ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่49 คืนเเห่งความสูญสิ้น ดวงดาวดับเเสง

    ใต้ฟ้าค่ำ...ทะเลไร้คลื่นลมกลับโหมกระหน่ำด้วยกลิ่นอายแห่งการประทะอันเกรี้ยวกราด ริมฝั่งเกาะร้างท่ามกลางม่านรัตติกาล อวี้เหวินยืนนิ่งกลางพื้นทรายที่แตกร้าวเป็นตาข่ายโลหิต เบื้องหน้าเขา ร่างอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหลิวหงกลับทรุดตัวลงอย่างยากจะหยัดยืน พลังที่เคยแข็งแกร่งเช่นขุนเขา บัดนี้กลับสั่นคลอนดั่งเสาหลักบ้านทรุดโทรม


    แววตาของอวี้เหวินเรืองแสงสีทองอ่อน ภายในนั้นแฝงไว้ด้วยรังสีแห่งเพลิงอัคคีและประกายแห่งอัสนีบาต มือขวาของเขาแน่นราวคีมเหล็ก ทั่วกายแผ่ไอร้อนระอุ สะท้อนกับเส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทราวกับถูกเพลิงล้อมรอบ...กายาเขาถูกห่อหุ้มด้วยไอพลังสีน้ำเงินเข้มปนประกายทองแดง เสมือนชุดเกราะเงาไร้รูปลักษณ์ ขณะที่กล้ามเนื้อภายใต้ชุดคลุมสีทมิฬที่ขาดวิ่นเต้นระริกด้วยพลังดั่งภูตอัสนีแฝงสิง


    "เตาอัสนีวิบัติ" ขั้นที่สองระดับกลาง


    ยามเลื่อนถึงขั้นนี้ กายาของอวี้เหวินแปรเปลี่ยนเสมือนร่างเทพอัสนี ทุกฝีก้าวหนักแน่นปานทุ่มแผ่นดินทุกหมัดเปี่ยมด้วยพลังกระชากวิญญาณ


    พลันเขากระโจนพุ่งเข้าหาร่างหลิวหงอีกครา มือซ้ายสะบัดเป็นวิถีกงล้อแห่งสายฟ้า มือขวากำรอบเป็นหมัดเพลิงคำราม


    “หมัดอัคนีสังหาร!”


    เสียงหมัดซัดผ่านอากาศราวเสียงทลายแผ่นผา เปลวไฟสีส้มแดงแผ่คลุมหมัดไว้ราวกับเพลิงสุริยัน ลำแสงระเบิดออก ปะทะเข้าใส่ร่างหลิวหงจนผงะไปหลายจั้ง ทรายใต้ฝ่าเท้าแตกระเบิด กลิ่นไหม้แผ่คลุมอากาศ


    “บัดซบ!” เศษเสียงคำรามจากลำคอหลิวหงหลุดลอดฟันแหลมคมเกลี้ยงเกลา “มันยังอยู่แค่ขั้นกำเนิดกายขั้นต้น เหตุใดพลังมันถึงบดขยี้ข้าได้ราวกับผู้บ่มเพาะระดับหลอมรวมกายเต็มขั้น…”


    ร่างอสูรของเขายืนไม่มั่นแล้ว เกล็ดสีดำบนผิวเริ่มแตกร้าว ปลายง้าวประหลาดในมือหลุดจากการควบคุม ท่ามกลางประกายดวงตาอันขุ่นมัวด้วยความตกตะลึง ปรากฏเงาแว่วในจิตใจเขา… ชายผู้หนึ่งในอดีต..หลิวหงตนแท้ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มได้ง่ายดายต่อโลกใบนี้


    “...ไม่สิ…” เฒ่าชราผู้ยึดจิตในร่างเริ่มสั่นคลอน พลังควบคุมของมันอ่อนแรงลงราวคลื่นน้ำถูกดูดซับกลับสู่มหาสมุทร “เป็นไปไม่ได้…ผลวิญญาณโลหิต…มันควรจะกัดกร่อนสติสัมปชัญญะของเจ้าจนสิ้นซากแล้วสิ!”


