ตอนที่ 6 รีบส่งสินสอดไปที่จวนอ๋องเฉินกลางดึก
ฮ่องเต้เพียงแค่มองเขาอย่างเ็า ไม่ได้ตรัสอะไรให้มากความ
“พวกเ้าทั้งหมดถอยออกไป อัครมหาเสนาบดีกับอ๋องเฉินอยู่ต่อ” ฮ่องเต้ทรงจ้องซูหยวนอย่างโกรธเกรี้ยว
คนอื่นยังไม่ทันจะเดินออกไปจนพ้นดี ฮ่องเต้ก็ทรงสาวพระบาทเข้าไปอยู่ตรงหน้าซูหยวนอย่างรวดเร็ว ไม่ตรัสอะไรสักคำ ก็ยกพระบาทขึ้นถีบอีกฝ่ายจนหงายหลัง
“ยังมีหน้ามาให้เราชี้แจงอีกหรือ ตอนนี้เ้าต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายชี้แจงให้เราฟัง!”
ซูหยวนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ในใจคิดอยากจะรู้ว่า หากจะตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกันเสียตอนนี้ ยังจะทันการณ์อยู่หรือไม่?
“เสด็จพ่อ!” เซิ่งจิ่งอวี้เอ่ยห้าม “เื่ที่พระชายาวางเพลิงหรือไม่นั้น ยังไม่ได้สืบสวนให้แน่ชัดพะย่ะค่ะ”
ยิ่งเซิ่งจิ่งอวี้คิด ก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกต้อง ในเมื่อซูเหวินยวนช่วยเขาไว้ เช่นนั้นก็ต้องไม่ได้ตั้งใจวางเพลิงเป็แน่ บางทีเื่ลอบสังหารอาจจะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ก็เป็ได้
เขาไม่น่าส่งคนที่ไม่เอาไหนอย่างเมิ่งฉีไปสืบเื่นี้เลย!
ซูหยวนได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง
ฮ่องเต้ทรงหันไปมองขันทีข้างกาย เป็เขาที่บอกว่าพระชายาอ๋องเฉินเป็ผู้วางเพลิง
ขันทีผู้นั้นรีบอธิบายว่า “เป็องครักษ์ข้างกายท่านอ๋องที่เป็คนพูดพะย่ะค่ะ บ่าวไม่ได้พูดจาเหลวไหล”
เซิ่งจิ่งอวี้อธิบาย “ที่คนของลูกกล่าวหาว่าพระชายาวางเพลิง ก็เพราะในขณะนั้นในห้องไม่มีผู้ใดอยู่ แต่ไฟนี้ก็อาจจะเป็อุบัติเหตุได้ ก่อนที่จะสืบสวนให้แน่ชัด กระหม่อมไม่ปรารถนาที่จะใส่ร้ายคนดี ขอเสด็จพ่อโปรดประทานเวลาให้ลูกได้สืบสวนด้วยพะย่ะค่ะ”
ซูหยวนพยักหน้าหงึก ๆ กล่าวว่า “ใช่แล้วพะย่ะค่ะฝ่าา ก่อนหน้านี้พระองค์ทรงตรัสเองว่าอาจจะเป็อุบัติเหตุ เช่นนั้นเราสืบสวนอีกครั้งจะดีกว่าหรือไม่พะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงพยายามสงบใจ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ทรงอนุญาตตามคำขอของเซิ่งจิ่งอวี้
“เช่นนั้น เราจะละเว้นโทษอัครมหาเสนาบดีไปก่อน หากสืบสวนแล้วพบว่าเป็พระชายาที่มีจิตคิดร้ายจริง ๆ ซูหยวน เ้าจะต้องชี้แจงให้เราฟังให้ได้!”
สายตาของฮ่องเต้เย็นเยียบแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร
“พะย่ะค่ะ พะย่ะค่ะ”
ซูหยวนเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก พร้อมกันนั้นในใจก็กำลังวางแผนว่าจะปิดบังเื่นี้อย่างไรดี
ในใจของเขาเอนเอียงไปทางที่ว่าเื่นี้เป็ฝีมือของซูเหวินยวน แต่ในเมื่ออ๋องเฉินเต็มใจจะสืบสวน ก็ยังพอมีโอกาสที่จะอธิบายได้
ต่อให้สุดท้ายแล้วหากนางเป็คนที่วางเพลิงจริง ๆ ก็ต้องหาทางให้นางยอมรับผิดเื่นี้แต่เพียงผู้เดียวให้ได้
ฮ่องเต้ปล่อยตัวซูหยวนกลับไป แต่ทรงให้เซิ่งจิ่งอวี้อยู่ในวังต่อ โปรดให้คนพาเขาไปเปลี่ยนชุดและชำระร่างกาย
เมื่อซูหยวนกลับมาถึงจวน ก็รีบสั่งให้นางหวังตรวจสอบสินสอดทันที ตั้งใจว่าจะรีบส่งไปที่จวนอ๋องเฉินในคืนนี้เลย!
“สินสอดรึ? นายท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่ามารดาของนางทิ้งไว้ให้เท่าไหร่? จะให้ไปทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ?” นางหวังเบิกตากว้างร้องอุทานเสียงดัง
“ให้! เ้าลูกทรพีนั่นลงมือจริง ๆ! หากยังไม่ให้อีก เ้าก็รอความตายได้เลย!” ซูหยวนโกรธจนกัดฟันกรอด ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
นางหวังไม่ยอมท่าเดียว เอาแต่ร้องไห้โวยวาย “นั่นเป็ของที่เก็บไว้ให้หลินเอ๋อร์นะเ้าคะ ในอนาคตนางจะต้องแต่งกับองค์รัชทายาท จะต้องแต่งงานอย่างสมเกียรติ หากไม่มีสินสอดพวกนั้น องค์รัชทายาทจะทรงมองนางได้อย่างไร?”
ซูหยวนไม่อยากจะพูดให้มากความ เขาสั่งให้คนลงมือขนย้ายสินสอดทันที แล้วก็ไปค้นหารายการสินสอดของปีนั้นออกมา
นางหวังเหมือนคนบ้ารีบวิ่งเข้าไปขวาง ก็ถูกซูหยวนตบจนล้มลงกับพื้น
“สินสอดนั่นเดิมทีก็ไม่ใช่ของของเ้า! เป็ของที่มารดาของนางทิ้งไว้ให้! เ้าอยากให้หลินเอ๋อร์แต่งงานอย่างสมเกียรติ เ้าก็เอาสินสอดมากมายขนาดนั้นออกมาเองสิ!”
ซูหยวนตะคอก “เอาตัวนางไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน!”
จวนอัครมหาเสนาบดีวุ่นวายโกลาหลไปหมด ซูหยวนร้อนใจที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
ส่วนขุนนางอีกหลายคนกลับไม่กลัวเื่จะใหญ่โต พากันแพร่ข่าวเื่ที่ซูเหวินยวนวางเพลิงเพื่อสังหารอ๋องเฉินออกไปทั่ว
ตอนที่เซิ่งจิ่งอวี้อธิบาย พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย ดังนั้นจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเป็ซูเหวินยวนที่วางเพลิง เพราะ้าจะเผาอ๋องเฉินให้ตาย
พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยข่าว แค่รู้สึกว่าเื่นี้มันช่างน่าตกตะลึงเกินไปเท่านั้น
องค์รัชทายาทกลับคิดไม่ตกว่าเหตุใดซูหยวนจึงยอมรับ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจจะไปถามที่จวนอัครมหาเสนาบดี
พอมาถึงจวนอัครมหาเสนาบดี ก็เห็นหีบเครื่องประดับเงินทองที่ถูกขนออกมาทีละใบ ๆ
“อัครมหาเสนาบดีคิดจะหลบหนีหรือ?” องค์รัชทายาททรงขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย
ซูหยวนทำหน้าเศร้าแล้วกล่าวว่า “คือว่า…นี่เป็สินสอดของเ้าลูกทรพีนั่นพะย่ะค่ะ”
ซูหยวนเล่าเื่ราวความเป็มาให้ฟังจนหมด องค์รัชทายาทฟังจนจบด้วยความตกตะลึง
เป็ซูเหวินยวนที่ลงมือจริง ๆ มิน่าเล่าซูหยวนถึงได้ยอมรับ
“หากไม่มีสินสอดพวกนี้ นางก็จะบอกว่าเป็กระหม่อมที่สั่งให้นางไปสังหาร...”
ซูหยวนเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก แค่คิดก็รู้สึกหนาวสั่นจนขนลุก
องค์รัชทายาทกล่าวเยาะเย้ย “อัครมหาเสนาบดีเลี้ยงดูบุตรีได้ดีจริง ๆ”
การเลือกพระชายาที่อ่อนแอไร้ความสามารถให้เซิ่งจิ่งอวี้ ก็เพื่อที่จะบีบให้เขาลงมือ ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะได้ฉวยโอกาสโจมตี
ตอนนี้ทุกอย่างพังหมดแล้ว พังด้วยน้ำมือของซูเหวินยวน
ซูเหวินยวนเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าอุบัติเหตุไฟไหม้เพียงครั้งเดียว จะผลักดันให้นางกลายเป็จุดสนใจของผู้คนได้
ขณะนี้นางกำลังนั่งคำนวณอยู่ในห้อง เื่นี้มันไม่ถูกต้องไม่ใช่หรือ?
ไม่ถูกสิ!
เนื้อเื่มันเปลี่ยนแปลงได้ยากขนาดนี้เลยหรือ?
ในนิยายเ้าของร่างเดิมถูกตีขาหักในวันแต่งงาน นางหลบเลี่ยงมาได้แล้ว แต่ตอนนี้ที่ขากลับถูกไฟลวกอีกแล้ว?
ขานี้จะต้องพิการให้ได้เลยใช่ไหม?
ตอนที่เซิ่งจิ่งอวี้กลับมาถึงจวนอ๋องเฉิน ก็ผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งชั่วยามหลังจากเกิดเหตุไฟไหม้
เขารีบเรียกเมิ่งฉีมา ตั้งใจจะไต่สวนซูเหวินยวน
เมิ่งฉีทำท่าทีอวดอ้างผลงานแล้วกล่าวว่า “ข้าจัดให้องครักษ์กว่าสิบคนล้อมหอจู๋เยว่ไว้แ่า พระชายาไม่มีทางหนีออกไปได้อย่างแน่นอนขอรับ”
“???”
สีหน้าของเซิ่งจิ่งอวี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ในใจคิดว่าเ้าคนนี้กำลังพูดเื่อะไรอยู่?
“พวกเ้าทั้งหมดออกไป ข้าอยากจะคุยกับเขาตามลำพัง” เซิ่งจิ่งอวี้ข่มความโกรธไว้แล้วสั่งการ
องครักษ์ทั้งหมดเดินจากไป เหลือไว้เพียงเมิ่งฉี
เซิ่งจิ่งอวี้กระชากผ้าผูกตาออก กัดฟันถามว่า “นางาเ็ที่ขา จะหนีไปไหนได้? ต่อให้ไม่มีคนเฝ้าก็ออกไปไม่ได้หรอก!”
“หา?” เมิ่งฉีหุบยิ้มลงแล้วมองผู้เป็นายด้วยสีหน้าว่างเปล่า "ท่านอ๋องไม่ได้สั่งให้ทำเช่นนี้หรือขอรับ?”
เซิ่งจิ่งอวี้รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที เขาสงสัยว่าเื่ลอบสังหารของซูเหวินยวน ก็คงจะเป็ฝีมือของคนตรงหน้านี่แหละที่กุเื่ขึ้นมา
ตอนนี้เื่ราวใหญ่โตจนรู้กันไปทั่วทั้งเมืองแล้ว จะจบลงอย่างไรดี?
“เข้าไปข้างในแล้วค่อยว่ากัน!”
ในขณะนั้นเองเยว่ซิ่วก็วิ่งเข้ามา ก่อนหน้านี้มีองครักษ์อยู่ที่นี่มากเกินไป นางจึงเข้ามาไม่ได้ ตอนนี้ในที่สุดก็หาโอกาสได้แล้ว
“ท่านอ๋อง! โปรดปล่อยคุณหนูของข้าไปเถิดเ้าค่ะ เื่ไฟไหม้นี้ไม่ได้เป็ฝีมือนาง” เยว่ซิ่วร้องไห้เสียงดัง
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวเสียงเ็า “เข้าไปไต่สวนข้างในก่อน หากไม่ใช่ฝีมือนางจริง ๆ ข้าย่อมจะปล่อยนางออกมา”
ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก เยว่ซิ่วรีบโผเข้าไปกอดซูเหวินยวน
“เจ็บ ๆ ๆ...”
ซูเหวินยวนร้องออกมาด้วยความเ็ป
เยว่ซิ่วรีบลุกขึ้นแล้วถามว่า “คุณหนู ท่านาเ็หรือเ้าคะ?”
“อืม” ซูเหวินยวนตอบรับอย่างไม่พอใจ พลางถลึงตาใส่เซิ่งจิ่งอวี้ อย่างไรเขาก็มองไม่เห็นอยู่แล้ว
เซิ่งจิ่งอวี้หาจังหวะที่เหมาะสมแล้วกล่าวว่า “พระชายาาเ็หรือ? ไปตามหมอมา”
ซูเหวินยวนมองเขาอย่างประหลาดใจ เซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้คิดจะปล่อยให้นางตายไปตามยถากรรมหรอกหรือ?
“เื่ไฟไหม้เป็ฝีมือเ้าใช่หรือไม่?” เซิ่งจิ่งอวี้ถามเข้าประเด็นทันที
“ข้าจะวางเพลิงไปทำไม?” ซูเหวินยวนไม่ตอบ แต่กลับย้อนถาม
“ลอบสังหารในคืนวันแต่งงาน เ้าเป็คนพูดเองไม่ใช่หรือ?” เซิ่งจิ่งอวี้หรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างจนอีกฝ่ายรู้สึกได้
ซูเหวินยวนหลุดปากออกมา “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
เยว่ซิ่วรีบห้ามนาง ไม่กล้าส่งเสียง ทำได้เพียงโบกมืออย่างเกินจริงเป็เชิงให้นางเงียบปาก
ซูเหวินยวนรู้ตัวว่าพูดพลาดไป รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้วคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง
เซิ่งจิ่งอวี้หัวเราะเบา ๆ แล้วรอคำอธิบายจากนาง
ซูเหวินยวนพลันเข้าใจในทันที ไม่สนใจาแที่ขาอีกต่อไป นางลุกขึ้นยืนชี้หน้าเซิ่งจิ่งอวี้แล้วกล่าวว่า “อาวุธเต็มห้องนั่น ท่านเป็คนสั่งให้คนจัดเตรียมไว้ เพื่อที่จะล่อให้ข้าลงมือใช่หรือไม่?”
เยว่ซิ่วแทบจะหัวใจวายตายอยู่แล้ว คุณหนูของนางเหตุใดถึงได้พูดกับอ๋องเฉินเช่นนี้?
“ก็แค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เท่านั้นเอง” เซิ่งจิ่งอวี้ก็ไม่ได้ปิดบัง