การประลองในรอบแปดคนสุดท้ายได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมีเวลาให้ผู้ชนะทั้งสี่คนได้นั่งพัก เพื่อฟื้นฟูพลังลมปราณที่เสียไปเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ก่อนจะต้องขึ้นประลองต่อในรอบถัดไป
จ้าวเฉินรีบตรงกลับไปดูอาการของเสี่ยวฟ่าน โดยมีหลันหลันเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าที่เคลือบแคลงใจ
โม่เฟิงผู้นี้เป็นใครกันแน่นะ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่กับทุกคน ระดับพลังของแต่ละคนก็เพิ่มขึ้นมามากเลยทีเดียว และเคล็ดวิชาที่แต่ละคนใช้ ยังทำให้ทุกคนแข็งแกร่งเกินกว่าระดับที่เป็นอยู่ ส่วนตัวของโม่เฟิงเองก็แข็งแกร่งจนถึงกับ...สามารถเอาชนะเราได้!
ขณะที่หลันหลันกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของจ้าวเฉิน ทั้งคู่ก็เดินมาถึงห้องที่เสี่ยวฟ่านกำลังนอนพักผ่อนอยู่
เห็นจ้าวเฉินและหลันหลันกลับมาจากสนามประลอง ปิงหยุนจึงได้ถามผลแพ้ชนะ
“การประลองเป็นยังไงบ้าง! ใครเป็นฝ่ายชนะ?”
แม้จะเอ่ยถามออกมาเช่นนั้น แต่ภายในใจของปิงหยุน ลู่หาน รวมถึงตงห่าวต่างก็มีคำตอบอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าเป็นฝ่ายแพ้” หลันหลันเป็นฝ่ายเอ่ยปาก เธอยอมรับความพ่ายแพ้อย่างซื่อตรง และเมื่อเธอสังเกตุเห็นสีหน้าของทุกคนแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีใคร คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายชนะอยู่เลย ซึ่งมันได้ทำให้เธอรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย
บรรยากาศภายในห้องพักเต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องปลอบหลันหลันที่พึ่งพ่ายแพ้มาอย่างไรดี
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบนี้ น้ำเสียงร่าเริงที่ฟังดูอ่อนแรงได้ช่วยปลอบประโลมหลันหลัน “เจ้าอย่าคิดมาก จ้าวเฉินนับเป็นตัวประหลาดโดยแท้ พวกข้าสี่คนเคยร่วมมือกัน ยังเอาชนะไม่ได้เลย การพ่ายแพ้ให้กับจ้าวเฉินจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
ทุกคนหันกลับมายังเสี่ยวฟ่านที่กำลังนอนราบอยู่บนเตียง “เจ้าฟื้นแล้ว?”
เสี่ยวฟ่านพยายามที่จะลุกขึ้นจากท่านอน แต่ร่างกายของเขากลับรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว จนไม่อาจขยับได้
“ฮิฮิๆๆ สงสัยข้าคงใช้อัสนีย่ำโลกานานไปหน่อย ตอนนี้ข้าจึงขยับตัวไม่ได้ ช่วงประคองข้าลุกขึ้นหน่อยสิ”
จ้าวเฉินประคองเสี่ยวฟ่านขึ้นมานั่งพิงกับผนังห้อง พร้อมกับเอ่ยด้วยสีหน้าที่ชื่นชม “ไม่คิดเลย ว่าเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนกว่า ๆ เจ้าจะเป็นคนแรก ที่ฝึกกระบวนท่าในเคล็ดวิชาเหล่านั้นได้สำเร็จ”
“แฮะๆๆ ที่จริงแล้ว...มีคนที่ฝึกสำเร็จก่อนข้าอยู่ด้วย” เสี่ยวฟ่านเบนหน้าไปทางตงห่าว ซึ่งกำลังหยิบขนมใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย
ทุกคนต่างมองไปที่ตงห่าว ก่อนที่จ้าวเฉินจะเป็นผู้เอ่ยถาม “เจ้าฝึกกระบวนท่าแรกในเคล็ดวิชากายปฐพีราชันสวรรค์สำเร็จแล้วหรือ?”