    ผลวิญญาณโลหิต..พืชปีศาจในตำนาน ผู้ใดกลืนกิน ร่างจะถูกหล่อหลอมด้วยพลังมาร กล้ามเนื้อแปรเปลี่ยน ผิวหนังกลายเป็นเกล็ดดั่งอสูร ส่วนจิตใจจะถูกกัดกร่อนทีละน้อย จนกระทั่งเป็นเพียงหุ่นเชิดให้ผู้ปลูกป้อนควบคุม...


    ทว่า...หลิวหงผู้นั้นกลับต้านทานได้


    ราวกับว่าลึกลงไปภายในสำนึกนั้น...ยังมีคนคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ถูกลืมเลือน


    “เหตุใด...เหตุใดจิตเจ้าจึงไม่ดับสูญ!” เฒ่าชราตะโกนกึกก้องภายใน


    ในภพจิตที่แตกเป็นรอยแยก เขาต้องรับศึกสองด้าน ทั้งจากการโจมตีมหาศาลของอวี้เหวิน และจิตเจ้าของร่างเดิมที่ค่อยๆ ตื่นขึ้น ท่ามกลางคลื่นความร้าวฉานนั้น เสี้ยวจิตที่ใช้ควบคุมร่างค่อยๆ บิดเบี้ยว แล้ว..


    มันหนี!


    เสี้ยวจิตสีดำลอยออกจากหว่างคิ้วหลิวหงตรงไปยังขอบฟ้าเหนือทะเล มันกระเสือกกระสนหลบหนีดั่งควันดำกลางพายุ


    ทันใดนั้นเอง..


    เปรี้ยงงงง!!


    สายเสียงกึกก้องราวฟ้าฟาดสะท้านเวหา พลันปรากฏประกายสีแดงฉานผสานอัสนีฟาดลงจากฟากฟ้า หวดเข้าใส่จิตวิญญาณที่กำลังหลบหนี


    “เจ้า...จะไปไหน ไอ้อสูรหน้าอัปลักษณ์!”


    เสียงตวาดดังกังวาน ก้องไปทั่วชายฝั่ง ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเหนืออากาศ บุรุษผู้มีใบหน้างามราวสตรี ผมยาวแดงดั่งเพลิง พริ้วไหวท่ามกลางอัสนีแสง ชุดแดงฉานแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นกระบี่พุ่งไล่ตาม


    ซ่งเหยียนเฟย!


    จากมิติภายในสร้อยคอของอวี้เหวิน เขาทะยานออกมาพร้อมกระบี่พลังปราณแดงฉาน พุ่งเข้าผ่าจิตนั้นอย่างไร้ปรานี


    "เจ้าเป็นผู้ใดกัน?" 'ที่แห่งนี้...ช่างไม่คาดคิดว่าจะมีจอมยุทธ์ระดับก่อกำเนิดปรากฏกาย!' เศษจิตอสูรร้องด้วยความตกใจ ก่อนเสียงจะถูกกระบี่ที่สองซัดซ้ำ


    “ปู่ของเจ้าน่ะสิ!” ซ่งเหยียนเฟยสบถ ก่อนสะบัดแขนส่งอีกหนึ่งคลื่นกระบี่กระแทกซ้ำ..เสียงร้องขาดห้วง จิตสีดำระเบิดออกเป็นกลุ่มหมอกเลือนจาง...สลายหายไป


    —และในขณะเดียวกัน—


    บนเกาะร้างที่มืดมิด ชายคนหนึ่งคุกเข่าลงกลางแสงจันทร์สลัว โลหิตไหลทะลักจากมุมปาก ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด...


    เขากระอักเลือดคำใหญ่ ร่างกายสั่นระริก..เขาคือเจ้าของร่างเฒ่าชราเมื่อครู่! จิตของเขาบางส่วนเพิ่งถูกทำลายจากพลังสายฟ้ากระบี่ของซ่งเหยียนเฟย


    “อั่ก…จิตข้า...ถูกผ่า...” เขากำหมัดแน่น ฟันกรามสั่นระริก “เจ้านั่น...เป็นใครกันแน่…”


