่าเพิ่งเข้าใจผิดตัวของข้าพี่ตัดสินใจเข้าไปภายในห้องของเจ้ามันเป็นเพราะว่ามีเหตุผล”
“ เหตุผลอันใด? ”
“ ก็เรื่องบาดแผลของเจ้าเนี่ยแหละเมื่อกลางวันตอนที่ข้าดูบาดแผลข้าก็รู้ได้ในทันทีว่าในราตรีนี้ผิดมันคงจะกำเริบอีกอย่างแน่นอนและตัวของเจ้าเองก็คงจะเจ็บปวดบางทีอาจจะทนไม่ไหวเพราะว่ารู้แบบนั้นเลยตัดสินใจไปดูอาการของเจ้านายตอนดึกไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ” ลู่หยางล่วงรู้ก่อนตั้งแต่แรกแล้วตั้งแต่ในตอนที่เขานั้นลองใช้ดวงตาของตนเองสำรวจดูบาดแผลของนางก่อนหน้านี้
ตอนที่เห็นบาดแผลของนางเขาก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าในราตรีนี้บาดแผลคงจะกำเริบผิดอีกอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นเลยตัดสินใจออกจากเรือนของตนเองในยามดึกไม่ดูอาการของนางและมันก็เป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆบาดแผลรุนแรงมากขึ้นทำให้อาการของนามทรุดลง
“ แม่นางสลบไปหลายชั่วยามตอนนี้ยังเช้าแล้วราตรีที่ผ่านมาแม่นางรู้หรือไม่ว่าข้านักหนาเพียงใดกับการรักษาชีวิตของแม่นางเอาไว้” ลู่หยางมองเห็นว่าพิษบนแผ่นหลังของนางกำลังจะกำเริบไปส่วนต่างๆเขาก็พยายามเป็นอย่างมากใช้วิชาเข็มเงินของตนเองสกัดพิษภายในร่างกายของนาง
ด้วยร่างกายของนางที่เป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธการใช้เข็มเงินรักษาเขาเองก็จำเป็นจะต้องใส่ลมปราณของตนเองเข้าไปด้วย
กว่าที่จะสามารถรักษาชีวิตของนางเอาไว้ได้เล่นเขาเอาปวดร้าวไปทั้งร่างกายแทบจะไม่ได้นอนทั้งราตรี
ไป๋เฟิ่งได้ยินเช่นนั้นนางนอนนิ่งแหงนหน้ามองเพดานแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา
ลู่หยางมองเห็นสตรีผู้นี้แสดงใบหน้าเย็นชาเข้าจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย“ เหตุใดถึงไม่ร้องเล่า? ”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนดึงดูดสายตาของไป๋เฟิ่งให้หันมามองอย่างรวดเร็วนางใช้ดวงตาผงของตนเองมองตรงไปที่ลู่หยางจากนั้นก็แสดงแววตาแห่งความสงสัยออกมา
ลู่หยางมองเห็นนางแสดงแววตาแห่งความสงสัยในคำพูดของเขาจึงทำการชี้แจงกระจ่างด้วยคำพูดประโยคถัดไป“ ตัวของข้าหมายความว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่ร้องทั้งที่เจ็บปวดเจียนจะตายเช่นนั้นกับนอนนิ่งขดตัว แต่กลับไม่ส่งเสียงกรีดร้องไห้ผู้ใดได้ยินไม่เรียกให้ผู้ใดเข้ามาช่วย”
“ นี่คงไม่ใช่ว่าแม่นางอยากจะตายอยู่ภายในห้องนั้นจริงๆหรอกนะ ”
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกจากนั้นก็ตอบกลับมาด้วยประโยคสั้นๆ“ ข้าร้องไม่ได้.. ”
