“ตงอู!”
“ตงอูหรือ?”
แม้ว่าไป๋เซี่ยเหอจะไม่ได้มีความเข้าใจในยุคนี้นักทว่านางก็รู้ว่าตงอูไม่ใช่แคว้นที่ดีอะไร พวกเขานิยมเวทมนตร์คาถา ลงมืออย่างโหดเหี้ยมเห็นชีวิตคนราวกับต้นไม้ใบหญ้า
แม้ว่าไป๋เซี่ยเหอจะเป็นทหารรับจ้างในอดีตชาติมือไม้ย่อมเคยเปื้อนเลือด ทว่าคนที่นางสังหารล้วนไม่ใช่คนดี
นางจะไม่ลงมือกับผู้บริสุทธิ์เป็นอันขาดนี่คือปณิธานของนาง!
“อืมการโจมตีด้วยเสียงคือสิ่งที่ศิษย์เอกของปราชญ์หญิงฝ่ายซ้ายเชี่ยวชาญที่สุดช่วงปีแรกๆ ข้าเคยประมือกับเขามาก่อน จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับยุทธวิธีของเขา”
“แต่ข้าไม่เคยติดต่อกับคนของแคว้นตงอูมาก่อน”
คนพวกนั้นเรียกชื่อนางเห็นได้ชัดว่ารู้จักนาง และมาเพื่อสังหารนาง
“สถานที่ที่เหล่าโหยวเคยประจำการคือพรมแดนระหว่างเทียนเช่อกับตงอู”
ดูจากคำเรียกของฮั่วเยี่ยนไหวเห็นได้ชัดว่ามิตรภาพของทั้งสองคนลึกซึ้งอย่างยิ่ง
แววตาที่สงบนิ่งกลับสั่นไหวสายตาของไป๋เซี่ยเหอตรึงอยู่ที่ตำแหน่งนอกประตู
“บังเอิญจริงๆ”
บังเอิญมาก
ดันเป็นตงอูเสียนี่
ตอนมีชีวิตอยู่ แม่ทัพโหยวประจำการอยู่ชายแดนบริเวณที่ใกล้กับตงอูมากที่สุดส่วนโหยวพิงถิงก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนมาสิบสามปีเต็ม
แววตาของไป๋เซี่ยเหอค่อยๆลุ่มลึก น้ำเสียงเฉยเมยแผ่ความเยือกเย็นออกมา “ดังนั้นท่านจึงสงสัยว่า...”
ฮั่วเยี่ยนไหวไม่ตอบ
จิตใจผู้คนยากที่จะคาดเดาแม้ว่าเขาจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าโหยวพิงถิงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ตาม
ทว่าในใจเขาคาดหวังให้ไม่ใช่
“ข้าจะให้คำอธิบายกับเจ้า”
“ได้”
เมื่อกล่าวจบห้องหนังสือก็ตกอยู่ในความเงียบเป็นระยะเวลาสั้นๆ ทันที
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”
บรรยากาศที่น่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้จิตใจของนางสับสน
“ไป๋เซี่ยเหอหากในวันนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าจะอภัยให้ข้าหรือไม่?”
ไป๋เซี่ยเหอก้มหน้า ไหล่ของนางสั่นระริกนางถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความเย็นชา “แม้ว่าท่านจะไม่ได้ตั้งใจบาดแผลที่หลังของข้าจะหายไปหรือไม่?”
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่นางสนใจไม่ใช่บาดแผล ซึ่งไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงด้วยซ้ำ
ทว่าเป็นความเชื่อใจของนางที่ถูกเขาหักหลังและเหยียบย่ำ!
เมื่อเห็นไป๋เซี่ยเหอก้าวเท้าออกไปฮั่วเยี่ยนไหวก็เรียกอิ๋งเฟิงเข้ามา หลังรับสั่งด้วยเสียงต่ำ อิ๋งเฟิงก็จากไป
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือดจนแห้งกรังผืนนั้นออกมาจากแขนเสื้อแล้วกำไว้ในฝ่ามือแน่น
รถม้าคันหนึ่งแล่นไปบนถนนด้วยความเร็วที่ไม่รีบไม่ช้า
รถม้าตรงไปยังทิศทางของจวนสกุลไป๋ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป รถม้าที่โคลงเคลงเล็กน้อยก็หยุดลง
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย
ไป๋เซี่ยเหอลงจากรถม้าด้วยการเหยียบม้านั่งตัวเตี้ยที่คนขับรถม้าเตรียมไว้ให้จากนั้นนางก็เผชิญกับเงาร่างสองสายที่นางไม่อยากพบมากที่สุด
เป็นฮั่วหมิงเชินกับไป๋หว่านหนิง
ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าประตูจวนสกุลไป๋
เมื่อเห็นไป๋เซี่ยเหอปรากฏตัวดวงตาของไป๋หว่านหนิงก็ฉายแววดุร้าย “ไป๋เซี่ยเหอ เจ้ายังกล้ากลับมาอีกหรือ?”