    ทว่าคมความเจ็บปวดถูกม่านแห่งความหวาดหวั่นบดบังจนมิดสิ้น เขาตวัดแขนเสื้อ พลันกางฝ่ามือ หยิบฉวยเม็ดยาฟื้นฟูกรอกเข้าปาก


    —กลับมายังชายหาด—


    ใต้แสงจันทร์ที่เล็ดลอดผ่านม่านเมฆคลอเคลียเหนือเวิ้งฟ้า เสียงคลื่นกระทบฝั่งยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด หาดทรายเปื้อนเลือดกลายเป็นพยานแห่งโศกนาฏกรรมที่ยากจะลบเลือน


    มือของอวี้เหวินยังกระชากหมัดออกจากอกของหลิวหง 


    อวี้เหวินยืนอยู่กลางสายลมยามราตรี ใบหน้าหล่อเหลาฉาบไปด้วยเงาแห่งความโศกเศร้า เมื่อร่างของชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์เอ่ยวาจาแผ่วเบาออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ทว่าแฝงไว้ด้วยความสงบดั่งผู้ปลดเปลื้องบ่วงพันธนาการในใจ


    “ขอบคุณ…ท่านจอมยุทธ์…ที่ช่วยปลดปล่อยข้า…”

    เขากระอักเลือดคำหนึ่ง ก่อนเปื้อนรอยยิ้มจางบนริมฝีปาก

    “…ฝากท่าน…บอกลาภรรยาข้าด้วย…”


    ยังไม่ทันสิ้นคำ ร่างนั้นทรุดฮวบลงหาเบื้องหน้า ทว่าอวี้เหวินก้าวเข้าไปรับไว้ทันอย่างเฉียดฉิว แขนที่สั่นเทาด้วยแรงสู้รบยังโอบประคองร่างของเขาไว้อย่างแผ่วเบา ราวจับต้องกลีบบุปผาในฤดูเหมันต์


    อวี้เหวินก้มลงมองใบหน้าเปื้อนเลือดของชายผู้นั้น ใบหน้าแก่กร้านที่เคยอบอุ่นด้วยดวงตาใจดี บัดนี้กลับสงบนิ่งดุจเข้าสู่นิทรานิรันดร์ หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ ความเข้าใจหนึ่งแล่นวาบขึ้นมา


    “…ท่านรู้ทุกอย่าง…แต่กลับเลือกเงียบงัน…”


    แม้ร่างจะถูกควบคุมโดยเฒ่าชรา แต่วิญญาณแท้จริงของชายผู้นี้กลับยังตื่นรู้อยู่ทุกขณะ เขาเลือกอดทน เลือกไม่ขัดขืน แม้จะต้องแบกรับบาปที่ไม่ใช่ของตน เพื่อรอวันที่ผู้ใดจะมาช่วยปลดปล่อยความเป็นตัวตนคืนกลับให้


    มืออวี้เหวินที่จับร่างเขาไว้สั่นเทา ดวงตาสั่นระริกด้วยอารมณ์ปั่นป่วน

    “ข้า...ขอโทษ...” เขาเอ่ยแผ่วเบา ก่อนจะวางร่างนั้นลงบนผืนทรายอย่างอ่อนโยน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดปานหินหนักพันชั่งกดทับดวงจิต


    ณ ยามนั้นเอง ลำแสงสีชาดพาดผ่านอากาศราวสายฟ้าแลบวูบ ซ่งเหยียนเฟยปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง ดวงหน้าเยาว์วัยของเขาฉายแววเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง


    “จิตของไออสูรอัปลักษณ์นั่น...ถูกกำจัดสิ้นแล้ว” เขากล่าวแผ่วเบา เสียงดั่งเพลิงที่พ่นออกมาอย่างอ่อนแรง


    อวี้เหวินพยักหน้ารับพลางกลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนหันไปยังร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล


    ร่างเล็กจมกองเลือด ผิวซีดเซียว ริมฝีปากแห้งผาก ชุดเก่าเกรอะกรังแทบมิอาจซึมซับโลหิตได้อีก

    “ซิ่วเอ๋อร์…”


    เขาคุกเข่าลงข้างกายเด็กน้อยทันที หยิบโอสถสีทองในขวดหยกขึ้นป้อนให้โดยไม่ลังเล พลังปราณอุ่นพลันไหลเข้าสู่ร่างเด็กน้อยหวังช่วยประคองลมหายใจนั้นไว้ ทว่าดวงหน้าของซิ่วเอ๋อร์ยังคงหม่นหมอง ชีพจรแผ่วบาง


    อวี้เหวินเหลือบตาขึ้นมอง เซี่ยชิงหลัวที่อยู่ไม่ไกล นางนั่งสงบนิ่งในม่านแสงจันทร์ แม้ชุดขาวจะเปรอะเปื้อนฝุ่นเลือด แต่ดวงหน้างดงามดั่งภาพวาดกลับยังมีแววสงบขึ้นบ้าง


    เขาหันกลับมามองเด็กน้อยอีกครา ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เปื้อนรอยน้ำตาและฝุ่นดินทำให้หัวใจของเขาบีบคั้น


    “ข้าจะพาเจ้าไปรักษา อดทนอีกหน่อย...นะ...”


    เขากำลังจะช้อนร่างเด็กน้อยขึ้นมา ทว่า...มือเล็กๆ กลับยกขึ้นแตะมือเขาไว้ก่อน


    อวี้เหวินชะงัก มองดวงตาที่เผยอแง้มขึ้นของเด็กน้อย ดวงตาคู่นั้นสั่นไหว ดั่งคลื่นน้ำที่กำลังจะหมดเรี่ยวแรงต้านฝั่ง


    ซิ่วเอ๋อร์ส่ายหัวเบาๆ เสียงเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา


    “พี่ชาย...ท่านไม่ต้อง...ทำถึงเพียงนั้น…”

    เขายิ้มจางเจือรอยเจ็บปวด

    “ข้า...สมควรแล้ว...กับสิ่งที่ข้าเคยทำ...ข้า...คิดสังหารท่าน...เพราะเชื่อคำลวงของปีศาจผู้นั้น…”


    เขาหายใจหอบ เว้นจังหวะราวกับกำลังรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย


    “เดิม...ข้าตัวคนเดียว...ไม่มีใคร...แต่ตอนนี้...ข้าจะตามไปอยู่กับพี่ชายคนนั้นแล้ว…”


    เสียงเงียบลงช้าๆ ริมฝีปากยังคงคลี่ยิ้มบางไว้


    “ท่าน...ดูแลตัวเองด้วย…”


    ลมหายใจสุดท้ายแผ่วเบาดั่งขนนก ร่างน้อยแน่นิ่งลงในอ้อมแขนของอวี้เหวิน


    “…ซิ่วเอ๋อร์…”


    เสียงเขาเรียก เด็กน้อยไม่มีการตอบรับ


    “…ซิ่วเอ๋อร์…”


    เขาเขย่าร่างเด็กน้อยเล็กน้อย น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาฉายแววไม่อยากยอมรับความจริง


    “…ซิ่วเอ๋อร์!!”


    เสียงสุดท้ายของเขาเปล่งออกมาดั่งเสียงฟ้าร้องคำรามก้องกลางผืนหาด กลบเสียงคลื่นและสายลมจนหมดสิ้น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงกระทบร่างเด็กน้อยที่ไร้ลมหายใจ


    ซ่งเหยียนเฟยยืนนิ่งอยู่ข้างกาย แม้พลังของเขาจะยิ่งใหญ่แค่ใด กลับไม่อาจปลุกวิญญาณของผู้วายชนม์ให้หวนคืน สายตาของเขามองภาพเบื้องหน้าด้วยแววเศร้า ไม่มีถ้อยคำใดเล็ดลอดออกมา


    เพราะเขารู้…ไม่มีถ้อยคำใดจะปลอบประโลมความเจ็บปวดของบุรุษชุดดำผู้นี้ได้


    ในค่ำคืนอันเยือกเย็น ท่ามกลางหมอกจางที่ล่องลอยปกคลุมหาดทราย เสียงคำรามแห่งความเสียใจยังคงดังก้องสะท้อนในใจผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้น…


    แม้นเด็กน้อยจักมิใช่ผู้ใกล้ชิด แม้จะรู้จักกันเพียงไม่นาน

    แต่ด้วยคำเรียก “พี่ชาย” ที่เปล่งจากใจจริง

    ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ แม้หลงทางเพียงชั่วครู่

    อวี้เหวิน…ก็ไม่อาจลืมเลือนแววตาคู่นั้นไปได้ตลอดกาล…



    ....



