ซูเจียวเจียวจึงนึกขึ้นได้“แย่จัง ฉันนี่ขี้ลืมจริงๆ!เยว่เผิงไห่เขาแต่งงานกับจางหงอวี้ไปเมื่อต้นปีแล้วนี่นาตอนนี้เขาก็ย้ายไปอยู่บ้านช่างจางแล้ว พวกเราเอาเกี๊ยวชามนี้ไปให้เขากันเถอะ”
เนื่องจากซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงไม่สนิทกับบ้านช่างจางเท่าไรนักจึงไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของทั้งคู่
ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ได้ได้รับเชิญจากเยว่เผิงไห่อีกด้วย
เยว่เผิงไห่ไม่ได้เชิญยุวชนคนไหนในบ้านพักยุวชนเลยแม้แต่คนเดียว
มีเพียงบ้านช่างจางที่เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาจัดงานเลี้ยงสองโต๊ะ
หลังจากแต่งงานเยว่เผิงไห่ก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านช่างจางโดยตรงซึ่งก็เท่ากับเป็นการไปอยู่กินที่บ้านฝ่ายหญิง คาดว่าคงรู้สึกอับอายจึงไม่อยากเชิญคนรู้จักไปร่วมงาน เพราะกลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะ
ในช่วงเวลาเช่นนี้การเป็นลูกเขยที่ไปอยู่กินบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกมองว่าเป็นคนกินบุญเก่ายากที่จะเชิดหน้าชูตาได้
เพราะคนที่มีความสามารถจริงๆใครเล่าจะยอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง?
อย่างเยว่เผิงไห่ก็ไม่ใช่คนท้องถิ่นตามที่อยู่ที่จัดทะเบียนบ้านและไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีใครให้พึ่งพาช่างจางย่อมไม่อยากให้ลูกสาวต้องลำบากกับเขา
ดังนั้นเยว่เผิงไห่จึงต้องย้ายไปอยู่บ้านตระกูลจาง
หลังจากนั้นซูเจียวเจียวก็เริ่มยุ่งมากขึ้นจนไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่นอีก
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงช่วยกันถือเกี๊ยวไปที่บ้านช่างจาง
ตอนนี้ที่บ้านช่างจางจางหงอวี้กำลังทำอาหารกลางวันอยู่กับพี่สะใภ้ส่วนเยว่เผิงไห่กำลังพูดคุยกับช่างจางอยู่ในลานบ้านดูเหมือนพ่อตากับลูกเขยจะเข้ากันได้ดี
ซูเจียวเจียวอธิบายถึงเจตนาของตนเซียวหยวนหมิงจึงยื่นเกี๊ยวส่งให้
“ไม่เป็นไรเลยครับ พวกเราอยู่ในกองผลิตเดียวกันผมก็แค่ช่วยออกแรงนิดหน่อยเอง” ใบหน้าของเยว่เผิงไห่พลันแสดงความประหลาดใจเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงจะนำเกี๊ยวไส้เนื้อมาให้เขาถึงที่!
เพราะก่อนหน้านี้เขายังเคยช่วยโจวเม่ยพูดจาไม่ดีถึงซูเจียวเจียวแต่เธอกลับไม่ถือโทษโกรธเคือง
ส่วนที่เขาช่วยออกแรงขุดดินโคลนถล่มนั้นเป็นเพราะตอนนั้นเขายืนอยู่ข้างหน้าพอดี เลขาธิการเจียงจึงเรียกชื่อเขาให้ไปช่วย
เซียวหยวนหมิงกล่าวว่า“ผมไม่ชอบติดค้างใคร”
เยว่เผิงไห่ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วและไม่ได้กินเกี๊ยวมานานมากแล้วเช่นกัน เขาอดใจอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเพราะกลิ่นมันหอมเย้ายวนใจเหลือเกิน!