ไป๋เซี่ยเหอหรี่ตา “เหตุใดข้าถึงต้องไม่กล้ากลับมา?”
หากไม่ใช่เพราะนางไปช่วยอีกฝ่ายกับชีวิตน้อยๆที่บริสุทธิ์ในครรภ์ของไป๋หว่านหนิง นางจะถูกคนทำร้ายได้อย่างไร?
ไป๋หว่านหนิงหันไปมองฮั่วหมิงเชินสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนทันที “พี่เชิน ข้าส่งท่านตรงนี้ท่านกลับไปแล้วต้องพักผ่อนดีๆ นะเจ้าคะ”
ฮั่วหมิงเชินมองหญิงสาวทั้งสองด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาจากนั้นก็หมุนกายจากไป
“เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้า?”
ไป๋เซี่ยเหอชายตามองไป๋หว่านหนิงอีกฝ่ายตั้งใจส่งฮั่วหมิงเชินกลับไปเช่นนี้ นอกจากมีถ้อยคำที่จะพูดกับนางยังจะเป็นอะไรได้อีก?
ไป๋หว่านหนิงหันหน้ามาดวงตาฉายแววเย็นเยียบ แขนเสื้อยาวพลิ้วไหวเล็กน้อยระหว่างสองนิ้วมีจดหมายฉบับหนึ่งพับไว้
“เจ้าให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับข้าเสียจะดีกว่า”
ไป๋เซี่ยเหอรับจดหมายมา ก่อนจะคลี่ออกด้วยนิ้วมืออันสั่นเทา
เนื้อหาในจดหมายชัดเจน
“เจ้าตามข้ามา”
ทั้งสองคนเดินไปที่เรือนสุ่ยฉิงด้วยกันอันเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
ไป๋เซี่ยเหอคลี่จดหมายในมือใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม “ผู้ใดส่งมาให้เจ้า?”
“ไม่รู้”
ไป๋หว่านหนิงตอบอย่างมั่นใจก่อนจะกลอกตาให้ไป๋เซี่ยเหอ
“ผู้ใดส่งมาให้เจ้า เจ้ายังไม่รู้ทว่ายังกล้าไปตามนัดด้วยการเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายคนเดียวอีกหรือ? ไป๋หว่านหนิงสมองเจ้าถูกหมากินไปแล้วหรือไม่?”
ไป๋หว่านหนิงรับจดหมายที่ไป๋เซี่ยเหอโยนใส่หน้าด้วยความเดือดดาล
“เจ้าหยิ่งผยองต่อหน้าข้าให้มันน้อยๆหน่อย!”
ไป๋หว่านหนิงหอบหายใจเฮือกใหญ่
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าอิจฉาข้า? เจ้าถึงได้จงใจจัดฉากขึ้นมา หากเจ้าฆ่าลูกของเขาก็จะทำลายข้าได้ด้วย ช่างเป็นการยิงทีเดียวได้นกสองตัวจริงๆ!”
มุมปากของไป๋เซี่ยเหอเผยรอยยิ้มเฉยเมยและเหยียดหยามนางมองไป๋หว่านหนิงราวกับมองเรื่องตลกก็ไม่ปาน
“ไม่สิเจ้าทำพลาดเล็กน้อย เจ้าคิดแผนการที่ทำให้ตนเองตกจากหน้าผา แสดงกลยุทธ์ทุกข์กาย”
นางไม่คาดหวังให้ไป๋หว่านหนิงซาบซึ้งในบุญคุณของนางทว่าท่าทีของไป๋หว่านหนิงทำให้นางเปิดหูเปิดตาจริงๆ
“ดูสิ เจ้ายอมรับแล้ว!เจ้าอิจฉาข้ามาตั้งแต่แรก อิจฉาที่ข้าได้รับความโปรดปรานจากไท่จื่อ ทั้งยังตั้งครรภ์กับไท่จื่อด้วยแต่เจ้ากลับถูกเซ่อเจิ้งอ๋องทิ้งแล้วในตอนนี้ ดังนั้นเจ้าจึงวางแผนจัดฉากอันแยบยลขึ้นภายใต้ความอิจฉาริษยา!”