    ณ ราตรีอันเงียบงัน ชายหาดซึ่งเคยต้องสะเทือนจากเสียงการต่อสู้ บัดนี้กลับเงียบสงบ ราวสรวงสวรรค์ที่ลืมเลือนความปวดร้าวของโลกมนุษย์ ท้องฟ้าคลุ้มเมฆบาง ดวงจันทร์ถูกบดบังไว้ครึ่งดวง แสงเลือนจางของมันสาดส่องลงบนร่างผู้หนึ่งในชุดดำสง่า ผมยาวพลิ้วลู่ลม แววตาเงียบเหงาแต่เด็ดเดี่ยวยิ่ง


    อวี้เหวินย่อตัวลงอย่างแผ่วเบา ใช้สองแขนอุ้มร่างอันบอบบางของสตรีในชุดขาวที่นอนอยู่กับผืนทรายขึ้นแนบอก เส้นผมยาวของนางปลิวไหวเชื่องช้า ชุดขาวบางเบาของนางเปียกชื้นจากไอทะเลยามค่ำ ชวนให้นึกถึงม่านหมอกยามรุ่งอรุณที่พร้อมจะสลายหายไปทุกเมื่อ


    เขาพานางไปวางยังเพิงไม้เล็กๆ หลังหนึ่งริมชายหาด(ใกล้ท่าเรือ) แม้จะเก่าและผุพัง แต่ก็พอให้ลี้ลมหนาวแห่งรัตติกาลได้บ้าง เมื่อจัดวางร่างนางให้นอนอย่างสบายแล้ว เขาใช้ผ้าคลุมกายที่ฉีกขาดครึ่งหนึ่งห่มให้นาง แววตาใต้ขนตาดำยาวของอวี้เหวินทอดมองใบหน้านางที่แม้จะหลับใหล ก็ยังงดงามราวภาพวาด...งดงามจนชวนให้ใจสั่นสะท้าน


    จากนั้นเขาลุกขึ้นอีกครา เดินกลับไปยังร่างทั้งสองที่แน่นิ่งไร้ลมหายใจ ชายวัยกลางคนผิวคล้ำแดด ดวงหน้าสงบเย็นแม้ในวาระสุดท้าย และเด็กน้อยในชุดเปื้อนโลหิตที่ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ ประดับริมริมฝีปาก ราวกับนอนฝันดี


    อวี้เหวินเดินทอดก้าวไปตามริมหาด มองหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการฝังร่าง เขาเลือกเนินทรายเล็กๆ ใต้เงาไม้ซึ่งเติบโตเคียงคลื่น ดูสงบเย็นและห่างไกลจากร่องรอยการต่อสู้ พอให้จิตวิญญาณผู้จากไปได้พักผ่อนอย่างสงบ


    เขาไม่ใช้พลังปราณ ไม่อาศัยเคล็ดวิชาใด เพียงใช้สองมือลงแรงขุดดินแข็งเบื้องหน้า พละกำลังอันแกร่งกล้าถูกระบายออกเป็นการขุดดินอย่างเงียบงัน เหงื่อผุดพรายออกจากหน้าผากที่เคยเย็นชาราวหยดน้ำรินโลมใจ เหงื่อผสมกับละอองทรายกลายเป็นรอยเปื้อนรอบดวงตา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสงบ เยือกเย็น...และปวดร้าว


    เมื่อหลุมทั้งสองเสร็จสิ้น เขาจัดการวางร่างทั้งสองลงในหลุมดินที่ตนสร้างขึ้นด้วยมือ ฝังอย่างเงียบงัน ไม่คำพร่ำบ่น ไม่ตัดพ้อโชคชะตา มีเพียงความรู้สึกผิดที่ซึมลึกในใจ


    เขายืนนิ่งอยู่ข้างหลุมศพของเด็กน้อย มือหนึ่งยังกำหมัดแน่น ริมฝีปากพึมพำคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า


    "คนเรา...เมื่อตายไปแล้ว จะไปอยู่ ณ แห่งหนใดกันแน่..."