“ยุวชนซู สหายเซียวหยวนหมิง ขอบคุณจริงๆ ครับ ผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ!ต่อไปถ้ามีอะไรให้ช่วย พวกคุณบอกผมได้เลย”
ตอนนี้เยว่เผิงไห่พบว่าซูเจียวเจียวน่าเชื่อถือกว่าโจวเม่ยเสียอีก
โจวเม่ยนั้นถ้าได้ของดีมา ก็ไม่เคยนำออกมาแบ่งปันให้ใคร จะเก็บไว้กินคนเดียวตลอด
ไม่เคยรู้สึกขอบคุณที่ช่วยเธอเลยแถมยังคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะได้รับอีกด้วย
ตอนนั้นเขาตาบอดจริงๆที่เลือกโจวเม่ย
ช่วงนี้โจวเม่ยแอบทอดสะพานให้เขาอยู่บ่อยครั้งแต่เขาไม่สนใจเลย! ตอนนี้เขามีภรรยาแล้วแถมยังกินและอยู่ที่บ้านพ่อตาแม่ยายอีกด้วยหากพวกเขารู้ว่าเขายังกล้าเข้าใกล้โจวเม่ย คงโดนตำหนิไม่น้อย
แม้ภรรยาที่บ้านจะเข้มงวดไปบ้างแต่ชีวิตในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมากลับดีขึ้นมากไม่เพียงแต่มีคนซักผ้าและทำอาหารให้กินเท่านั้น แต่ยังได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อแถมยังได้กินข้าวขาวหอมๆ อีก!
บางครั้งก็ยังได้กินเนื้ออีกด้วย!
อาหารและการดูแลเช่นนี้ดีกว่าตอนที่เขาอยู่บ้านพักยุวชนคนเดียวมากมายนักไม่ใช่หรือ?
เมื่อก่อนหลังจากเลิกงานเขายังต้องซักผ้าทำอาหารเอง บางครั้งเหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัวแต่ถ้าไม่ทำอาหารก็ต้องหิว ถ้าไม่ซักผ้า วันรุ่งขึ้นก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่…
หลังจากส่งเกี๊ยวเสร็จซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็กลับไป
เยว่เผิงไห่กำลังจะยกชามเกี๊ยวขึ้นกินแต่ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นสายตาของพ่อตาที่มองมา เขาจึงรีบหยุดมืออดทนต่อความอยากอาหารในท้อง แล้วยิ้มกล่าวว่า “พ่อตาครับเกี๊ยวนี้หอมมากเลยครับ ผมจะคีบให้พ่อตาสักสองชิ้นลองชิมดูไหมครับ?”
ช่างจางส่ายหน้า“เขาให้ลูก ลูกก็กินเองเถอะ”
เยว่เผิงไห่กล่าวว่า“งั้นผมจะไปเรียกหงอวี้ออกมาทานด้วยกันนะครับ”
เขาถือชามเดินไปที่ห้องครัวและเรียกจางหงอวี้ออกมาทานเกี๊ยวด้วยกัน
จางหงอวี้ดีใจมาก“เผิงไห่ เกี๊ยวนี้มาจากไหนหรือคะ?”
เยว่เผิงไห่กล่าว“ยุวชนซูเอามาให้น่ะบอกว่าขอบคุณที่วันนั้นผมช่วยออกแรงขุดดินค้นหาคน”
จางหงอวี้กล่าวชม“ยุวชนซูนี่เป็นคนรู้คุณจริงๆ เลยนะคะ แล้วเกี๊ยวชามนี้ก็หอมมากเลย”
สามีภรรยาคู่นี้ต่างก็กินเกี๊ยวกันคนละคำสองคำ
ช่างจางมองดูภาพนี้ด้วยความพอใจพลางพยักหน้าเบาๆ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ลูกสาวของเขาอยากแต่งงานกับเยว่เผิงไห่เขาก็ไม่เห็นด้วย
แม้ว่าฐานะทางบ้านของพวกเขาจะจัดว่าไม่เลวในหมู่บ้านแต่สภาพลูกสาวของเขาเป็นอย่างไร เขาก็รู้ดีกว่าใคร
ลูกสาวของเขาไม่ได้สวยแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ เรียกว่าธรรมดามากๆ ดวงตาเล็กเรียว ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำแถมยังเรียนไม่จบแค่มัธยมต้น เรื่องบุคลิกภาพไม่ต้องกล่าวถึงเลย แทบจะไม่มี
แต่เยว่เผิงไห่เล่า?
หน้าตาดีมากๆแถมยังมาจากเมืองหลวง เรียนจบชั้นมัธยมปลาย มีกลิ่นอายของความเป็นผู้มีความรู้ซึ่งชายหนุ่มในหมู่บ้านไม่มี
ผู้ชายแบบนี้จะเป็นคนงานชั้นดีที่ทำงานเก่งได้อย่างไร?
