TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 91 พลังสายเลือดโลกลวง

    ตอนที่ 91 พลังสายเลือดโลกลวง


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****





    พลังลวงตานี้ไม่ใช่ลวงตาธรรมดา แต่มันเป็นพลังลวงตาที่ทำให้วิญญาณของสิ่งมีชีวิตจมดิ่งอยู่ในภวังค์ แม้ไม่ถึงขั้นทำให้เป้าหมายถูกบงการ แต่การตกอยู่ในภวังค์นี้สามารถทำให้เป้าหมายตกอยู่ในโลกลวงตา 


    ด้วยการตกอยู่ในโลกลวงนี้เขาจึงสามารถค้นหาความลับของเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย 


    สำหรับการทำให้ผู้คนตกอยู่ในภวังค์ หากจะพูดไปแล้วก็ไม่ใช่พลังดีเด่นอะไร เพราะในโลกนี้ยังมีพลังประเภทลวงตาอยู่เป็นจำนวนมาก


    ทว่าพลังสายเลือดโลกลวงนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะผู้ครอบครองพลังสามารถทำให้เป้าหมายตกอยู่ในโลกลวงนั้นเป็นเวลาเท่าใดก็ได้ ราวกับว่าได้จับคนผู้นั้นไปขังยังอีกโลกหนึ่ง 


    ส่วนกายเนื้อก็ถูกทำให้นิ่งสงบอยู่อย่างนั้น ทำให้เป้าหมายแทบไม่ต่างไปจากลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ศัตรูก็เหมือนลูกพลับนิ่มๆ ให้เขาบีบเล่น


    เฟิร์สที่ได้ดำดิ่งสัมผัสลึกเข้าไปถึงพลังสายเลือดนี้ก็ยิ่งรู้สึกตะลึงงัน ความลึกล้ำของมันแทบจะเกินจินตนาการของเขาไปมาก 


    “น่ากลัวเกินไปแล้ว” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยหอบ


    “นี่ไม่ใช่ประตูพลังที่เล็กกว่าห้าบานแรกนับร้อยเท่าหรอกหรือ? มันไม่ใช่พลังสายเลือดระดับต้นๆ ด้วยซ้ำ แต่กลับมีพลังที่น่าหวาดหวั่นเหลือเกิน”


    ตอนนี้เฟิร์สแทบจะไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมตอนแรกเขาถึงไม่สามารถเปิดประตูบานใหญ่เหล่านั้นได้ เพราะเขาไม่มีความสามารถที่จะเปิดมันจริงๆ


    เขาประเมินสิ่งมีชีวิตหลากโลกาต่ำเกินไป


    ตัวตนของเขาในตอนนี้แทบจะไม่ต่างไปจากเศษฝุ่นที่ติดใต้เท้าของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาด้วยซ้ำ


    วึง!


    ตอนนั้นเอง ... ระหว่างที่เฟิร์สกำลังสำรวจพลังสายเลือดที่พึ่งได้รับมา เขาก็บังเอิญได้พบกับเศษเสี้ยวความทรงจำหนึ่งของพลังสายเลือดโลกลวงนี้


    ความทรงจำนี้ไม่ได้ฉายออกมาเป็นภาพ หรือเสียงคำพูดบอกกล่าว


    แต่มันคือข้อมูลชุดหนึ่งที่ถูกส่งเข้ามาในจิตโดยตรง


    เฟิร์สสามารถจับใจความได้ว่า ...


    “สิ่งมีชีวิตหลากโลกาเป็นสิ่งมีชีวิตขั้นสุดประเภทหนึ่ง ขั้นสุดที่ว่านี้คือการบ่มเพาะที่ได้มาถึงที่สุดของปลายทางแล้ว


    ทว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากโลกาก็มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ


    ปณิธานของพวกเขาคือต้องการยกระดับตนเองให้เข้าสู่อีกขั้นหนึ่งที่เหนือกว่าขั้นสุด 


    นั่นคือสิ่งมีชีวิตที่ออกจากกรงขังของเคออส ปฐมกาลแห่งความว่างเปล่า


    การบ่มเพาะของสิ่งมีชีวิตหลากโลกานั้นไม่ต่างไปจากการบ่มเพาะวิถี สรรพสิ่งนั้นมีวิถีมากมาย หากบ่มเพาะวิถีใดวิถีหนึ่งจนไปถึงขั้นสุด พวกเขาก็จะได้ชื่อว่าเข้าสู่ขอบเขตพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา


    สิ่งมีชีวิตหลากโลกาที่แข็งแกร่งสามารถบ่มเพาะวิถีไปจนถึงขีดสุดได้หลายสาย ยิ่งมีบ่มเพาะวิถีขีดสุดได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น