    คำถามนั้นล่องลอยไปตามสายลม ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากด้านข้าง เป็นเสียงอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งของผู้คร่ำหวอดในศาสตร์เหนือธรรมชาติ


    "เรื่องนี้...ข้าเองก็ไม่อาจแน่ใจได้ดอก..." ซ่งเหยียนเฟย กล่าวเบาๆ ขณะยืนอยู่เคียงข้าง มือไขว้หลัง ร่างเล็กแต่งแต้มด้วยสีแดงเพลิงสะท้อนแสงดาว "...มันคือปริศนาเร้นลับที่สุดเรื่องหนึ่งบนโลกใบนี้ แม้แต่ยอดผู้บ่มเพาะระดับบรรพชนยังหาคำตอบมิพบ"


    เขาสบตากับอวี้เหวินก่อนกล่าวต่อ


    "มีเพียงตำนานและความเชื่อบางอย่างเท่านั้นที่พอให้คำอธิบายได้ ว่าเมื่อชีวิตดับสูญ วิญญาณจักเดินทางสู่ภพหน้า โลกเบื้องหลังม่านแห่งความตายที่แบ่งแยกระหว่างดีและชั่วไว้อย่างชัดเจน"


    เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตาทอแววคิดลึก


    "ว่ากันว่า ผู้ที่ทำดี เมื่อสิ้นชีพ จะได้พบกับสุขสงบ ดินแดนที่ไร้ซึ่งความทุกข์... ส่วนผู้ที่จมปลักในบาป จะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด"


    "ทว่า...คำบอกเล่าเหล่านี้ มาจากที่ใดกัน? ใครเป็นผู้สร้างระบบแห่งกรรมและผลขึ้นมา? เมื่อโลกหลังความตายมีอยู่จริง เหตุใดเราจึงยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ต้นตอ ไม่รู้ปลายทาง... ไม่รู้แม้กระทั่งเหตุผลของการมีอยู่ของตนเอง"


    เสียงของเขาเบาลงในท้ายถ้อย ดุจเสียงกระซิบของสายลมแห่งรัตติกาล


    "บางที...ในโลกนี้อาจมีผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งจะก้าวผ่านม่านหมอกแห่งปริศนา ค้นพบคำตอบของสิ่งเหล่านี้ และสลักชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของสรรพชีวิต"


    เมื่อกล่าวจบ เขามองหลุมศพทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบางๆ พลางกล่าวด้วยเสียงอบอุ่น


    "แต่สำหรับสองผู้นั้น...เจ้าจงวางใจเถิด ข้าว่าเขาทั้งสอง...ได้เดินทางไปยังที่ซึ่งควรจะไปแล้ว เป็นสถานที่ที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีการควบคุมหรือการล่อลวงใดๆ พวกเขากำลังมีความสุขอยู่...อย่างแน่นอน"


    อวี้เหวินนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจของเขาค่อยๆ สงบลง แววตาหนักแน่นกลับมาทีละน้อย เขาพยักหน้าเบาๆ


    "...ขอให้พวกท่าน...ได้อยู่ในที่ที่มีความสุขเถิด"


    เขาคำนับต่อหน้าหลุมศพทั้งสองช้าๆ อย่างให้เกียรติสุดชีวิต แล้วจึงหันหลัง เดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก


    ร่างในชุดดำดำเนินกลับสู่เพิงไม้เล็กๆ ริมหาด เสียงฝีเท้าเบาไร้สุ้มเสียง ราวกับไม่ปรารถนาจะปลุกใครให้ตื่นจากความฝัน ดวงตาคู่คมทอดมองร่างบางในชุดขาวที่หลับใหลใต้แสงจันทร์ซึ่งทอแสงผ่านรอยเมฆ


    ณ ห้วงเวลานี้เอง...หัวใจของเขาค่อยๆ สลัดคลื่นพายุแห่งความเศร้าหมองลงทีละน้อย ทว่ารอยแผลแห่งความสูญเสีย...ยังคงตกผลึกอยู่ลึกในจิตใจ ดุจประกายน้ำแข็งที่มิอาจละลายจากเพียงไออุ่นของลมหายใจเดียว


    และนั่น...คือยามค่ำคืนอันเงียบงัน ที่เหลือเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่ง...และเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นต่อไปในโลกที่เปลี่ยนแปลง


    ...