เห็นทุกคนมองมาที่ตน ตงห่าวจึงพยักหน้า “อึ้มม! กร๊วมๆๆ แต่ข้าไม่คิดที่จะใช้มันหรอกนะ เพราะหลังจากที่ข้าใช้มัน ข้าจะรู้สึกหิวจนหน้ามืด กร๊วมๆๆๆ”
จ้าวเฉินเข้าใจสาเหตุ ว่าทำไมกระบวนท่าในเคล็ดวิชากายปฐพีราชันสวรรค์ถึงทำให้ตงห่าวรู้สึกหิวจนหน้ามืด
เนื่องจากทุกกระบวนท่าในเคล็ดวิชากายปฐพีราชันสวรรค์ ล้วนเปลี่ยนทุกสิ่งที่อยู่ในร่างให้กลายเป็นพลังลมปราณ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กินเข้าไป ไขมันส่วนเกินที่อยู่ในร่าง เหลือไว้แต่สิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย..ที่หลังจากใช้เคล็ดวิชาเสร็จ ตงห่าวจะรู้สึกหิวจนหน้ามืด
แต่ถ้าตงห่าวได้ใช้กระบวนท่าที่หนึ่งในการประลองกับเจียงหวู่ฉางแล้วละก็ จ้าวเฉินมั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าการประลองของทั้งคู่จะต้องเป็นไปอย่างสูสี
จ้าวเฉินนั่งลงกับพื้น เริ่มทำการดูดกลืนพลังลมปราณที่วนเวียนอยู่ในอากาศเข้ามา รีบฟื้นฟูพลังลมปราณที่เสียไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งพูดคุย คาดเดาผลการประลองกันอย่างสนุกสนาน แต่ทุกคนต่างก็คาดหวังว่าจ้าวเฉินจะเป็นผู้ที่ชนะการประลองในปีนี้
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสียงของปิงหยุนได้ปลุกจ้าวเฉินที่กำลังฟื้นฟูพลังลมปราณให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์
“ได้เวลาแล้ว!”
จ้าวเฉินลืมตาตื่น ทำการประเมินระดับพลังลมปราณที่มีอยู่ตอนนี้ ด้วยร่างกายระดับกายาจิตสวรรค์ การฟื้นฟูพลังลมปราณของข้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเคล็ดวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถี ทำให้พลังลมปราณของข้านั้นมีมากเกินกว่าคนปกติอยู่หลายเท่า ข้าจึงไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ทั้งหมด ได้เพียงแค่แปดในสิบส่วน แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการประลองในรอบถัดไปแล้ว
จ้าวเฉินมุ่งหน้าไปยังสนามประลอง โดยมีสหายทุกคนรวมถึงเสี่ยวฟ่านตามมาเป็นกองเชียร์ให้ด้วย
เมื่อตัวแทนทั้งสี่คนมากันพร้อมแล้ว เจ้าเมืองฟ้าครามได้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้นั่ง พร้อมกับกล่าวชื่นชมตัวแทนทั้งสี่
“พวกเจ้าทั้งสี่คนทำได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นทักษะ หรือแม้แต่สติปัญญาของพวกเจ้า ก็คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม...ในบรรดาพวกเจ้าทั้งสี่คน จะต้องมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ได้ยืนอยู่เหนือผู้อื่น”
“ดังนั้น...ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งสี่คน ขึ้นประลองพร้อมกัน รวมถึงข้าจะอนุญาตให้พวกเจ้านำศาสตราวุธที่นำติดตัวมาออกมาใช้ได้ โดยศาสตราวุธชิ้นนั้น จะต้องไม่สูงไปกว่าศาสตราวุธระดับสาม”
“นอกจากนั้นแล้ว..พวกเจ้าทั้งสี่คนต้องพกสิ่งนี้เอาไว้กับตัว” เจ้าเมืองฟ้าครามชูแผ่นป้ายที่ทำจากไม้ ซึ่งถูกสลักอาคมป้องกันเอาไว้ขึ้น
“เมื่อถึงคราวเข้าตาจน จงถ่ายพลังลมปราณเข้าไปในแผ่นป้าย โล่พลังลมปราณจะถูกกระตุ้นให้เปิดใช้งาน เพื่อคุ้มครองชีวิตของพวกเจ้า แต่จงรู้ไว้...เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าใช้มัน นั้นหมายถึงพวกเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้”
