หัวใจของผมเต้นระรัวโครมครามรวดเร็วราวกับเสียงกลองรบศึกเสียงใหญ่กระหน่ำจนรู้สึกสั่นะเืเจ็บแปล๊บไปหมดในทรวงอก เสียงลมหายใจหอบกระเส่าปนน้ำเสียงทุ้มพร่าของพี่ธันวายังคงดังก้องสะท้อนวนเวียนอยู่ในหัวสมองของผมไม่ยอมเลือนหายไปไหน
หลังจากที่พี่ธันวาละฝ่ามือหนาอุ่นจัดสีแทนออกจากการกอดประคองและช่วยเช็ดซับร่างกายส่วนอ่อนไหวของผมอย่างอ่อนโยน พร้อมกับช่วยประคองจัดแจงเสื้อผ้ากางเกงที่เคยหลุดลุ่ยให้กลับมาอยู่ในสภาพเรียบร้อย สติสตังที่เตลิดเปิดเปิงไปไกลของผมก็ค่อยๆ ทยอยกลับคืนมา พร้อมความตระหนักอับอายและเขินจัดจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
สายตาคมเข้มคู่นั้นของพี่ธันวาที่จ้องมองมายังคงเต็มไปด้วยกระแสเสน่หาลึกซึ้งและลมหายใจร้อนผ่าวของเขาที่เป่ารดข้างหูยังคงทำให้ตัวผมสั่นเทิ้ม ยิ่งท่อนแขนแกร่งและอกอุ่นๆ ที่แสนหนานุ่มของเขาเบียดชิดค้างคา ยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายของผมเกร็งสะท้านจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะทรงตัวลุกขึ้นยืน
ผมมองคราบน้ำตาแห่งความเสียวซ่านจางๆ บนแก้มกลมของตัวเอง และมองมือหนาของพี่ธันวาที่เพิ่งช่วยซับทำความสะอาดส่วนเลอะเทอะให้ผมเสร็จสรรพ ยิ่งทำให้หน้าของผมร้อนผ่าววาบฉ่าไปทั่วทั้งสรรพางค์กายราวกับเป็ไข้สูงขึ้นมาอีกรอบ
"ผม... ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับพี่ธันวา! ขอบคุณสำหรับ... ขนมครับ!"
ผมละล่ำละลักะโพูดจาไม่เป็ภาษาดวงตาสั่นระริกโดยไม่กล้าเงยขึ้นสบตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นตรงๆ
มือไม้ของผมสั่นเทามากจนเกือบจะดึงขอบกางเกงขาสั้นสีเหลืองอ่อนขึ้นไม่ไหว ผมลนลานคว้าเสื้อยืดมาสวมทับอย่างรีบร้อนจนแทบไม่รู้ตัวเลยว่าสวมกลับด้านเอาป้ายเสื้อมาไว้ข้างหน้า
"เดี๋ยวสิครับข้าวหอม... ค่อยๆ เดินนะ รีบร้อนวิ่งไปเดี๋ยวสะดุ้งหกล้มหรอกครับคนดี ข้ามถนนข้ามกำแพงระวังด้วยนะ"
เสียงทุ้มแหบพร่าของพี่ข้างบ้านเอ่ยเตือนไลหลังมาด้วยความห่วงหาอาทรอย่างนุ่มนวลชวนให้ใจละลาย
ทว่าผมไม่รอฟังประโยคห่วงใยถัดไปของเขาแล้ว ร่างเล็กของผมสปริงตัวะโลุกขึ้นจากโซฟาหนังนุ่ม วิ่งพรวดพราดเปิดประตูบานเลื่อนห้องทำงานของเขา วิ่งลงบันไดไม้ชั้นสองตึกตักราวกับหัวขโมยที่กลัวโดนเ้าของบ้านจับกุม
ผมเปิดประตูกระจกบานใหญ่ชั้นล่างและก้าวขาสั้นๆ วิ่งจ้ำอ้าวข้ามสนามหญ้าสีเขียว ทรุดตัวตะเกียกตะกายะโปีนข้ามกำแพงปูนเตี้ยกั้นรั้วบ้านกลับมายังฝั่งบ้านเดี่ยวสีขาวของตัวเองอย่างรวดเร็วราวกับนกปีกหักที่วิ่งหนีพายุ
เเต่ในจังหวะที่ผมกำลังะโข้ามกำแพงเตี้ยอย่างเก้ๆ กังๆ จนขาสะดุดยอดหญ้าแห้งเกือบหัวทิ่มล้มคะมำ เสียงทักทายแสนกวนประสาทของ 'ป้าพร' เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่กำลังใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดเศษใบไม้แห้งอยู่ริมถนนนอกรั้วก็ดังแว่วเข้ามาขัดจังหวะทันที
"อ้าว! น้องข้าวหอม วิ่งเตลิดหน้าดำหน้าแดงออกมาราวกับกระต่ายโดนสุนขไล่กวดเชียวนะจ๊ะ? แก้มงี้แดงแปร๊ดเชียว มีอุบัติเหตุอะไรในบ้านคุณธันวาหรือเปล่าลูก แล้วนั่นสวมเสื้อกลับด้านหรือเปล่าน่ะป้าเห็นป้ายเสื้ออยู่ข้างหน้าแน่ะ แถมริมฝีปากน่ะ... ไปโดนตัวอะไรต่อยมาทำไมบวมเจ่อแดงระเรื่อขนาดนั้นเหมือนโดนผึ้งต่อยเลยจ้า"
ป้าพรทักทายพลางตาหยีชะเง้อมองผ่านรั้วเหล็กเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็ล้นพ้น
ผมสะดุ้งตัวโยนหน้าแดงก่ำหนักกว่าเดิม รีบยกมือขึ้นปิดปากและปิดป้ายเสื้อพัลวันพลางส่งยิ้มแห้งแล้งสีหน้าลนลานแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ในใจคิดเตลิดว่า... โดนผึ้งต่อยเหรอครับป้าพร? เปล่าหรอกครับ โดนพี่ข้างบ้านจูบสั่งสอนมาต่างหากล่ะครับ!
"ปะ... เปล่าครับป้าพร! ไม่มีอะไรครับ! พอดีผมวิ่งออกกำลังกายยามเช้าเฉยๆ ครับ! แล้วก็ปากโดนยุงกัดนิดหน่อยครับ ขอตัวเข้าบ้านก่อนนะครับป้า!"
ผมะโตอบก่อนจะรีบวิ่งกรูดเข้าบ้าน
ผมไม่รอให้ป้าพรได้โอกาสซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดต่อ รีบเปิดประตูรั้วบ้านตัวเองและวิ่งพรวดพราดเข้าไปข้างใน จัดการล็อกกลอนปิดประตูบานเลื่อนกระจกชั้นล่างสนิทแ่า ก่อนจะวิ่งตัวปลิวขึ้นบันไดไปยังห้องนอนสีขาวสะอาดชั้นสองของตัวเองทันที พอก้าวพ้นประตูห้องนอน ผมก็จัดการล็อกกลอนประตูห้องนอนซ้ำอีกชั้นเพื่อสร้างเขตปลอดภัยส่วนตัว
ปัง!
ผมโยนเป้และเสื้อคลุมทิ้งลงบนพื้นห้องอย่างไร้ทิศทาง ก่อนจะรีบเดินตรงไปที่กระจกเงาบานใหญ่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อสำรวจสภาพตัวเอง
ภาพสะท้อนในกระจกทำให้ผมต้องยกมือปิดหน้าทันควัน เสื้อยืดสวมกลับด้านจริงๆ ด้วย แถมริมฝีปากบางสีชมพูจิ้มลิ้มตอนนี้บวมเจ่อนิดๆ แดงระเรื่อฉ่ำวาวจากการถูกบดจูบดูดดื่มอย่างหนักหน่วง แก้มกลมและลำคอแดงก่ำราวกับคนเป็ไข้ตัวร้อนจัด และเมื่อผมก้มมองถุงเท้าข้อสั้นที่สวมอยู่... ก็พบว่ามันเปรอะคราบแป้งแห้งและถุงเท้าอีกข้างหลุดรุ่ย ซึ่งสะกิดความทรงจำเื่หน้าขาแกร่งอุ่นๆ ของพี่ธันวากลับเข้ามาป่วนใจอีกรอบจนต้องบิดตัวไปมา
ด้วยความอึดอัดเหนียวตัวปนความรู้สึกแปลกประหลาดที่ฟุ้งซ่าน ผมตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำถอดเสื้อผ้าออกเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกายชานเมือง เเต่เมื่อฝักบัวพ่นสายน้ำอุ่นรดลงบนไหล่บางและแผ่นหลัง รูปแบบสายน้ำไหลผ่านซอกคอและหน้าอกกลับจำลองััลูบไล้จากฝ่ามือหนาอุ่นจัดสีแทนของพี่ธันวาขึ้นมาในความคิดอย่างไม่ตั้งใจ
ทุกครั้งที่ผมถูสบู่ทำความสะอาดร่างกาย ความรู้สึกไวมืออุ่นร้อนลื่นไหลไปตามผิวเนียนละเอียดทำให้ผมสะท้านวาบเสียวซ่านลึกซึ้งจนทนไม่ไหว ต้องรีบเอื้อมมือไปบิดก๊อกปรับอุณหภูมิสายน้ำให้กลายเป็น้ำเย็นจัดเพื่อหวังจะดับความร้อนและฟุ้งซ่านในใจ
ผมเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงหนานุ่มกว้าง ทันทีที่แผ่นหลังััเตียง ผมก็คว้าหมอนอิงใบใหญ่มาปิดทับใบหน้าและกอดตุ๊กตาหมีห่มผ้าสีฟ้าแน่น กรีดร้องอู้อี้งอแงระบายอารมณ์เขินจัดลงบนหมอนจนตัวสั่นระริก
"โอ๊ยยย! ข้าวหอมเอ๊ย ทำไมแกถึงบื้อและสมยอมทำเื่น่าอายขนาดนั้นลงไปได้เนี่ย! พ่อแม่รู้เข้าจะว่ายังไง!"
ผมบ่นด่าตัวเองพึมพำหน้าร้อนผ่าวราวกับเตาอบที่กำลังทำงานหนัก
ภาพััอุ่นร้อนจัดจากเรียวปากหนาของพี่ธันวามอบััจูบดูดดื่ม และฝ่ามืออุ่นๆ สีแทนที่คอยปรนเปรอััลูบไล้จุดอ่อนไหวของผมอย่างอ่อนเบานุ่มนวล บรรจงช่วยปลดปล่อยความตื่นตัวจนสั่นระทวยคาอกเขายังคงแจ่มชัดอยู่ในหัวสมอง คล้ายกับััเ่าั้ยังคงแแ่ติดอยู่บนผิวกายเนียนของผมไม่ยอมหายไปไหนเลย
ในหัวของผมเริ่มคิดย้อนกลับไปในอดีต... พี่ธันวาอาศัยอยู่ข้างบ้านผมมาั้แ่ผมยังเป็เด็กตัวเปี๊ยกวิ่งเล่นตกน้ำตกท่า ตอนนั้นเขาเป็เพียงพี่ชายวัยรุ่นเงียบขรึมตัวสูงโย่งที่คอยซื้อไอศกรีมรสโกโก้มาปลอบผมเวลาร้องไห้ แต่ใครจะคิดล่ะครับว่าวันเวลาจะพัดพาให้เขาเติบโตกลายมาเป็ชายหนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าที่มีเสน่ห์เหลือร้าย ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและหน้าอกแกร่งอุ่นๆ ที่เพิ่งจะมอบััจูบและลูบไล้ร่างกายของผมอย่างลึกซึ้งเมื่อกี้นี้!