    ณ เพิงพักไม้ซึ่งปลูกขึ้นอย่างเรียบง่ายริมฝั่งหาด เสียงคลื่นทะเลยังคงซัดสาดเรื่อยไปราวกับกล่อมจิตให้สงบ อวี้เหวินก้าวขึ้นมายังเรือนพักนั้นอย่างเงียบงัน สายตาคู่นั้นทอดลงมองเรือนร่างบอบบางของสตรีที่นอนนิ่งอยู่บนฟูกฟางเก่า ดวงหน้างามสะกดดั่งภาพเขียนในม่านหมอก ผิวพรรณซีดขาวราวหิมะแรกของปี ดวงใจเขาหนักอึ้งยามพบว่านางยังคงไร้สติ ทั้งที่ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาเคียงกัน


    “เจ้าช่วยตรวจดูให้น้อยหน่อยได้หรือไม่... ว่านางเป็นเช่นไรบ้างเเล้ว”

    เสียงของเขาเอ่ยเบา ทว่าเต็มไปด้วยความกังวลลึกซึ้ง หันไปยังร่างเล็กผู้หนึ่งที่ปรากฏข้างกายโดยไร้สุ้มเสียง


    ซ่งเหยียนเฟย บุรุษน้อยในเรือนร่างคล้ายตุ๊กตา ผมยาวสีแดงราวเปลวอัคคี ตวัดสายตาดูนางแวบหนึ่งก่อนจะหลับตา มือเรียวเล็กประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลม แตะลงบนข้อมือ ส่งจิตพินิจเข้าสู่ภายในร่างของเซี่ยชิงหลัว คลื่นพลังอันละเอียดอ่อนแผ่ซ่านจากร่างจิ๋วของเขา อวลไปทั่วรอบตัว คล้ายแสงสว่างแห่งอรุณที่แทรกม่านเมฆ


    ผ่านไปเพียงครู่ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ชั่วขณะหนึ่ง แววตาเขาฉายแววเคร่งขรึมอย่างหาได้ยาก


    “ชีพจรนางยังคงสม่ำเสมอ ลมหายใจยังคงแผ่วเบา เพียงแต่...” เขาเว้นคำไป ดวงเนตรฉานสีแดงเป็นประกายคมกริบ “ในร่างของนางมีพลังมารแทรกซึมเข้าไปเล็กน้อย อาจเป็นช่วงที่ถูกโจมตีจากตาเฒ่าอัปลักษณ์ก่อนหน้านั้น”


    อวี้เหวินขมวดคิ้วทันที “พลังมารหรือ?”


    “ใช่แล้ว” ซ่งเหยียนเฟยพยักหน้า “นางบ่มเพาะวิชาสายเย็นเยียบ พลังแห่งหิมะในตัวนั้นบริสุทธิ์เฉียบเย็น พลังมารซึ่งเป็นพลังสายหยินเช่นกัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายย่อมเกิดการปะทะแฝงภายใน หากมิเร่งขับออก ในภายภาคหน้าอาจสะสมกลายเป็นภัยซ่อนเร้น... และหากเกิดการปะทุขึ้นในยามอ่อนแรง ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้”


    คำอธิบายแฝงเหตุผลแน่นแฟ้น อิงตามหลักการพลังสมดุลในผู้บ่มเพาะ ทำให้สีหน้าของอวี้เหวินแปรเปลี่ยนไปด้วยความหนักใจ


    “แล้วเช่นนั้น... ควรจะทำอย่างไรดี?” เขาถามเสียงเครียด แววตาเขาแน่วแน่ในความตั้งใจ