ลู่หยางได้ยินคำตอบที่เต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่นจึงทำการย้อนคืนกลับมาว่า“ เหตุใดถึงร้องไม่ได้ ปากของเจ้าก็พูดได้เหตุใดถึงร้องไม่ได้เล่า? ”
“ ถ้าข้าร้อง ข้าจะกลายเป็นคนอ่อนแอ ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ ”ไป๋เฟิ่งมีอดีตหลายอย่างที่ทำให้นางกลายเป็นคนเช่นนี้
ในตอนแรกผู้ใดเกิดมาแล้วกลายเป็นคนแข็งกระด้างเลยเล่าแน่นอนว่าผู้คนเกิดมาก็ต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์กันทั้งสิ้น
ไป๋เฟิ่งเองเช่นเดียวกันตัวของนางเองก็เคยเป็นเหมือนกับสตรีธรรมดาทั่วไปในช่วงวัยเด็กเหตุการณ์ที่พบเจอเหตุการณ์มากมายที่ผ่านเข้ามาภายในชีวิตมันเองก็ทำให้นางเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ตระกูลของนางไม่มีบุตรชายนางถือว่าเป็นบุตรสาวคนโตแบกรับหลายอย่างเอาไว้
จากนั้นห่วงในความคิดมันก็ค่อยๆบ่มเพาะนางเรื่อยๆทำให้นางรสึกว่าตัวเองนั้นต้องเป็นคนแข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเวลาผ่านมานางเองก็ไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่รู้ตัวอีกทีนางก็กลายเป็นแม่ทัพผู้เย็นชามีจิตใจที่แข็งกระด้างไร้ซึ่งความรู้สึกแม้แต่ทำการส่งเสียงร้องให้คนช่วยเหลือนางยังไม่เคยเปิดปาก
เช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่บนแผ่นหลังของนางบาดแผลนี้แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดแต่นางเองก็เหมือนจะนอนขดตัวแล้วก็อดทนต่อความเจ็บปวดนั้นโดยที่ไม่ส่งเสียงร้องออกมา
เพราะว่าภายในความคิดของนางแล้วนางคิดว่าการร้องไห้มันคือการที่ทำให้ผู้คนอ่อนแอ
นางก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาแล้วก็ไม่เคยส่งเสียงร้องอีกเลย
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขายิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็ทำการกล่าวออกมา“ แม่นางนี้ช่างพิลึกยิ่งนักเหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นบนโลกใบนี้มีผู้ใดเล่าที่ไม่ร้องไห้ ท่านในวัยเด็กก็น่าจะเคยร้องไห้เช่นเดียวกัน ”
“ แม้แต่บุรุษมากมายยังทำการส่งเสียงร้องแต่ท่านเป็นสตรีกลับไม่เปิดปากแม้แต่น้อย”
ลู่หยางในขณะที่พูดเขาก็ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ใช้มือยื่นมาสัมผัสที่เอวของนางทำการผลักดันร่างของนางอย่างเบามือ
ไป๋เฟิ่งไปด้วยความสับสนดวงตาของนางหันกลับไปมองอย่างรวดเร็วหลังจากเห็นว่าบุรุษผู้นี้ใช้มือลองผลักดันร่างกายของนาง“ เจ้าทำอันใด? ”
“ ข้าจะให้แม่นางพลิกร่างกายนอนคว่ำข้าจะทำการทายาให้ ”
ไป๋เฟิ่งได้ยินเช่นนั้นก็ไร้ค่าที่ขัดขืนยอมให้ลู่หยางจับร่างกายของตนเองพลิกอย่างรวดเร็วอยู่ในท่าทางนอนคว่ำ
ลู่หยางในมือของตนเองยื่นไปคว้าจับเสื้อของนางจากนั้นก็เปิดแผ่นหลังออกพอให้เห็นบาดแผลที่ประดับเป็นรอยสีม่วงช้ำอยู่บริเวณแผ่นหลัง
ในขณะที่กำลังจะเริ่มลงมือทายาภายในมือปากของเขาก็ทำการพูดออกมา“น่าจะบอกกันดีๆท่านนะแม่นางบางทีก็ลองให้มันก็ไม่ได้บอกว่าคนผู้นั้นอ่อนแอหรือไม่”
“ อ่อนแอหรือแข็งแกร่งยอมเกิดขึ้นภายในจิตใจถ้าท่านทำการร่ำไห้ออกมาแต่ภายในใจของท่านยังคงแข็งแกร่งแน่นอนว่าไม่มีอันใดทำอันใดท่านได้”
ลู่หยางเริ่มทำการใช้ยาภายในมือของตนเองทาลงบนแผ่นหลังของนางเมื่อยานั้นลงสัมผัสที่แผ่นหลัง ใบหน้าของไป๋เฟิ่งปรากฏความเจ็บปวดออกมา
ในช่วงเวลานี้เพียงแค่มีสิ่งใดมากระทบกับแผลบริเวณแผ่นหลังนางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับว่ามีกระบี่มาทิ่มแทงแล้ว
ลู่หยางเหลือบสายตาไปมองสตรีที่เขากำลังทายาให้นางเอกยังไม่ส่งเสียงร้อง“ ข้าบอกแล้วอย่างไรส่งเสียงร้องก็ได้ถ้าเจ็บปวดเช่นนั้น ”
“ ไม่!!! ” ไป๋เฟิ่งยื่นคำออกมาอย่างเด็ดขาด
ลู่หยางเมื่อได้มองเห็นท่าทางที่แข็งกระด้างนั้นยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูจากนั้นก็ทำการกล่าวเย้าหยอก“ มีเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นถ้าทายาไปเรื่อยๆจะเจ็บมากกว่านี้อีกนะตัวของท่านจะทนได้อย่างนั้นรึ ”
“ ได้!!! ”
ลู่หยางพยักหน้าขึ้นลงอย่างเอ็นดูจากนั้นเขาก็ทำการนำเอายาของตนเองเริ่มทาลงไปเรื่อยๆ
เมื่อเขาทำการทายาอย่างเบามือมาได้สักพักดวงตาของเขาเริ่มบังเกิดความรู้สึกอยากจะกลั่นแกล้ง
ลู่หยางเพิ่มน้ำหนักมืออีกสองส่วนเมื่อยานั้นโดนทาลงไปบนแผ่นหลังของนางเข้านี้ความเจ็บปวดมากขึ้นนางหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆ“ โอ๊ย… ”
ลู่หยางยกยิ้มเล็กน้อยอย่างเอ็นดูและก็พยายามกลั้นหัวร่อเอาไว้ในขณะเดียวไป๋เฟิ่งผู้ที่เยือกเย็นมาโดยตลอดในครั้งนี้เผลอหลุดเสียงร้องแรกในรอบหลายปีนางเขินอายอยู่ภายในใจลึกๆใบหน้าที่เย็นชาแดงต่ำขึ้นมาเล็กน้อยแต่พยายามแสดงท่าทางนิ่งเอาไว้เพื่อไม่ให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังสบประมาท
ลู่หยางเห็นร่างกายของอีกฝ่ายแข็งทื่อจึงทำการกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว“ ข้าไม่ได้ยินอะไรเลยนะ!!! ”
จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือทายาลงบนแผลด้านหลังของนางอย่างเบามือไปเรื่อยไปใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปกว่าที่จะทายาบาดแผลบนแผ่นหลังของนางจนเสร็จ
แต่ว่าในขณะที่ทายาเขาเองก็เพิ่มน้ำหนักมืออยู่หลายครั้งจนทำให้นางส่งเสียงร้องหลุดออกมาหลายครั้งด้วยเช่นเดียวกันซึ่งมันทำให้ลู่หยางหลุดยิ้มไปหลายครา
เมื่อได้ทายาจนเสร็จเขาดึงเสื้อของนางขึ้นมาเช่นเดิมและก็ทำการเอ่ยถามออกไป“ เป็นอย่างไรบ้าง? ”
จบบท