บ่ายวันนั้น ขณะที่ผมพยายามจะนั่งแปลรายงานกลุ่มของตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ เสียงเรียกสายโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทอย่าง 'มุก' ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"ฮัลโหล ข้าวหอม! พาร์ทแปลภาษาอังกฤษเสร็จหรือยังจ๊ะ พอดีแบงค์มันเร่งรวมไฟล์ส่งอาจารย์น่ะ"
มุกเอ่ยถามเสียงใส
"อ๋อ... สะ... เสร็จแล้วครับมุก... เดี๋ยวผม... ผมส่งเข้าไลน์กลุ่มให้เดี๋ยวนี้แหละครับ..."
ผมตอบเสียงอึกอักติดอ่างอย่างเห็นได้ชัดจนมุกเริ่มจับสังเกตได้
"เฮ้ย ข้าวหอม เป็อะไรหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมพูดจาอึกอักติดขัดเหมือนคนไม่มีแรงจัง หรือว่าอาการไข้หวัดกลับมารุมเร้าอีกรอบแล้วจ๊ะ? ให้ป้าพรหรือพี่ธันวาข้างบ้านเข้าไปดูดีไหม"
"มะ... ไม่ต้องครับมุก! ผมสบายดีมากครับ! แค่ง่วงนอนนิดหน่อยเฉยๆ ครับ... ขอบคุณที่เป็ห่วงนะ"
ผมรีบปฏิเสธน้ำเสียงลนลานกลัวความจะแตก ก่อนจะกดยุจบการสนทนาอย่างรวดเร็ว
ผมทิ้งตัวนอนราบลงบนเตียงกว้างอีกครั้ง ความเงียบงันและอุณหภูมิที่ลดต่ำลงภายในห้องไม่ได้ช่วยให้ความร้อนรุ่มในใจของผมเย็นลงเลย กลิ่นอายห้องทำงานของพี่ธันวาที่ผสมผสานกลิ่นกาแฟดำ กลิ่นกระดาษ และกลิ่นกายบุรุษเพศสะอาดสะอ้านยังคงโชยอวลอยู่ในมโนสำนึกจนห้องนอนของผมดูจืดชืดไร้กลิ่นััไปถนัดตา
ผมสับสนและฟุ้งซ่านล้านแปดในห้วงความคิด ความรู้สึกระหว่าง 'ผู้ปกครองจำเป็' ที่คอยดุคอยบ่นดูแล กับ 'คนรัก' ที่มอบััจูบเร่าร้อนปะปนกันจนหัวสมองเบลอไปหมด ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมองหน้าพี่ชายข้างบ้านแสนดีจอมดุคนนั้นอย่างไรดี ความกังวลและความเขินอายทวีคูณจนต้องดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมโปงม้วนตัวแน่นเป็ดักแด้ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืน
เมื่อผมแอบชะเง้อหน้าออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน มองฝ่าความมืดสลัวข้ามกำแพงรั้วไปยังชั้นสองของบ้านเดี่ยวสีเทาเข้ม ก็พบว่าแสงไฟในห้องทำงานของพี่ธันวายังคงเปิดสว่างโร่อยู่เช่นกัน คล้ายกับว่าเ้าของร่างสูงใหญ่คนนั้นก็คงจะนอนไม่หลับกระสับกระส่ายเพราะเหตุการณ์แสนวาบหวามระหว่างเราไม่ต่างกันเลย
คืนนั้นทั้งคืน... ผมไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลยสักตื่นเดียว เพราะหัวใจดวงน้อยมันดันเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นและสับสนปนเปอยู่กับััรักร้อนจากพี่ข้างบ้านจนกระทั่งแสงอาทิตย์รุ่งอรุณเช้าวันใหม่สาดส่อง