ไป๋หว่านหนิงถลึงตาดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
ไป๋เซี่ยเหอเกาจุดไท่หยางที่เต้นตุบๆ“เรียกสาวใช้ของเจ้าที่ชื่อเหลียงเอ๋อร์มา”
นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนที่มีสติปัญญาน้อยนิดอย่างไป๋หว่านหนิงมีชีวิตรอดจนโตมาถึงป่านนี้ได้อย่างไร?
เรื่องนี้นางรับปากกับฮั่วเยี่ยนไหวแล้วว่าจะให้เขาตรวจสอบทว่าคิดไม่ถึงว่าผู้บงการจะทำเช่นนี้
แอบอ้างชื่อของนาง ใช้เด็กในครรภ์ของไป๋หว่านหนิงข่มขู่ให้ไป๋หว่านหนิงเข้าป่าไปตามนัด
ราวกับยืมดาบสังหารคน...
ทว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ใดคือดาบผู้ใดคือคนกันเล่า...
หากผู้บงการคือโหยวพิงถิงอย่างที่คาดไว้ทว่านางจะรู้ได้อย่างไรว่าไป๋หว่านหนิงตั้งครรภ์?
ถึงอย่างไรเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่งไป๋หว่านหนิงคงไม่โง่จนป่าวประกาศไปทั่วกระมัง
โหยวพิงถิงเติบโตที่ชายแดนตั้งแต่เล็กๆไม่อาจมีหูมีตาของตนเองอยู่ในเมืองหลวง
เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้นางรู้จากที่ใด?
เหลียงเอ๋อร์เดินมาอย่างรวดเร็วแววตาเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง ราวกับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ไป๋เซี่ยเหอคิ้วกระตุกเล็กน้อยเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นในใจ
“เหลียงเอ๋อร์เจ้าไม่ได้บอกเจ้านายของเจ้าหรือว่าวันนั้นเจ้าไปขอร้องข้าที่กระโจมให้ช่วยเจ้านายของเจ้า?”
เหลียงเอ๋อร์หน้านิ่วคิ้วขมวดคุกเข่าลงตรงหน้าของทั้งสองคน
ไป๋หว่านหนิงเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี“เหลียงเอ๋อร์ เจ้าบอกความจริงมา ข้ายืนอยู่ตรงนี้ด้วย เจ้าอย่าได้กลัว!”
เหลียงเอ๋อร์รับคำอย่างเฉยเมยทีหนึ่งก่อนจะมองหน้าของไป๋เซี่ยเหอด้วยสายตาสงบนิ่ง “บ่าวคือสาวใช้ ไม่กล้าก่อเรื่องคุณหนูใหญ่ว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำนี้ดูปกติอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อฟังอย่างถี่ถ้วน กลับเต็มไปด้วยความผิดปกติ
ไป๋หว่านหนิงแค่นเสียงเย็นชาเอามือกอดอก
“ข้ารู้ว่าเจ้ากับสาวใช้ที่ชื่อฝูเอ๋อร์สมรู้ร่วมคิดกันว่าจะโยนความผิดให้สาวใช้ของข้าทว่าเจ้าคงคิดไม่ถึงว่าในวันที่เกิดเรื่องเหลียงเอ๋อร์รอรังนกแทนข้าอยู่หน้าประตูครัวตลอด ทุกคนที่นั่นล้วนเป็นพยานได้”
ไป๋เซี่ยเหอจับจ้องสตรีที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าราวกับต้องการจะมองนางให้ทะลุปรุโปร่ง
ซึ่งคนหลังไม่หลบสายตาเลยแม้แต่น้อยท่าทีดูผึ่งผาย ปล่อยให้นางจับจ้องได้เต็มที่
เห็นอยู่ชัดๆว่ามีรูปโฉมเหมือนกับคนที่ได้พบในวันนั้นทุกประการทว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างคงเป็นเหลียงเอ๋อร์คนนี้ไม่มีสีหน้าขลาดกลัวเหมือนที่ได้พบในวันนั้น
“เจ้าค่ะฮองเฮาทรงส่งคนมาตรวจสอบบ่าวแล้ววันนั้นมีคนมากมายเห็นว่าบ่าวอยู่ที่หน้าประตูครัวตลอดเวลาไม่ได้จากไปไหนสักก้าวเจ้าค่ะ”
------------------------