หลังจากที่เจ้าเมืองฟ้าครามอธิบายกฎการประลองในรอบสุดท้าย ตัวแทนทั้งสี่คนต่างก็เดินขึ้นสู่สนามประลอง พร้อมกับศาสตราวุธคู่กายของตน
มู่ป๋ายสวมเกราะสีเงินที่บริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เยว่เหนียงใช้แส้หนังสีดำหม่น เจียวหวู่ฉางสวมถุงมือสีขาวสะอาด ยกเว้นเพียงโม่เฟิงเท่านั้นที่เดินขึ้นไปตัวเปล่า
เห็นโม่เฟิงไม่ได้นำอ่าวุธอะไรติดตัวไป เหล่าสหายทุกคนต่างก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วง และเป็นหลันหลันที่เสนอศาสตราวุธของตนให้ “โม่เฟิง! หากเจ้าไม่มีศาสตราวุธ เอากระบี่ปราณดอกเหมยของข้าไปใช้สิ แม้มันจะช่วยเสริมพลังให้กับเจ้าไม่ได้ แต่เจ้าสามารถใช้มันปกป้องตนเองจากศาสตราวุธของสามคนนั้นได้
จ้าวเฉินมองกระบี่ปราณดอกเหมยก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ “ขอบคุณเจ้ามาก แต่ข้าไม่เคยใช้กระบี่มาก่อน หากนำติดตัวไปด้วย รั้งแต่จะทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้ช้าลง”
จ้าวเฉินเดินขึ้นสู่สนามประลอง เขามองไปยังศาสตราวุธที่ตัวแทนทั้งสามคนนำออกมาใช้
ศาสตราวุธที่พวกเขาแต่ละคนใช้ ล้วนเป็นศาสตราวุธระดับสาม การที่ข้าไม่มีศาสตราวุธอะไรติดตัวมาด้วยเลย ข้าจึงเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
ในระหว่างที่ทั้งสี่คนยืนอยู่บนสนามประลอง สายตาของมองจ้าวเฉินได้ผสานกับเจียงหวู่ฉาง ส่วนมู่ป๋ายเองก็ได้สบตากับเยว่เหนียง เมื่อเสียงการประลองดังขึ้น การประลองได้ถูกแยกออกเป็นสองคู่ โดยเจียงหวู่ฉางปะทะกับมู่ป๋าย ส่วนจ้าวเฉินปะทะกับเยว่เหนียง
จ้าวเฉินเรียกบันทึกอสูรออกมา ตามติดมาด้วยหมาป่าขนเทาและเสือโคร่งเนตรอัคคีที่ปรากฏตัวขึ้นขนาบทางด้านซ้ายและทางด้านขวาของจ้าวฉฺน
เยว่เหนียงมองไปที่สัตว์อสูรทั้งสองตนของจ้าวเฉิน ความรู้สึกด้อยกว่าแปล๊บขึ้นในอก
แม้ใครหลายคนจะยกย่องว่าเธอเป็นอัจฉริยะ เนื่องจากสามารถทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรที่มีระดับพลังเหนือกว่าตนเองได้ แต่เธอก็ไม่อาจควบคุมมันได้ถึงสองตัวพร้อมกันเช่นนี้ ดังนั้นคนที่สมควรถูกเรียกว่าอัจฉริยะอย่างแท้จริงแล้ว สมควรเป็นจ้าวเฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้เสียมากกว่า
สีหน้าของเยว่เหนียงดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่าน ๆ มา เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าตนเอง
เยว่เหนียงเรียกจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดออกมา ร่างกายของมันใหญ่โตกว่าหมาป่าขนเทาและเสือโคร่งเนตรอัคคีของโม่เฟิงอย่างเห็นได้ชัด แรงกดดันที่มันปลดปล่อยออกมานั้น ทำเอาทุกคนที่ดูอยู่ต่างก็รู้สึกตื่นเต้น เอ่ยโต้เถียงกันไปมา
“โอ้ววว...แม้จ้าวเฉินผู้นั้นจะมีสัตว์อสูรถึงสองตัว แต่จะมาเทียบกับจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดได้อย่างไร?”
“แต่ถ้าจ้าวเฉินผู้นั้นมีขอบเขตพลังอยู่ระดับเดียวกับเยว่เหนียง ชัยชนะจะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน”
“ระดับพลังที่สูงกว่าก็ถือเป็นพรสวรรค์และความสามารถอย่างหนึ่ง จะเอามาเป็นข้ออ้างได้อย่างไร?”