ในอนาคตจะเลี้ยงดูภรรยาและลูกได้ไหม?
ดูยังไงก็ไม่ใช่ผู้ชายที่หาเลี้ยงครอบครัวได้
แต่ลูกสาวของเขากลับชอบชายหนุ่มมากยืนกรานว่าถ้าไม่ยอมแต่งงาน เธอก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป
สุดท้ายไม่มีทางเลือกช่างจางจึงต้องยอม
โชคดีที่หลังจากแต่งงานเยว่เผิงไห่ก็ทำตัวดีกับลูกสาว คอยดูแลเอาใจใส่ลูกสาวของเขาเป็นอย่างดี
เขาไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดขอแค่ดีกับลูกสาวของเขาก็พอ
เดิมทีในชามมีเกี๊ยวเพียงสิบชิ้นเยว่เผิงไห่กับจางหงอวี้กินไปคนละสองชิ้น แบ่งให้ช่างจางอีกสองชิ้นและหลานชายหลานสาวอีกคนละสองชิ้น ที่เหลือก็หมดแล้ว
มันไม่พอแบ่งจริงๆ
ก็แค่ได้ลิ้มลองรสชาติเท่านั้น
นอกจากยุวชนทั้งสี่คนในบ้านพักยุวชนแล้วซูเจียวเจียวก็ยังนำเกี๊ยวไปส่งให้บ้านป้าหวัง และบ้านลู่เหว่ยหมินอีกด้วย
ป้าหวังและป้าลู่ต่างก็ปฏิเสธเป็นพัลวันเกี๊ยวชามใหญ่ขนาดนี้จะส่งให้คนอื่นตามใจชอบได้อย่างไร!
นี่มันเป็นอาหารล้ำค่าเลยนะ!
ซูเจียวเจียวเป็นคนที่มีความแค้นฝังใจกับคนที่ไม่ดีต่อเธอแต่สำหรับคนที่ดีกับเธอและอาหมิง ก็จะจดจำไว้ทั้งหมดแล้วถ้ามีโอกาสก็จะตอบแทนน้ำใจกลับไป
ส่วนคนที่ทำไม่ดีกับเธอและอาหมิงอย่าหวังว่าจะได้อะไรจากเธอเลย แม้แต่เหรียญเดียวก็ยังไม่มีทาง
ไม่นานนักบ้านของเฉินซิ่วฮวาและบ้านของป้าหวังซึ่งอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินว่าซูเจียวเจียวทำเกี๊ยวหม้อใหญ่ราวกับเป็นเทพบุตรโปรยเงินโปรยทองส่งออกไปทั่วบ้านเธอจึงรีบวิ่งไปที่หน้าประตูบ้านซูเจียวเจียวเพื่อดูความเคลื่อนไหว
แต่ใครจะรู้ซูเจียวเจียวกลับปิดประตูบ้านสนิท แล้วนั่งล้อมวงกับเซียวหยวนหมิง เซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนทั้งสี่คน กินเกี๊ยวกันอย่างสนุกสนาน เหงื่อไหลซก
คนที่สมควรได้รับก็ได้รับไปหมดแล้วส่วนคนอื่นๆ เธอก็ไม่สนใจอะไรมากนัก!
อยากกินเกี๊ยวเหรอฝันไปเถอะ!
…
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเซียวหยวนหมิงขึ้นรถแทรกเตอร์ไปที่ตัวอำเภอ และกลับมาในช่วงบ่ายเขาไม่เพียงแค่กลับมาตัวเปล่า แต่ยังนำอิฐมาเต็มคันรถ และปูนซีเมนต์อีกหลายสิบถุงแถมยังมีรถบรรทุกทรายตามหลังมาอีกคัน
การที่เซียวหยวนหมิงนำของเหล่านี้กลับมามากมายขนาดนี้ทำให้เกิดความโกลาหลไปทั่วทั้งกองผลิต เพราะในเวลานี้ทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในบ้านดินและบางบ้านก็ยังเป็นบ้านไม้
เซียวหยวนหมิงเป็นคนแรกที่นำปูนซีเมนต์ทราย และอิฐกลับมา!