“เหตุใดมีน้ำเพียงอ่างเดียวเล่า” จางฟานอวี้กะพริบตาปริบๆ มองรอบห้องเห็นบ่าวหญิงสองคน คนหนึ่งเช็ดทำความสะอาดพื้น และอีกคนกำลังเตรียมน้ำอาบให้คนเข้าพักทั้งสอง
ส่วนองค์ชายสามก็เพียงยืนพิงกำแพง มองดูอาภรณ์ที่จางตงฟูไปซื้อมาพยายามจับหน้าไว้ไม่ให้คิ้วตนกระตุกจนเป็ที่สังเกต เนื่องด้วยอาภรณ์เหล่านี้ดูอย่างไรก็เป็อาภรณ์คู่ที่ร้านตัดไว้หลอกขายให้คนซื้ออาภรณ์มากขึ้นกว่าที่จำเป็
“จางตงฟู ต่อยทีหนึ่งไม่ทำให้สำนึกบ้างเลยหรือ” เขากัดฟันด่าคนที่นอกจากเป็องครักษ์แล้วก็ยังเป็ศิษย์น้องร่วมอาจารย์ด้วย
“นายท่านอาบก่อนดีหรือไม่ ข้ารออาบทีหลังได้เ้าค่ะ” จางฟานอวี้เสนอออกไป นางเองก็มิใช่ว่าเลอะเทอะเท่าเขา
“เหตุใดจึงไม่อาบพร้อมกันเ้าคะ สามีอาบน้ำพร้อมฮูหยินตนไม่แปลกอันใด อีกทั้งฮูหยินน้อยไม่สบายเช่นนี้ไม่ควรจะอาบผู้เดียวนะเ้าคะ”
ปกติแล้วหากเป็ผู้อื่นมาอ้วกเลอะพื้นให้ต้องตามเก็บกวาดเช่นนี้ นางคงไม่พูดดีๆ ด้วยแล้ว แต่ลูกค้ากระเป๋าหนัก เสนอเพิ่มค่าห้อง ค่าทำความสะอาด จนกระเด็นมาถึงบ่าวในโรงเตี๊ยมเช่นนี้ นางไม่มีทางบ่นและสนับสนุนให้เลอะเทอะมากกว่าเก่าเสียด้วย
“อาหารอ่อนๆ หลังอาบน้ำจะให้จัดขึ้นมา้าเช่นเดิม หรือครั้งนี้ฮูหยินและนายท่านอยากจะลงไปดื่มกินที่ชั้นล่าง ชมการแสดงรอบเย็นด้วยดีเ้าคะ”
“ไว้จะให้คนไปบอก เื่นี้ข้ามิอาจตัดสินใจได้” ฟานอวี้ส่ายมือปฏิเสธช้าๆ ก่อนหันไปหาองค์ชายสาม “นายท่านมาอาบน้ำก่อนเถิดเ้าคะ ดูแล้วกำลังอุ่นทีเดียว”
“ออกไปให้หมด”
โจวหลงเฉิงสะบัดมือไล่บ่าวหญิง แต่นั่นทำให้ฟานอวี้เข้าใจผิดว่าตนเองถูกไล่ด้วยเช่นกัน นางจึงเดินตามบ่าวหญิงประจำโรงเตี๊ยมออกไปด้วย แต่ทว่าแขนเรียวกลับถูกองค์ชายสามคว้าเอาไว้เสียก่อน
“จะออกไปด้วยอาภรณ์เลอะอาเจียนให้รบกวนแขกคนอื่นหรืออย่างไร” เขากล่าวไม่รอคำตอบ เหลือบตามองบ่าวหญิงเมื่อครู่ “ปิดประตูเสีย”
“เ้าค่ะ” บ่าวหญิงลอบยิ้ม เข้าใจว่าหากมีพวกนางคงจะไม่สะดวก แกล้งโมโหไล่ออกมาเข่นนี้ จึงจะสมเป็บุรุษวัยหนุ่ม
“มิได้ไล่ให้หม่อมฉันออกไปหรือเพคะ” ดวงตากลมเงยสบเข้ากับใบหน้าบอกบุญไม่รับของโจวหลงเฉิง เหตุใดเขายังโกรธ ตัวนางทำตามที่สั่งแล้ว ยังจะเรียกว่าผิดอีกหรือนี่
“เปิ่นหวางจะไล่เ้าด้วยเหตุใด” หลงเฉิงจิ๊ปากไม่พอใจ
“องค์ชายมิใช่รำคาญเสียงพูดคุยอยากจะชำระกายอยู่ผู้เดียวหรือเพคะ” ฟานอวี้เอียงหน้าถาม นางจะหัวทึบเพียงไรก็ยังรู้สัญญาณความรำคาญ
“รำคาญผู้อื่นมิใช่ว่ารำคาญเ้า”
“ทำอันใดเพคะ!” ฟานอวี้รีบหันหลังหนีจากโจวหลงเฉิง
องค์ชายสามเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนทั้งตัวมิได้เหลือสิ่งใด เขาเอื้อมมืออ้อมตัวฟานอวี้ เพื่อคว้าผ้าสะอาดชุบน้ำในอ่าง และใช้เช็ดตัวจนทั่วก่อนรอบหนึ่ง เมื่อลงไปแช่น้ำแล้วจึงได้ตวัดตามองจางฟานอวี้ที่ยกมือปิดหน้าปิดตาเอาไว้
“อาบพร้อมกัน เปิ่นหวางไม่ชอบอาบน้ำต่อจากผู้ใด ส่วนเ้าก็ไม่ควรอาบน้ำเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อไม่อาจเลี่ยงก็ต้องเป็น้ำอุ่น ถอดอาภรณ์เช็ดตัวแล้วก้าวลงมาซะ”
จางฟานอวี้ลดมือลงมาก็เห็นว่าโจวหลงเฉิงนั่งหันหลังให้ในอ่าง จึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เกิดความกล้าถอดอาภรณ์และใช้ผ้าอีกผืนเช็ดตัวจนทั่ว จากนั้นจึงหย่อนขาตามลงไปนั่งในอ่างน้ำ นางชันขาขึ้นบดบังร่างกายตนเองเอาไว้โดยไม่ต้องมีใครสั่ง แม้ผู้คนจะเข้าใจว่าฟานอวี้ตกเป็ของชายผู้นี้แล้ว แต่ความจริงเป็เช่นไร นางย่อมรู้ดี
“องค์ชายไม่ควรเปลื้องผ้าต่อหน้าหม่อมฉันเช่นนั้นเลย มัน…ออกจะทำให้ใเกินไป”
“เปิ่นหวางถือว่าเป็สามีเ้า เหตุใดจึงมาอายกับเื่แค่นี้” เขาหันหน้ากลับมามองฟานอวี้ “มิใช่ว่าเราทั้งสองต่างเห็นกันครบทุกซอกทุกมุมไปแล้วหรือ”
“องค์ชายอย่ากล่าวเยี่ยงนั้น หม่อมฉันเป็หญิงที่ยังไม่ได้ออกเรือน จะกล้าหาญเช่นไร ก็ไม่อาจทนฟังได้”
จางฟานอวี้ ตีน้ำใส่หน้าองค์ชายสามเบาๆ ให้หันกลับไป แต่องค์ชายผู้หนึ่งจะตีความว่ามีความหมายเพียงเท่านั้นหรือ โจวหลงเฉิงย่อมมองว่าแม่นางผู้นี้กำลังส่งสารท้ารบ
องค์ชายสามเมื่อปาดน้ำออกจากหน้าแล้ว เขาหันกลับมาเต็มตัว มือใหญ่ตีน้ำเข้าดวงหน้าของฟานอวี้บ้าง แต่นางไหวตัวทันจึงก้มหน้าดำน้ำลงไปเอง และเอามือทั้งสองตบลงบนพื้นน้ำโจมตีองค์ชายสามอย่างเป็ต่อ
“ฟานอวี้หยุด! หยุดนะ” หลงเฉิงที่ต้องหลับตาหลบน้ำในที่สุดก็รวบข้อมือของจางฟานอวี้ไว้ได้ทั้งสองข้าง
เื่นี้รวมกับการที่ตัวนางใกล้หมดลม บีบให้ฟานอวี้ต้องโผล่ขึ้นจากน้ำ และเป็จังหวะเดียวกันกับที่โจวหลงเฉิงดึงตัวฟานอวี้รวบเข้าไปนั่งบนตักพอดิบพอดี
“อะ…องค์ชาย!” จางฟานอวี้ที่ไม่ใช่สตรีไร้ความทรงจำ รู้ดีว่าสิ่งที่นางนั่งทับอยู่คืออันใด อยากจะรีบร้อนออกจากอ้อมแขน แต่กลับถูกแขนขององค์ชายโอบตรึงเอาไว้กับที่
“อยู่ให้นิ่ง”
คำสั่งที่ฟานอวี้ได้ยินนั้นมีความสั่นเครือปะปนอยู่ นั่นจึงทำให้นางไม่กล้าขยับกาย “พะ…เพคะ”
แต่แม้ว่าสตรีในอ้อมแขนจะอยู่นิ่งแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำให้จิตใจเขาปั่นป่วน ลำคอและบ่าเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า มีหยดน้ำเกาะพราว ไหนจะเรือนแก้มที่สุกปลั่งนั่นอีก และเมื่อเลื่อนสายตาลงไปผืนน้ำก็มิได้ช่วยพรางเนินอวบที่ถูกขาเรียวของฟานอวี้กดทับไว้ทั้งสองข้าง
องค์ชายสามเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณใบหน้า เพราะจำไม่ได้ว่าร่างที่งดงามเช่นนี้จะให้ความรู้สึกเช่นไรจึงอยากลิ้มลองในยามที่มีสติดูสักครั้ง โจวหลงเฉิงดึงใบหน้างามให้หันกลับมารับรสจูบอ่อนหวาน โดยที่ฟานอวี้เองก็มิได้ขยับตัวหนี
มือขององค์ชายสามปัดป่ายลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของร่างกายสาวยิ่งทำให้คิดไปไกล ปากร้อนถอนจูบออก และประทับตราจองไว้บนผิวหยกขาวของแม่นางจาง แม้จะประหลาดใจอยู่บ้างที่บนผิวกายของฟานอวี้ ไม่มีร่องรอยอย่างที่ควรมี แต่เมื่อแม้แต่เหตุการณ์ก็จดจำไม่ได้ จึงคิดว่าตนเองอาจมิได้กระทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน
“องค์ชายสาม…หยุดเถิดเพคะ” จางฟานอวี้ที่ตัวแข็งทื่อเปล่งเสียงขอร้องออกไป พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้มิให้ร่วงหล่น
“แต่เ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ บุรุษใดจะอดใจได้ไหว” เขากล่าวพลางพรมจูบไปตามแนวไรผมของฟานอวี้ แต่เมื่อจับใบหน้าฟานอวี้ให้เงยขึ้นมอง เขาก็เห็นว่าดวงตาที่มองสบอยู่มีร่องรอยของความกลัวชัดเจน เขาจึงไม่กล้าทำสิ่งใดอีก และยอมปล่อยตัวฟานอวี้ให้เป็อิสระ
โจวหลงเฉิงยืนขึ้นก้าวออกจากอ่างออกไปหันหลังเปลี่ยนอาภรณ์ โดยที่ไม่พูดคำใดกับนางอีก นั่นทำให้คนที่คิดว่าอาจทำให้องค์ชายมีโทสะแล้วรีบขึ้นจากน้ำมาเช็ดตัวสวมอาภรณ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อแต่งกายกำลังจะเรียบร้อยองค์ชายสามก็ทำท่าว่าจะออกไปด้านนอก จางฟานอวี้จึงรีบเดินตามไปอย่างว่องไว
“หม่อมฉันขออภัยเพคะ” ฟานอวี้ปาดน้ำตาที่ไหลออกมาทิ้งไป มือข้างหนึ่งดึงแขนหลงเฉิงเอาไว้
“เฮ้อ” หลงเฉิงถอนหายใจ “เ้าผิดอันใด” เขาถาม
“ผิดที่ไม่ยินยอมให้องค์ชาย..” ฟานอวี้น้ำตาคลอหน่วย
“ข้าเพียงจะออกไปรอด้านนอก มิใช่ว่าโกรธเคือง” หลงเฉิงหันกลับมาเผชิญหน้าฟานอวี้ที่ยามหัวเปียกเช่นนี้ทำให้นึกถึงตอนสะบัดผมขึ้นมา “หึ” เสียงขบขันดังขึ้นเล็กน้อย
“ไม่โกรธจริงนะเพคะ” ฟานอวี้กุมมือขององค์ชายสามไว้
“ไม่โกรธ เปิ่นหวางผิดเองที่เอาตัวไปสุ่มเสี่ยงเช่นนั้น” เขาดึงมือออก กระชับจัดชุดของจางฟานอวี้ให้เข้าที่เรียบร้อย
“แต่หากมีอีกครั้งย่อมไม่ใช่เปิ่นหวางที่ผิด” เขายิ้มบางเบา
“พะ…เพคะ” ฟานอวี้พยักหน้า ก่อนจะถอยหลังกลับเพื่อจะไปซับผม แล้วค่อยตามเขาออกไป แต่ยังไม่ได้ยกผ้าขึ้นกลับถูกเรียกเสียก่อน
“จางฟานอวี้” เสียงทุ้มเอ่ยเรียก
องค์ชายสามชูตลับยาขึ้น นางจึงปลดชุดให้หลวมก่อนจะก้าวไปหาหลงเฉิง ดวงตาสบกัน คนหนึ่งทายาให้ อีกคนเพียงแค่ยืนนิ่งรับความหวังดี
“ขอบพระทัยเพคะ”
“เช็ดผมให้แห้ง เปิ่นหวางจะจิบชารอด้านล่าง”
ครั้งนี้จางฟานอวี้ยืนรอจนประตูห้องพักปิดลงก่อนจะเริ่มขยับกาย นางหยิบผ้ามาเช็ดผม ถอนหายใจต่อเนื่อง คิดได้ว่าโกหกเช่นนี้ไม่ดีเลย ความเข้าใจผิดเช่นนี้วันหนึ่งจะทำให้ความแตกหรือไม่ หากวันหนึ่งองค์ชายสามรู้ความจริงขึ้นมา นางอาจถูกโกรธเคืองตลอดชีวิต หรือถึงขั้นหัวนางอาจหลุดออกจากบ่าก็เป็ได้
หม่อมฉันจำเป็จริงๆ