เยว่เหนียงออกคำสั่งให้จิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดบุกเข้าโจมตี ส่วนเธอนั้นคอยใช้แส้ของตน โจมตีจากทางด้านหลัง
จ้าวเฉินวิ่งหลบแส้ของเยว่เหนียง พร้อมกับออกคำสั่งให้หมาป่าขนเทาและเสือโคร่งเนตรอัคคีคอยเข้าไปป่วนการเคลื่อนไหวของจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดเอาไว้
จากที่จ้าวเฉินได้สังเหตุการประลองในรอบก่อน ๆ ของเยว่เหนียง เขาจึงพบว่าทักษะการต่อสู้ในระยะประชิดของอีกฝ่ายนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก ถ้าสามารถเข้าประชิดตัวได้ เขาถึงจะมีโอกาสชนะ
โม่เฟิงหลบหลีกแส้ของเยว่เหนียง พร้อมกับหาหนทางเข้าประชิดตัวอีกฝ่าย จนกระทั่งผ่านไปแล้วกว่าสามสิบกระบวนท่า เขาก็ยังหาทางเข้าใกล้อีกฝ่ายไม่ได้เลย
โม่เฟิงหลบแส้ของเยว่เหนียงที่เหวี่ยงเข้ามาอีกครั้ง วิ่งตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แต่จ้าวเฉินก้าวขาไปได้เพียงแค่สองก้าว เสียงสะบัดแส้อย่างรุนแรงก็ดึงขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ป๊าบบบบ!
หลังจากได้ยินเสียงสะบัดแส้ จ้าวเฉียนต้องรีบหันกลับไปดู ก็เห็นแส้ที่พุ่งเลยไปแล้ว ถูกดีดกลับมาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังพุ่งกลับมาโดยมีจุดหมายอยู่ที่บริเวณหลังศีรษะของตน
แส้ของของเย่วเหนียงนั้น แม้จะไม่ได้เสริมเอาไว้ด้วยพลังลมปราณ แต่มันก็เป็นศาสตราวุธระดับสาม หากโดนเข้าไปแม้แต่นิดเดียว จ้าวเฉินคงไม่มีโอกาสได้สู้ต่อ เขาจึงต้องรีบเอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย หลบการโจมตีไปได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ถึงจะหลบรอดการโจมตีของเยว่เหนียงไปได้ แต่มันก็ทำให้จ้าวเฉินนั้นเสียเวลาไปมาก เปิดโอกาสให้เยว่เหนียงทิ้งระยะห่างออกไปได้อีกครั้ง
แม้ทักษะการต่อสู้ในระยะประชิดของเยว่เหนียงจะไม่อาจเทียบกับหลันหลันหรือตัวแทนคนอื่น ๆ ได้ แต่เมื่อเธอถือแส้อยู่ในมือ การจะเข้าถึงตัวเธอก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป และตอนนี้เสือโคร่งเนตรอัคคีเองก็ถูกจิ้งจอกอัสดงแห่งความมืดจัดการไปแล้ว เหลือเพียงแค่หมาป่าคนเทาที่ยังรอดชีวิตอยู่
ขณะที่จ้าวเฉินกำลังตัดสินใจว่าจะเรียกอสรพิษเกลียดดำออกมาดีหรือไม่ เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องอยู่ตลอดกลับเงียบไป
จ้าวเฉินที่กำลังขบคิดอยู่ ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่เมื่อมองตามสายตาของเยว่เหนียงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาก็พบเข้ากับสาเหตุที่ทำให้บรรยากาศนั้นเปลี่ยนไป
สิ่งที่จ้าวเฉินเห็นคือร่างของมู่ป๋าย ที่นอนราบไปกับพื้น ร่างกายที่เคยปกคลุมเอาไว้ด้วยขนของราชสีทองคำ ตอนนี้ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นเนื้อหนังของมนุษย์ ซึ่งบ่งบอกว่าอีกฝ่ายนั้นหมดสติไปเรียบร้อยแล้ว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
งานของผมหมดช่วง Work From Home ไปเป็นที่เรียบร้อย เวลาแต่งของผมจึงมีไม่เยอะ เวลาลงนิยายอาจไม่ค่อยแน่นอนนะครับ
เดี๋ยวผมจะแจ้งเวลาลงนิยายในเพจอยู่เรื่อย ๆ เข้าไปดูกันได้ที่ Facebook : Nightfall.Novel