    ด้วยสิ่งมีชีวิตระดับสิ่งมีชีวิตหลากโลกา การรับรู้วิถีต่างๆ นั้นง่ายมาก แต่การจะบ่มเพาะให้ไปถึงขีดสุดนั้นนับว่ายากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า


    ด้วยเหตุนี้เหล่ามนุษย์และสัตว์อสูรที่มีสายเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาจึงมีพลังสายเลือดหลากหลายสาย


    พลังสายเลือดเหล่านี้จึงมีทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่งปะปนกัน


    ซึ่งพลังสายเลือดโลกลวงก็เป็นหนึ่งในวิถีที่สิ่งมีชีวิตหลากโลกาตนนี้ฝึกฝน และระดับของมันยังครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น ทว่าความลึกล้ำของมันกลับหาที่ใดเปรียบ”


    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เฟิร์สสรุปได้จากข้อมูลเศษเสี้ยวความทรงจำชุดนั้น


    ทันทีที่ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้ ดวงตาของเฟิร์ศในร่างหญิงสาวก็พลันเบิกกว้างและอ้าปากค้าง


    “ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว มันยังมีสิ่งมีชีวิตแบบนี้อยู่บนโลกด้วยอย่างนั้นหรอ? ไม่สิ! มันกระทั่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดโลกขึ้นมาด้วยซ้ำ หากฉันไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเรียกมันว่าพระเจ้าหรือผู้สร้างก็ว่าได้”


    เฟิร์สตกใจจริงๆ กับความยิ่งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา


    โลกทัศน์ของเขาในตอนนี้ได้เปิดกว้างเหลือคณา


    ข้อมูลเหล่านี้แทบจะไม่มีตัวตนใดในมหาทวีปได้รับรู้ นั่นเพราะว่าพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้อ่อนแอยิ่ง รวมทั้งสัตว์อสูรอีกด้วย


    เรียกได้ว่าจุดอ่อนของพวกเขาคือวิญญาณ


    ส่วนจุดแข็งก็คือร่างกาย


    จริงอยู่ที่ว่าคนธรรมดาในโลกนี้แทบจะไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาในโลกของเฟิร์ส


    แต่สำหรับผู้ที่บ่มเพาะส่วนใหญ่แล้ว พลังสายเลือดของพวกเขาจะเน้นไปที่ร่างกายมากกว่า


    จากข้อมูลที่เฟิร์สศึกษามา บางคนบ่มเพาะสายเลือดเพลิง จนทำให้ร่างนั้นอาบไปด้วยเปลวเพลิงและใช้พลังธาตุไฟได้ หรือพลังสายเลือดอื่นๆ ซึ่งล้วนจะเกี่ยวข้องกับร่างกายทั้งสิ้น


    อย่างจอมมารอังกูลตนนั้นก็บ่มเพาะสายเลือดกลืนกิน ทำให้ร่างกายได้รับพลังของสิ่งที่กลืนกินเข้าไป ความแข็งแกร่งของเขาจึงเป็นสิ่งที่ได้กลืนกิน


    ทว่าตอนนี้ดูเหมือนพลังสายเลือดในร่างของอีวาจะเกิดการผ่าเหล่า


    พลังสายเลือดโลกลวงนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่กายา แต่กลับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับวิญญาณ จับศัตรูให้ถูกขังในโลกลวงวิญญาณของตน


    สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ที่อ่อนแอทางด้านวิญญาณอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังสายเลือดโลกลวงนี้ มิใช่เป็นสิ่งที่แพ้ทางหรอกหรือ?


    วินาทีที่พลังสายเลือดนี้ได้ถูกปลุกขึ้นมา วิญญาณของโลกนี้จึงได้ส่งปฏิกิริยาเช่นนั้นออกไป ทำให้ผู้แข็งแกร่งทั่วโลกต้องสะท้านให้กับพลังสายเลือดนี้


    เฟิร์สที่ตั้งสติขึ้นมาได้ เขารีบนำร่างนี้เข้าไปในบ้านทันที


    เขาลงมือเขียนบันทึกในสมุดไดอารี่อย่างไม่ลังเล


    ‘อีวา ตอนนี้ฉันปลุกพลังสายเลือดให้กับเธอแล้ว เส้นทางการบ่มเพาะของเธอกำลังจะเริ่มต้น เธอมีโอกาสที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอได้แล้ว’


    พอวันคือผ่านพ้นไป และอีวาได้อ่านข้อความนี้เธอถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา


    แม้การตื่นขึ้นมาเธอจะพบการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจการใช้พลังสายเลือดนี้


    การสลับร่างของพวกเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจหรือความทรงจำให้แก่กันและกัน ดังนั้นอีวาจึงไม่ต่างไปจากนักเรียนที่พึ่งเข้าเรียน


    อีวาเขียนไดอารี่ตอบโต้เฟิร์สทันที


    ‘นายพูดจริงนะ นายสามารถช่วยพ่อแม่ของฉันออกมาได้จริงๆ ใช่ไหม? หากนายสามารถทำอย่างนั้นได้ ไม่ว่านายจะให้ฉันทำอะไรฉันก็ยอม’


    สมุดไดอารี่ของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตา


    ‘ฉันไม่ได้โกหกเธอ แต่เธอต้องทำตามที่ฉันบอก อันดับแรกเลยคือเธอต้องควบคุมพลังสายเลือดของเธอให้ได้ ไปเข้าร่วมกับค่ายฝึกฝนของหมู่บ้านซะ’


    ‘ขอบคุณ ... ขอบคุณนายมากๆ’


    ‘ดีแล้ว แล้วหลังจากนี้เธอก็เลิกสร้างเรื่องยุ่งยากให้กับฉันซักที และยังมีอีกอย่างหนึ่ง ที่เธอต้องทำนั่นคือการฝึกฝนการใช้พลังในร่างของฉัน เพราะฉันเองก็มีงานที่ต้องทำ นี่ก็หลายเดือนมาแล้วที่ฉันต้องมากติดแหงกกับเธอจนไม่ได้ทำการทำงาน’


    ‘ได้ ได้ ได้ นายนี่ขึ้บ่นจริงๆ ฉันจะฝึกฝนทั้งพลังในร่างของฉันและพลังในร่างของนายไม่ให้นายต้องเดือดร้อน’


    ‘ดีมาก’


    ‘แต่ฉันไม่ใช่ลูกน้องนายนะ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องไร้สาระฉันจะไม่ฟังคำสั่งนาย’


    ‘เธอนี่มัน’


    หลายวันมานี้ทั้งสองได้พูดคุยตอบโต้กันผ่านไดอารี่


    อีวาพยายามอย่างหนักในการฝึกฝนพลังสายเลือดของเธอและการใช้พลังของเฟิร์ส


    เฟิร์สเองก็คอยชี้แนะเธออย่างดี


    แต่เนื่องจากพลังในร่างของเฟิร์สนั้นเต็มไปด้วยความลึกล้ำ ยิ่งการใช้พลังอักขระยิ่งต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ


    อีวาจึงใช้ได้แค่พลังไอเทมสปีริทที่เป็นทักษะควบคุมเข็มและอำนาจอักขระที่ใช้ความรู้สึกควบคุมพลังเพียงแค่นี้เท่านั้น


    ซึ่งเฟิร์สเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะใช้พลังของเขาได้สมบูรณ์อยู่แล้ว


    เฟิร์สยังมีงานต้องทำเพราะเขาเป็นถึงผู้กองเฟิร์สวันแห่งนิวโฮป ตามสัญญาปีนึงจะต้องลงเทรดอบิสอย่างน้อยหกครั้ง ซึ่งปีนี้เขาพึ่งจะลงเทรดไปได้ครั้งเดียวเท่านั้น


    แต่เนื่องจากเกิดปัญหาสลับร่างกับอีวาเสียก่อน การทำงานของเขาจึงต้องหยุดชะงัก


    ตอนนี้เฟิร์สคิดเอาไว้แล้วว่าเขาจะต้องอยู่ร่วมกับอีวาแบบนี้ให้ได้ จนกว่าจะหาทางแก้ไขเรื่องการสลับร่างนี้


    ภายในค่ายฝึกฝนหมู่บ้านเควน


    สถานที่ที่ฝึกฝนผู้บ่มเพาะให้กลายเป็นยอดฝีมือของอาณาจักร หลังจากผ่านการฝึกเหล่านี้แล้ว ผู้ฝึกฝนสามารถสอบเข้ารับราชการในอาณาจักรได้ หรือเป็นใบเบิกทำให้ต่อยอดเพื่อทำในสิ่งต่างๆ ต่อไป


    ต่อให้อาณาจักรฮาดาจะมีความสงบสุขขนาดไหน แต่พวกเขาก็ยังต้องการยอดฝีมือผู้บ่มเพาะภายในอาณาจักรอยู่ดี ดังนั้นในทุกๆ หมู่บ้านจึงต้องมีค่ายฝึกฝนเพื่อรองรับผู้บ่มเพาะหน้าใหม่


    เฟิร์สในร่างอีวาเดินเข้าไปในค่ายฝึกฝน ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของโลกนี้ 


    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน