หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 26

    หลงเฟยเลือกที่จะย้ายโซฟาตัวยาวกับโต๊ะรับแขกขึ้นไปไว้ในห้องนอนของเขา และเอาเก้าอี้รับแขกอีกสองตัวไปไว้ตรงระเบียงของชั้นล่าง ซึ่งพอดีที่มีหลังคาคลุมเอาไว้ มันจึงเหมาะแก่การรับแขกVIPเหลือเพียงชั้นวางของขนาดใหญ่ภายในบ้าน ที่ชายหนุ่มคิดว่าจะใช้วางของประดับตกแต่ง ส่วนที่เหลือเป็นเพียงห้องโล่งๆ หลงเฟยเห็นภาพได้ชัดเจนในการวางแผนหาโต๊ะทานอาหารสำหรับลูกค้า ในระหว่างการจัดของภายในบ้าน หลงเฟยก็พูกคุยถามถึงความเป็นมาของครอบครัวทาสที่เขาชื้อมา จึงได้ทราบว่าครอบครัวนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้าน หมู่บ้านชายแดนของพวกเขาถูกทำลายจากภัยร้ายแรงของโรคระบาดหมู่บ้านถูกเผาทิ้งทั้งหมดพร้อมกับผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ออกไป พวกเขาไม่เหลือทรัพย์สินอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั้งอาหาร จนวันหนึ่งพวกเขาได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินของขุนนางคนหนึ่งเข้า จึงถูกทหารจับมาแล้วขายให้พ่อค้าทาสในลำดับต่อมา หลังจากจัดพื้นที่บ้านให้โล่งสำหรับเตรียมของมาแต่งร้านแล้ว เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงตอนเย็น หลงเฟยเองก็เริ่มที่จะหิวขึ้นมาบ้างแล้ง จึงคิดที่จะลองทำกับข้าวด้วยครัวใหม่ของเขา ชายหนุ่มเลือกทำเมนูง่ายที่สุด นั่นก็คือ ‘ข้าวไข่เจียว’ ขณะที่หลงเฟยกำลังเตรียมของอยู่นั้น เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองเขาอยู่ เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นทาสทั้งสามนั่นเอง “เอ่อ..คือผมหิวข้าวน่ะ แหะๆ ว่าจะทำกับข้าวทาน เดี๋ยวพวกคุณไปนั่งรอก่อนนะครับ เดี๋ยวผมทำให้เอง” หลงเฟยพูดแบบอายๆ เขาคิดว่าทาสทั้งสามคงรอคำสั่งงานจากเขาอยู่“ฮ่ะ! นายท่านไม่จำเป็นต้องทำอาหารให้เราทานหรอกขอรับ พวกเราเป็นแค่ทาสต้องทำให้ท่านรับประทานถึงจะถูก ภรรยาข้าทำอาหารอร่อยมาก เดี๋ยวพวกข้าจัดการให้เอง เชิญนายท่านพักผ่อนเถอะขอรับ” ทาสชายฉกรรจ์ตกใจที่หลงเฟยจะทำอาหารให้ทาสอย่างเขาทาน จึงรีบมาเสนอตัวรับใช้เจ้านายตามหน้าที่ทันที“ฮ่าๆๆ ผมก็ลืมไปเลยนะว่าผมเป็นเจ้านาย แต่มื้อนี้ผมขอแสดงฝีมือทำอาหารให้พวกคุณทานดีกว่า เพราะพวกคุณที่เป็นผู้ช่วยจะได้เข้าใจว่าอาหารที่ผมขายมันเป็นยังไง เอาเป็นว่าพวกคุณมาเป็นลูกมือของผมก่อนก็แล้วกัน” แล้วหลงเฟยก็เริ่มสอนทำอาหารจากขั้นตอนแรก คือการหุงข้าว เขานำข้าวสารที่เหลือบางส่วนจากการทำข้าวมันไก่ออกมาล้างโดยมีทาสคนแม่ และลูกมาเรียนรู้ขั้นตอนการทำอย่างตั้งใจ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นข้าวสารหอมมะลิมาก่อน ส่วนหน้าที่การก่อไฟเป็นของทาสคนพ่อ ระหว่างที่รอข้าวสุก หลงเฟยก็เตรียมของสำหรับทอดไข่ ระหว่างนี้เขาก็ได้ถามชื่อทาสของเขา คนพ่อมีชื่อว่า ‘เควิน’ ส่วนทาสคนแม่ชื่อ ‘แอน’ และลูกชายชื่อว่า ‘แวน’ ทั้งสามแม้ว่าจะผ่านโชคชะตาชีวิตที่ลำบากแสนสาหัสมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงมีความคิดที่จะเรียนรู้พัฒนาตัวเอง สำหรับหลงเฟยแล้วเขาคิดว่าโชคดีจริงๆที่เลือกคนทั้งสามมาช่วยงานมากกว่า หลังจากข้าวหุ้งจนสุกแล้ว หลงเฟยก็ให้เควินเติมฟืน เพื่อจะเร่งไฟให้แรงขึ้น แล้วเขาก็เทน้ำมันลงไปบนกระทะที่ตั้งไว้บนเตา ลองสักพักน้ำมันก็เริ่มเดือด แล้วจึงราดไข่ที่ตีผสมเครื่องปรุงไว้แล้วลงกระทะทันที“ฟุม!!!...ฉ่า!!!” เสียงไข่ และน้ำมันแตกตัวสามพ่อแม่ลูกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความประหลาดใจกับไข่ที่ค่อยๆฟูขึ้นเรื่อยๆในกระทะร้อนๆใบนั้น หลงเฟยพลิกกลับด้านไข่เจียวด้วยตะหลิวอย่างง่ายดาย เขารอให้ไข่อีกด้านสุกก็ยกกระทะลงจากเตาแล้วตักไข่เจียวใส่จาน หลังจากนั้นก็ทอดไข่อีกสามรอบจนครบตามจำนวนคน กลิ่นหอมของไข่เจียวที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว ทำให้ทั้งสี่คนท้องร้อง น้ำลายไหลขึ้นมาเลยทีเดียว หลงเฟยตักข้าวใส่ถ้วยขนาดพอดีมือแล้วใช้ทัพพีกดลงไปให้แน่น นำถ้วยมาคว่ำไว้ตรงกลางจานข้าว แล้วหยิบถ้วยออก กลายเป็นก้อนข้าวทรงครึ่งวงกลมสวยงาม จากนั้นก็ใช้คีมคีบไข่เจียวที่ฟูหนา น่ารับประทานมาวางลงไปบนข้าวอีกที หลงเฟยให้แอนลองจัดจานเสิร์ฟกับอาหารอีกสามจานของพวกเธอ ซึ่งก็ออกมาน่าทานยั่วน้ำลายทั้งที่มันก็เป็นเพียงข้าวไข่เจียวธรรมดา แล้วหลงเฟยก็ชวนทั้งสามมานั่งทานข้าวร่วมโต๊ะด้วย“ทั้งสามคนมานั่งทานข้าวกับผมเถอะ สำหรับผมพวกคุณไม่ใช่ทาสที่ไร้ศักดิ์ศรี แต่เป็นเพื่อนร่วมงานของผม” หลงเฟยกล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าพวกเขาจะเดินออกไปทานที่อื่น“แต่นายท่าน นี่เป็นเรื่องไม่สวมควรอย่างยิ่งนะขอรับ ถ้าใครมาเห็นเข้าตัวท่านจะถูกติฉินนินทาเอาได้” เควินคัดค้านด้วยความเป็นห่วงนายท่านของตนว่าจะเสียภาพลักษณ์“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอกครับ แต่ถ้าพวกคุณกังวลขนาดนั้น ก็เอาเป็นว่าพวกเราจะร่วมโต๊ะทานอาหารเฉพาะในบ้านนี้ก็แล้วกัน เอาล่ะทานข้าวกันได้แล้ว พวกเรายังมีงานที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนมืดนะ” ทั้งสี่คนลงมือทานอาหารอย่างรวดเร็วด้วยความหิว แรกๆสามพ่อแม่ลูกก็ทานไม่ถนัด เพราะไม่เคยใช้ช้อนกับส้อม แต่พวกเขาก็สังเกตวิธีใช้มาจากหลงเฟย รวมทั้งอาหารตรงหน้าเองก็อร่อยมาก พวกเขาไม่เคยทานอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต นั่นทำให้ทาสทั้งสามคนถึงกับน้ำตาไหลพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “อะหย่อยมากเยย คับแม่ ป้อ ขอบคุณขอรับ นายท่าน” แวนเด็กชายวัยสิบเอ็ดปี เขาน้ำตาไหล และพูดออกมาทั้งที่ข้าวยังเต็มปากด้วยความซาบซึ้งใจ ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้หลงเฟยคิดไปถึงอดีตตอนที่เขายังเป็นเด็ก ตอนที่ยังอยู่กับปู่ผู้ที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวที่อยู่ตรงหน้า เขาถึงกับหยุดทานแล้วมองทั้งสามคนตรงหน้าทานข้าวอย่างมีความสุข พร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลลงมาเป็นสาย “นายท่าน นายท่านเจ้าคะ เป็นอะไรรึเปล่าเจ้าคะ” แอนที่นั่งอยู่ด้านข้างของหลงเฟยตกใจกับภาพที่เห็นเจ้านายของเธอน้ำตาไหลพราก จึงรีบกล่าวทักไปทันที พร้อมกับสองพ่อลูกก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยความตกใจ“เอ่อ อะแฮ่มๆ ผมไม่เป็นไร แค่ซาบซึ้งที่เห็นครอบครัวอบอุ่น และรักกันมากก็เท่านั้นเอง.. ผมเองก็มีครอบครัวอยู่เหมือนกันในสมัยก่อน แต่ตอนนี้คุณปู่ที่เป็นญาติคนเดียวของผมท่านเพิ่งด่วนจากไป ผมที่เหลือเพียงตัวคนเดียวคงจะรู้สึกเหงาๆแบบนี้แหละครับ” หลงเฟยหลบสายตาลงมามองข้าวไข่เจียว ที่ยังเหลือครึ่งจานของตัวเองแล้วเงียบไป ทั้งแอน และเควินที่ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทั้งสองปล่อยให้หลงเฟยใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง แต่แวนเด็กน้อยที่ผ่านพ้นชีวิตอันแสนโหดร้ายมาเช่นกัน เขากลับพูดให้กำลังใจกับชายหนุ่มอย่างกระตือรือร้น “นายท่านอย่าเศร้าไปเลยขอรับ ต่อไปนี้ข้าจะเล่าเรื่องสนุกๆให้ท่านฟังทุกวัน ข้าเคยฟังนิทานมาเยอแยะมากมายจากพวกนักกวีเร่ร่อน ถ้าท่านได้ฟังนิทานเรื่องโปรดของข้าท่านจะต้องชอบมันแน่ๆขอรับ”“นายท่านเจ้าแวนน่ะ เล่านิทานได้สนุกตื่นเต้นจริงๆนะขอรับ พวกเด็กๆชอบมาฟังลูกข้าเล่านิทานทั้งนั้นเลย” แม้แต่เควินก็ยังเห็นด้วยกับการเล่านิทานของแวน“ฮ่ะๆ นิทานเรื่องโปรดของนายชื่อเรื่องอะไรล่ะแวน” หลงเฟยลองถามดูเล่นๆ“นักเดินทางจากต่างโลก ขอรับ” แวนตอบอย่างฉะฉาน“ห๊ะ อะไรนะ!!!” เมื่อได้ยินดังนั้น หลงเฟยก็แน่นิ่งไปถึง 10 วินาที