[จบ] สวรรค์ประทานหนูน้อยนำโชคมาสู่ครอบครัวชาวนา

    บทที่ 44 เรื่องการเล่าเรียน (รีไรต์)

    บทที่ 44 เรื่องการเล่าเรียน (รีไรต์)

     

    “พี่ไห่โจว พวกข้ามาแล้ว!”

     

    หนุ่มน้อยหลายคนในหมู่บ้านแต่งตัวเรียบร้อย มือถือธนูและมีด เดินทางมาถึงบ้านของแม่เฒ่าฉิน ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

     

    เมื่อวานฉินเหล่าซื่อแบกหมูป่าตัวใหญ่กลับมาจากภูเขา ทำเอาพวกเขาอิจฉา

     

    พวกเขาจึงรบเร้าฉินเหล่าซื่ออยู่นาน จนในที่สุดฉินเหล่าซื่อถึงยอมรับปากว่าจะพาพวกเขาขึ้นเขาไปเสี่ยงโชคด้วยกันในเช้าวันนี้

     

    “พวกเจ้ากินข้าวเช้ากันแล้วใช่หรือไม่ ถ้ากินแล้วก็ออกเดินทางกันเถอะ”

     

    ฉินเหล่าซื่อเหน็บมีดไว้ที่เอวแล้วพาพวกเขาออกเดินทาง

     

    ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันอ้อนร้องจะไปด้วย แต่ฉินเหล่าซื่อพาไปแค่ฉินลิ่งหมิงที่มีหูดีเป็นเลิศกับฉินลิ่งอวี่ที่โตสุดเท่านั้น

     

    ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันงอแงไม่หยุด ยืนกรานจะไปด้วยให้ได้ เพราะเมื่อวานตอนที่พวกเขากลับ พวกเขาไปขุดหลุมดักสัตว์ พวกเขาก็อยากไปจับกระต่ายบ้าง

     

    แม่เฒ่าฉินจึงเรียกพวกเขาเข้าไปในห้อง แล้วยัดผิงกั่วลูกใหญ่ให้คนละลูก พวกเขาก็ยอมสงบลง

     

    แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียง ทำงานเย็บปักถักร้อย พลางมองดูหลานชายสองคนกำลังกัดผิงกั่วอย่างเอร็ดอร่อย เป็นครั้งคราวก็จะแบ่งผิงกั่วให้หลานสาวลองชิมด้วย ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอม เมื่อคนเราแก่ตัวลง สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดก็คือ ลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข

     

    ทันใดนั้นก็มีหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามา แม่เฒ่าฉินวางงานในมือลง แล้วอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน และพูดคุยกับหญิงวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามา

     

    หญิงวัยกลางคนผู้นี้แต่งเข้าบ้านตระกูลหลี่ ชาวบ้านจึงเรียกนางว่าสะใภ้สามหลี่

     

    ก่อนหน้านี้ ตอนที่แม่เฒ่าฉินพาลูกหลานมาโต้เถียงกับหยางผิงเพื่อทวงความยุติธรรม นางก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยพูดแทนพวกเขา

     

    ในวันงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบเดือนของหลานสาว นางก็เป็นคนแรก ๆ ที่มาช่วยงาน ทั้งยังตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับหลานสาวอีกหนึ่งชุด

     

    วันนี้นางว่างพอดี กอปรกับคิดถึงฉินเยาเยา จึงถือโอกาสมาพูดคุยกับแม่เฒ่าฉิน พร้อมกับได้บีบแก้มนุ่มนิ่มของฉินเยาเยาสักสองที 

     

    “พี่หญิงฉิน บ้านของท่านสะอาดเรียบร้อยดีจริง เมื่อเทียบกับตอนที่เฉียนเหมยอยู่ นางช่างไม่เห็นคุณค่าของบ้านหลังนี้เอาเสียเลย” สะใภ้สามหลี่กล่าวชมพลางบีบแก้มนุ่มนิ่มของฉินเยาเยาเบา ๆ

     

    “ก็ลูกสะใภ้ของข้านั่นแหละ พวกนางรักความสะอาด เห็นอะไรสกปรกนิดหน่อยไม่ได้ แต่บ้านของข้ามีผู้ชายเยอะ ถ้าไม่เก็บกวาดสักวัน รับรองว่ารกเหมือนรังหนูแน่”

     

    “พี่หญิงฉินพูดถูก ลูกชายของท่านล้วนแต่เก่งกาจทั้งนั้น ไหนจะเด็ก ๆ อีก เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนเก็บเกี่ยวพืชผล ลูกชายและหลานของท่านก็ช่วยเหลือไว้มากแล้ว”

     

    “ยิ่งเมื่อวานพวกเขายังช่วยกันจับหมูป่าตัวใหญ่ได้อีกต่างหาก เช้าตรู่วันนี้ ชายหนุ่มในหมู่บ้านก็พากันขึ้นเขาไปกับลูกชายของท่าน แม้แต่ลูกชายตัวแสบของข้าก็ยังหายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว”

     

    “ก็พวกคนหนุ่มน่ะ พละกำลังเต็มเปี่ยม ตอนนี้พืชผลในไร่นาก็เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่ว่างกันก็ได้แต่เที่ยวเล่นไปทั่ว”

     

    แม่เฒ่าฉินพูดคุยอย่างสบายอารมณ์


    “พูดแล้วก็น่าเป็นห่วง ลูกชายของข้าอายุมากกว่าลิ่งอวี่หลานท่านตั้งเยอะ แต่ลิ่งอวี่ของสอบผ่านเป็นถงเซิงแล้ว ส่วนลูกชายของข้ายังอ่านตัวอักษรได้เพียงไม่กี่ตัวเอง”

     

    แม่เฒ่าฉินตอบกลับอย่างถ่อมตัว “เจ้าก็รู้ว่าท่านพ่อของข้าพอจะมีความรู้เรื่องหนังสืออยู่บ้าง ตั้งแต่เด็ก ๆ พวกเขาก็เลยถูกเคี่ยวเข็ญมาตลอด อีกทั้งตอนที่อยู่ชายแดน บ้านก็อยู่ติดกับสำนักศึกษา พวกเด็ก ๆ ไปเล่นที่นั่นบ่อยจึงทำให้รู้หนังสือ”

     

    “แต่ข้าดูแล้วลูกชายของเจ้าก็ไม่เลวนะ ปีหน้าต้องสอบเป็นถงเซิงได้แน่ พอได้เป็นถงเซิงแล้ว ไม่นานก็คงได้เป็นซิ่วไฉ”

     

    “งั้นก็ขอให้เป็นอย่างที่พี่หญิงฉินบอกแล้วกัน” สะใภ้สามหลี่กล่าวด้วยความดีใจและคาดหวัง

     

    ก่อนที่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินจะย้ายกลับมา ลูกชายของสะใภ้สามหลี่เป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้เรียนหนังสือ

     

    พอแม่เฒ่าฉินกลับมาก็พาถงเซิงมาด้วยเก้าคน แม้จะน่าอิจฉาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉามากมายอะไร แถมยังรู้สึกภูมิใจที่ตระกูลฉินจะมีหน้ามีตาขึ้น

     

    ถึงแม้ว่าสามีของนางจะไม่ได้ใช้แซ่ฉิน แต่นางเคยใช้แซ่ฉินมาก่อน นางเคยเป็นคนในตระกูลฉิน

     

    “แต่พี่หญิง การสอบซิ่วไฉไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ อย่างอารองของสามีข้า เริ่มสอบตั้งแต่อายุสิบเก้าปี จนตอนนี้ลูกชายของเขาแต่งงานมีภรรยาแล้ว ก็ยังสอบไม่ผ่านเลย”

     

    แม่เฒ่าฉินคิดอะไรบางอย่าง พอเห็นหลานชายสองคนที่กำลังกินผิงกั่วอยู่ ก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที

     

    ลูกชายของนาง นอกจากฉินเหล่าต้าแล้ว คนอื่น ๆ ที่สอบถงเซิงแล้วก็ไม่ได้สอบซิ่วไฉ เป็นเพราะตอนนั้นฐานะทางบ้านยากจน นางไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าสอบให้พวกเขา

     

    นางรู้ดีว่าในใจของเหล่าเอ้อร์ยังคงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้สอบเป็นซิ่วไฉ

     

    นางไม่อยากให้หลาน ๆ ต้องมารู้สึกเสียดายแบบนั้น โดยเฉพาะหลานชายคนโตอย่างลิ่งอวี่ เขามีพรสวรรค์ด้านการเรียนมาก

     

    ตอนนี้ครอบครัวก็ตั้งรกรากมั่นคงแล้ว ในมือก็มีเงินเหลืออยู่มากมาย ควรจะพิจารณาเรื่องส่งหลาน ๆ เรียนต่ออีกครั้ง

     

    “ใช่แล้ว แม้การสอบเป็นซิ่วไฉจะไม่ง่าย แต่ถ้าสอบผ่านก็จะได้เป็นขุนนางเลยนะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้ม

     

    “นั่นสิ ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน โชคยังดีที่ลูกชายของข้ามีความอดทน แม้จะจำตัวอักษรได้ไม่มาก แต่เขาก็มีความตั้งใจ” สะใภ้สามหลี่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

     

    ฉินเยาเยามองแม่เฒ่าฉินและสะใภ้สามหลี่คุยกัน ดวงตากลมโตเป็นประกาย ท่านย่าของนางต้องกำลังคิดเรื่องส่งพี่ชายไปเรียนต่ออย่างแน่นอน

     

    นางก็จะต้องออกแรงช่วยด้วยเช่นกัน!

     

    ฉินเยาเยาดูดนิ้วตัวเองพลางคิดว่า ควรจะเอาอะไรจากในพื้นที่มิติออกมาให้ท่านย่าเอาไปขาย เพื่อหาเงินส่งเสียพี่ชายเรียนหนังสือ

     

    หากทำการส่งเสียเหล่าพี่ชายให้ไปเรียนหนังสือแล้ว อย่างน้อยค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

     

    แม้ว่าท่านย่าจะมีเงินเหลือเก็บอยู่มาก แต่การส่งพี่ชายทั้งห้าคนไปเรียนพร้อมกัน เงินที่มีอยู่ก็คงหมดไปอย่างรวดเร็ว

     

    “สะใภ้สามหลี่ ตอนนี้สำนักเรียนใดที่ดีที่สุดในอำเภอชิงเหอหรือ” 

     

    แม่เฒ่าฉินตัดสินใจจะส่งหลานชายไปเรียนแล้ว จึงเอ่ยปากถาม

     

    “สำนักเรียนที่ดีที่สุดในอำเภอชิงเหอคือสำนักศึกษาเติงเคอ อาจารย์ใหญ่ของเคยเป็นราชครูในราชสำนัก การเรียนการสอนจึงดีเยี่ยม แต่ว่าค่าเล่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน”

     

    “หนึ่งปีต้องจ่ายค่าเล่าเรียนถึงห้าสิบตำลึง รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วหนึ่งปีอย่างน้อยก็ร้อยตำลึง ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนได้ก็มักเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวยในเมืองทั้งนั้น”

     

    แม่เฒ่าฉินคำนวณเงินเก็บอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะตัดสินใจ

     

    “สะใภ้สามหลี่พรุ่งนี้เจ้าว่างหรือไม่ พวกเราไปเดินเที่ยวในอำเภอกันสักรอบ ข้าอยากรู้ว่าสำนักเรียนที่ค่าเล่าเรียนปีละร้อยตำลึง มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร”

     

    เมื่อได้ยินดังนั้น สะใภ้สามหลี่ก็รู้ได้ทันทีว่า แม่เฒ่าฉินตัดสินใจจะส่งหลานชายไปเรียนที่สำนักเติงเคอ นางจึงตอบรับอย่างรวดเร็ว

     

    “ได้สิ พอดีข้าก็ไม่ได้เข้าอำเภอมานานแล้ว ใกล้ฤดูหนาวแล้ว ข้าจะได้ไปซื้อผ้าสักสองผืนมาตัดเสื้อใหม่ให้ลูกชายข้า”

     

    “งั้นตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ข้าจะให้ฮั่นหลินกับเหล่าซื่อเตรียมรถม้าไว้ เราไปด้วยกัน”

     

    สะใภ้สามหลี่พยักหน้ารับ “ดีเลย ข้าจะได้นั่งรถม้าหรู ๆ กับเขาบ้าง” 

     

    แม่เฒ่าฉินพูดอย่างติดตลกว่า “รอให้ชุนเอ๋อร์ของเจ้าสอบจอหงวน*[1]ได้ อย่าว่าแต่นั่งรถม้าหรู ๆ เลย ต่อไปจะมีคนรับใช้คอยปรนนิบัติเจ้าถึงสิบคน ข้าเกรงว่าเจ้าจะรำคาญเสียมากกว่า”

     

    “ฮ่า ๆ ๆ พูดเช่นนั้นได้อย่างไร พวกเราเป็นชาวบ้าน ทำนาทำสวนมาทั้งชีวิต ใครจะไปทนให้ผู้อื่นมาปรนนิบัติได้ลง”

     

    ……

     

    หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก สะใภ้สามหลี่ก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ แม่เฒ่าฉินหยิบผิงกั่วมาสองสามลูก ยัดใส่มือนางให้เอากลับไปให้ชุนเอ๋อร์กิน สะใภ้สามหลี่ปฏิเสธไม่ไหว จึงต้องรับไว้

     

    นางมองดูผิงกั่วสีแดงสดในมือ ภายในใจก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในความมีน้ำใจของครอบครัวนี้อีกครั้ง



    [1] เป็นตำแหน่งราชบัณฑิตซึ่งได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบขุนนางของประเทศ

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] สวรรค์ประทานหนูน้อยนำโชคมาสู่ครอบครัวชาวนา ที่คุณอ่าน