แม้ใจจริงหลินกั๋วผิงจะไม่้าให้ลูกสาวไปใช้ชีวิตในเมืองกับหลิวกุ้ยหลาน แต่ลึกๆ เขาก็ยังหวังให้ลูกได้สนิทสนมกับผู้เป็แม่บ้าง
เขาว่ากันว่าเด็กที่มีแม่เปรียบดั่งสมบัติล้ำค่า ส่วนเด็กที่ขาดแม่ก็เหมือนต้นหญ้าไร้ราคา ถึงทิงเสวี่ยจะมีแม่อยู่ทั้งคน แต่ในความเป็จริงก็แทบไม่ต่างอะไรกับเด็กกำพร้าแม่เลย หลิวกุ้ยหลานทอดทิ้งลูกสาวั้แ่ยังไม่หย่านม เพื่อไปเป็แม่เลี้ยงให้กับลูกของชายอื่น ลูกสาวของเขาน่าสงสารเพียงใดเขาตระหนักดีที่สุด! แม้ในใจหลินกั๋วผิงจะเต็มไปด้วยความคับแค้นต่ออดีตภรรยา แต่เขาก็ไม่เคยปริปากพูดจาให้ร้ายเธอให้ลูกฟังเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทุกครั้งที่หลิวกุ้ยหลานแวะมา เขาก็จึงได้แต่หวังว่าเธอจะใช้เวลาดีๆ ร่วมกับลูกสาวบ้าง
ยิ่งเห็นพ่อทำตัวเป็คนซื่อและแสนดีขนาดนี้ ในใจของทิงเสวี่ยกลับยิ่งปวดร้าว เธออยากให้พ่อเห็นแก่ตัวกว่านี้สักนิด อยากให้พ่อด่าทอสาปแช่งอดีตภรรยาเหมือนอย่างที่ผู้ชายคนอื่นทำ แล้วกีดกันไม่ให้ เธอแพศยาที่ทิ้งลูกทิ้งผัวกล้ามาเหยียบที่นี่อีก... แต่พ่อของเธอกลับไม่ใช่คนแบบนั้น
“หนูจะฟังพ่อค่ะ... แต่หนูไม่อยากออกไปตลาด ข้างนอกมันหนาว ให้แม่เล่นกับหนูที่บ้านสักพักก็พอนะคะ” เพราะไม่อยากให้พ่อต้องลำบากใจ ทิงเสวี่ยจึงจำยอมให้หลิวกุ้ยหลานอยู่ต่อ
หลินกั๋วผิงรีบรับคำ “ได้สิ... กุ้ยหลาน เธอก็อยู่เป็เพื่อนเสียวเสวี่ยที่บ้านเถอะนะ แกชอบกินเกี๊ยว ที่บ้านพอมีเนื้อเหลืออยู่บ้าง เธอก็ทำเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวหมูสับให้ลูกกินหน่อยสิ”
“ฉันรู้แล้ว คุณจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ” หลิวกุ้ยหลานตอบเสียงห้วน
หากไม่ใช่เพราะ้าพาลูกสาวกลับไป เธอคงไม่อยากเห็นหน้าหลินกั๋วผิงให้เสียสายตา เธอรังเกียจผู้ชายคนนี้เข้ากระดูกดำ ถึงเบ้าหน้าจะหล่อเหลา แต่สันดานกลับขี้ขลาดตาขาว ไม่เอาถ่าน แถมเื่บนเตียงก็จืดชืด ไม่รู้จักเอาใจผู้หญิง เป็คนไร้ค่าสิ้นดี!
ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะชื่อเสียงตัวเองฉาวโฉ่ จนหาผู้ชายดีๆ มาแต่งด้วยไม่ได้ แถมพ่อแม่ยังกดดันเช้าเย็น เธอจะลดตัวมาแต่งงานกับคนซื่อบื้ออย่างหลินกั๋วผิงได้อย่างไร?
หลินกั๋วผิงรู้ตัวดีว่าอดีตภรรยาเหม็นขี้หน้า เขาจึงปลีกตัวออกไปอย่างรู้กาละเทศะ ทิ้งให้สองแม่ลูกอยู่กันตามลำพังในห้อง
ทันทีที่ลับหลังสามีเก่า หลิวกุ้ยหลานก็รีบหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซื้อมาให้ทิงเสวี่ยออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “เสียวเสวี่ย แม่จำได้ว่าลูกชอบสีเหลืองแอปริคอต แม่เลยซื้อชุดสวยๆ สีนี้มาให้ ลองใส่ดูสิจ๊ะ ถ้าไม่พอดีแม่จะได้ไปเปลี่ยนให้”
ในตัวอำเภอเริ่มมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปวางขายแล้ว ต่างจากในชนบทที่ยังต้องซื้อผ้ามาจ้างช่างตัดเย็บเอง ซึ่งฝีมือช่างบ้านนอกหรือจะสู้เสื้อผ้าคัตติ้งเนี้ยบๆ จากห้างสรรพสินค้าได้
ทิงเสวี่ยเห็นชุดแล้วก็ถูกใจไม่น้อย ใจหนึ่งอยากจะปฏิเสธ แต่อีกใจก็คิดว่า... ไม่เอาก็โง่สิ ของฟรีแท้ๆ ถ้ามีชุดนี้ ปีใหม่พ่อก็ไม่ต้องเจียดเงินมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอแล้ว ที่ผ่านมาพ่อยอมใส่เสื้อผ้าปะชุนเก่าๆ เพื่อเก็บเงินซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้เธอใส่ ถึงแม้เธอจะไม่มีแม่ แต่เสื้อผ้าของเธอกลับดูดีและมีมากกว่าเด็กผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านเสียอีก เพื่อเป็การช่วยพ่อประหยัด ทิงเสวี่ยจึงรับชุดจากมือหลิวกุ้ยหลาน เธอเข้าไปลองสวมในห้อง ปรากฏว่าชุดพอดีตัวเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน
“เสียวเสวี่ยของแม่หุ่นดีจริงๆ ใส่ชุดไหนก็สวย” หลิวกุ้ยหลานเอ่ยชมจากใจ ในสายตาของเธอ ลูกสาวคนเล็กคือแก้วตาดวงใจก็จริง แต่ถ้าพูดตามความเป็จริง ลูกสาวคนโตคนนี้หน้าตาผิวพรรณดีกว่ามาก หรืออาจจะสวยกว่าน้องสาวเสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ไม่ได้เกิดมามีวาสนาได้แต่งตัวสวยๆ เหมือนลูกคนเล็ก
เมื่อได้รับคำชมจากหลิวกุ้ยหลาน ทิงเสวี่ยก็ยิ้มรับ พลางเอ่ยถามขึ้นลอยๆ “หนูสวยกว่าหรือว่าเฉินเหยาเหยาสวยกว่าคะ?”
หลิวกุ้ยหลานชะงัก “…”
“แหม... แน่นอนว่าต้องเป็เสียวเสวี่ยสิจ๊ะ แต่... น้องสาวลูกก็ไม่เบานะ เธอหัวไวมาก สอบปลายภาคคราวนี้ได้เต็มร้อยตั้งสองวิชาแน่ะ! อ้อ จริงสิ เสียวเสวี่ย แล้วลูกสอบได้คะแนนเท่าไหร่ล่ะ?” พอเธอพูดถึงเฉินเหยาเหยาลูกสาวคนเล็ก แววตาก็เป็ประกายระยิบระยับด้วยความภาคภูมิใจ
“แค่เต็มร้อยสองวิชา มีอะไรน่าคุยนักหนา หนูก็สอบได้เต็มร้อยสองวิชาเหมือนกัน” ทิงเสวี่ยตอบด้วยท่าทีไม่แยแส แม้เธอจะอายุมากกว่าเฉินเหยาเหยาสองปี แต่เพราะเด็กบ้านนอกเข้าเรียนช้า เธอจึงเพิ่งอยู่ชั้นป.1 เหมือนกัน
เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนโตก็สอบได้เต็มร้อย หลิวกุ้ยหลานก็อึ้งไปครู่หนึ่ง แต่พิจารณาจากสีหน้าของลูกแล้วไม่เหมือนคนโกหก เธอก็เชื่อ “เสียวเสวี่ยของแม่ก็เก่งเหมือนกันนี่นา แม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย น้องสาวลูกนอกจากเรียนเก่งแล้ว ยังร้องเพลงเต้นรำเป็ด้วยนะ ถ้าลูกยอมไปอยู่กับแม่ในเมือง แม่จะส่งลูกไปเรียนพิเศษ ให้ลูกได้เรียนร้องเพลงเรียนเต้นรำเหมือนน้อง ดีไหม?”
“หนูไม่ไปหรอกค่ะ หนูจะอยู่กับพ่อ” ทิงเสวี่ยยืนกรานเสียงแข็ง
แต่หลิวกุ้ยหลานหาได้ยอมแพ้ กลับรุกหนักกว่าเดิม “โธ่ลูก... อยู่กับพ่อแล้วจะมีอนาคตอะไร? ไปอยู่กับแม่ดีกว่า ลูกไม่เพียงได้เรียนร้องเพลงเต้นรำ แต่จะได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ทุกวัน ที่บ้านแม่เพิ่งถอยทีวีสีมาใหม่ ลูกจะได้ดูการ์ตูนดูละครทุกวันเลยนะ ที่สำคัญลูกจะมีทั้งพี่ชายและน้องสาวเล่นด้วย ดีจะตายไป! แม่รู้นะว่าลูกเป็ห่วงพ่อ แต่เราก็กลับมาเยี่ยมเขาทุกอาทิตย์ก็ได้นี่นา”
ทิงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ มองหลิวกุ้ยหลาน ขนตายาวงอนงามดุจปีกผีเสื้อขยับไหว ภายใต้ดวงตาคู่นั้นซ่อนความคิดอ่านที่ลึกซึ้งเกินวัยเอาไว้
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทิงเสวี่ยก็เอ่ยกับหลิวกุ้ยหลานว่า “แม่ไม่ต้องเปลืองน้ำลายหรอกค่ะ หนูไม่มีทางไปกับแม่เด็ดขาด ต่อให้ต้องขอทานกินกับพ่อ หนูก็ยอม อยู่กับพ่อ พ่อรักหนูได้เต็มหัวใจ แต่แม่ล่ะ? แม่มีเฉินเหยาเหยาแล้ว ยังมีพี่ชายของเฉินเหยาเหยาอีก แม่ไม่เคย้าหนูเลยสักนิด เมื่อก่อนแม่ไม่เคยไยดี อยู่ๆ วันนี้กลับมาทำดีด้วย พยายามจะเอาตัวหนูไปให้ได้ เมื่อก่อนแม่รังเกียจว่าหนูเป็ตัวภาระ หรือว่าตอนนี้... หนูไม่ใช่ภาระแล้ว? แต่กลายเป็ 'สินค้า' ที่จะทำให้แม่ได้ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แม่ถึงได้รีบร้อนอยากได้ตัวหนูขนาดนี้?”
หลิวกุ้ยหลาน “…”
เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง วาจาเชือดเฉือนที่เพิ่งได้ยิน ไม่เหมือนคำพูดที่หลุดออกมาจากปากเด็กแปดขวบเลยสักนิด “!” แววตาของเด็กหญิงตรงหน้าดูสุขุมเยือกเย็น ไม่มีความยโสแต่ก็ไร้ซึ่งความประจบสอพลอ วุฒิภาวะทางความคิดอ่านของเธอ ดูโตเกินกว่าเด็กวัยสิบแปดเสียด้วยซ้ำ
“เสียวเสวี่ย... คำพูดพวกนี้ใครสอนลูกมา!? พ่อใช่ไหม?” หลิวกุ้ยหลานถามเสียงเข้ม เธอปักใจเชื่อว่าเด็กแปดขวบไม่มีทางคิดคำพูดพวกนี้ได้เอง ต้องมีคนเสี้ยมสอน และคนคนนั้นต้องเป็ไอ้หลินกั๋วผิงแน่ๆ
“ไม่มีใครสอนหนูค่ะ ในใจหนูคิดยังไงก็พูดออกมาอย่างนั้น” ทิงเสวี่ยสบตาตอบกลับดวงตาที่เริ่มฉายแววอำมหิตของหลิวกุ้ยหลาน แล้วเน้นเสียงตอบทีละคำอย่างชัดเจน
หลิวกุ้ยหลานอยากจะะเิอารมณ์ออกมาเต็มที แต่พอนึกขึ้นได้ว่าภารกิจวันนี้คือการเกลี้ยกล่อมเด็ก ถ้าขืนอารมณ์เสียใส่ั้แ่ต้น เื่คงพังไม่เป็ท่า เอาวะ... หลอกล่อไปก่อน เด็กยังไงก็คือเด็ก แค่ทำดีด้วยหน่อย เดี๋ยวก็คงใจอ่อนยอมตามมาเอง
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ หลิวกุ้ยหลานก็เปลี่ยนสีหน้าจากั์มารกลับมาเป็แม่พระผู้ใจดีอีกครั้ง “เอาล่ะๆ... เสียวเสวี่ย แม่จะทำเกี๊ยวของโปรดให้ลูกกินนะ ไหนบอกแม่สิว่าเนื้ออยู่ตรงไหน?”
“หนูไม่กินเกี๊ยวค่ะ” ทิงเสวี่ยรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมในใจของหลิวกุ้ยหลานดี เธอจึงยังคงรักษาท่าทีเ็าไว้ดุจเดิม
เธอหวังว่าแม่ใจร้ายคนนี้จะรีบๆ 'ย้ายมันฝรั่ง'... อ้อ ไม่ใช่สิ... รีบๆ 'ไสหัวไป' ให้พ้นๆ เสียที