    ซ่งเหยียนเฟยยิ้มแผ่ว คล้ายคาดไว้แล้วว่าคำถามนี้ต้องตามมา


    “เจ้าฝึกวรยุทธ์สายอัคคีมิใช่หรือ?” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “พลังมารนั้นย่อมหวาดกลัวพลังหยางเป็นธรรมชาติ ธาตุเพลิงบริสุทธิ์ย่อมมีคุณสมบัติขับพลังมาร เจ้าเพียงส่งไอความร้อนอันบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างของนางช้า ๆ ผ่านเส้นชีพจรหลัก ปรับสมดุลพลังภายในให้กลับคืนเข้าที่ ไอมารย่อมถูกขับไล่ไปเอง”


    อวี้เหวินนิ่งไปชั่วครู่ เขาพยักหน้าอย่างรับรู้ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า

    “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่า... ข้าจะส่งพลังเช่นนั้นเข้าไปได้อย่างไร?”


    ซ่งเหยียนเฟยได้ฟังดังนั้น ก็ดึงใบหน้าเข้ามาใกล้ ทำท่าเคร่งเครียดผิดปกติ “ก้มหน้าลงมา ข้าจะบอกเจ้าให้...”


    เมื่ออวี้เหวินโน้มศีรษะลงต่ำ บุรุษร่างจิ๋วก็กระซิบกระซาบใกล้หูเพียงสองสามคำ ซึ่งทำให้ร่างสูงสะดุ้งเบิกตาโพล่งขึ้นในบัดดล


    “เจ้า... พูดจริงหรือไม่?! วิธีนั้น... วิธีเดียวจริงหรือ?!”


    “แน่นอน” ซ่งเหยียนเฟยพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง ราวนักพรตผู้รักษาสัจจะ สีหน้าราวกับถือคำมั่นอันศักดิ์สิทธิ์


    “ข้าช่วยนางไม่ได้หรอก” เขากล่าวอย่างกลั้นหัวเราะภายใน “เจ้าเป็นผู้เดียวที่ฝึกพลังธาตุเพลิงบริสุทธิ์ ขืนไม่ช่วย นางก็คงต้องตกอยู่ในเงื้อมเงาของไอมารเช่นนี้ไปจนสิ้นชีวิต... แต่เอาเถิด หากเจ้าไม่กล้า ก็ปล่อยให้นางจากไปอย่างสงบก็แล้วกัน”


    เขาเอ่ยปิดท้ายราวกับจะตัดบท จากนั้นจึงหลับตาทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะลืมตาขึ้นเพียงเล็กน้อย เหลือบมองสีหน้าของอวี้เหวินอย่างลอบขบขัน


    “ข้าจะออกไปตรวจตรารอบเพิงเสียหน่อย เจ้าคิดให้ดีแล้วกัน” เขาทิ้งท้ายพลางเดินออกไป เสียงฝีเท้าเบาราวสายลม คล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในใจของเขา... เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นราวสายลมพัดผ่านกองไฟ


    — ภายในเพิงพัก —


    อวี้เหวินยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าคมสันดั่งหยกสลักขับกับแสงจันทร์ที่ส่องลอดเพิงไม้ลงมา เขาหลุบตาลงมองสตรีเบื้องหน้าอีกครั้ง ใบหน้าอันงดงามแฝงไว้ด้วยความอ่อนแอ ขณะที่ลมหายใจแผ่วเบาราวกลีบบุปผาใกล้โรย


    ในใจของเขากำลังปั่นป่วนยิ่งนัก ความหนักใจต่อวิธีที่ได้ฟังนั้นชวนให้เขาสะท้านใจ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้นางต้องตายไปต่อหน้าต่อตา


    "ช่างเถิด..."

    เขากระซิบกับตัวเอง แววตาแน่วแน่ขึ้นในพริบตา


    "แม้มันจะน่าละอายสักเพียงใด... ข้าก็จะไม่ปล่อยให้นางต้องตาย"


    สายลมเย็นหอบหนึ่งพัดผ่านมา กลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงพอดิบพอดี ราวตอบรับคำมั่นแห่งใจของเขาในค่ำคืนนี้…


    ขอเพียงนางอยู่รอดต่อไป แม้ต้องทำสิ่งใด... ข้าก็จักยอม




    *จะได้เจอความเเสบของซ่งเหยียนเฟยตอนต่อไปครับผม ฮ่าๆ*


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน